ไป๋ฉิงเหวินได้ยินเรื่องคุณชายสื่อก็รู้สึกสนใจจู้หย่งปังที่เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยร่วมเรียนกับอาจารย์เดียวกันจึงบอกเล่าให้ฟัง
“สือเหวินกวางผู้นี้นับว่ามีความสามารถทั้งบุ๋นทั้งบู๋ผู้หนึ่งอีกทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ชาติตระกูลก็ดีตระกูลสือเป็นขุนนางสืบต่อกันมาตั้งแต่ยังไม่สถาปนาแคว้นพวกเขาจึงได้รับการยกย่องจากคนในเมืองผิงอย่างมากแม้ว่าสือเหวินกวางในบางคราจะดูเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจบ้างแต่สำหรับผู้ทำงานร่วมกับเขาแล้วต่างยอมรับกันว่าเขาเก่งกาจมากพอตัว”
“จริงสิ!เจ้าเองก็เป็นบัณฑิตผู้หนึ่งเหตุใดจึงไม่สอบเป็นขุนนางเล่า?”
“เจ้าทำตัวเหมือนท่านพ่อของข้าอีกคนแล้วนั่นก็คอยรบเร้าข้าทุกคืนวัน ขอให้ข้าคิดอีกสักหน่อยเถิดว่าอยากจะทำงานด้านใด?งานมือปราบอย่างเจ้าก็ถือเป็นงานที่ตื่นเต้นดีส่วนการเป็นขุนนางก็ทำให้คนยกย่องนับถือ ข้าขอเวลาคิดอีกสักหน่อย”
“สือเหวินกวางได้เป็นขุนนางหรือไม่?”
“เขาทำงานอยู่กรมตุลาการเหมือนใต้เท้าสือนั่นล่ะเพิ่งเป็นขุนนางขั้นต้นเพราะสอบได้เมื่อปีที่แล้ว”
ไป๋ฉิงเหวินคิดในใจว่าพรุ่งนี้จะต้องไปลองตามหาดูหน้าคนผู้นี้สักหน่อยพลัน จู้หย่งปังกลับเอ่ยขึ้น“พูดถึงผี ผีก็มา นั่นไง? คุณชายสือเดินมาโน่นแล้ว”
สองพี่น้องจึงหันไปมองดูด้านหน้าประตูร้านน้ำชาพร้อมกันบุรุษสูงโปร่งงามสง่าในชุดสีขาวปักลายงดงามเดินนำหน้าบัณฑิตสองสามคนเข้ามาเลือกที่นั่งไม่ไกลจากพวกเขานัก
“ดูดีอย่างที่เจ้าว่า”เหลียงเจินซินที่เพิ่งหลุดออกจากภวังค์ความคิดเรื่องว่าที่พระชายาของท่านอ๋องใหญ่หันไปสำรวจชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็กล่าวชื่นชม
“เจ้าไม่ดูอันดับบนกระดานฝั่งนั้นของร้านข้าหรือไร?ปีนี้ก็มีชื่อเขาติดอันดับบุรุษรูปงามอยู่ด้วย”
ไป๋ฉิงเหวินหัวเราะหึๆ“เห็นทีหลังจากเขากลับแล้วข้าคงต้องไปอ่านดูสักหน่อย”
“มิใช่แค่คุณชายสือเท่านั้นที่ติดอันดับคุณชายถานก็ติดด้วย ถานมู่เจ๋อผู้นี้แม้จะมีเสียงเล่าลือว่านิยมบุรุษแต่ก็มีสตรีไม่น้อยที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นฮูหยินของเขา”
เหลียงเจินซินอ้าปากค้างหันกลับมามองหน้าจู้หย่งปังทันที“เจ้าว่าอย่างไรนะ? ถานมู่เจ๋อนิยมชมชอบบุรุษหรือ?”
“อืม...นี่เป็นข่าวลับเทียวมีเพียงร้านน้ำชาของข้าเท่านั้นที่นินทาเรื่องของเขาสนุกปากออกจากที่นี่ไปแล้วควรหุบปากให้สนิทเพราะอิทธิพลของสกุลถานในเมืองหลวงก็มิใช่ย่อย”
เหลียงเจินซินนึกถึงท่าทีแปลกๆในตอนที่นางพบกับถานมู่เจ๋อที่ภัตตาคาร มู่กง นางนึกดีใจที่ตนเองได้รู้จักกับจู้หย่งปังมิฉะนั้นคงต้องคิดว่าถานมู่เจ๋อเป็นสหายที่ไว้ใจได้ผู้หนึ่ง ที่แท้สายตาที่เขาคอยส่งให้นางนั้นมีความหมายเชิงชู้สาวนี่เอง....
สือเหวินกวางนั่งลงที่โต๊ะใหญ่สหายร่วมงานของเขาสามคนมองซ้ายมองขวาก่อนจะกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อที่ยืนอยู่มุมห้อง
“พวกเจ้าคงจะอยากได้ข่าวของเขามากล่ะสิ”สายตาสำรวจตรวจตราของจู้หย่งปังช่างร้ายกาย
“บอกเจ้าตามตรง พวกเรากำลังตามสืบคดีฆาตกรรมเมื่อสามเดือนก่อน เจ้าคงได้ยินคดีคุณชายปากับคุณชายเหมาที่ถูกฆ่าตายในโรงเตี๊ยม”
จู้หย่งปังพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้นรีบจับแขนไป๋ฉิงเหวินเขย่าทันที “มือปราบไป๋พวกเจ้ารับสืบดคีนี้หรือ?ให้ข้าร่วมด้วยได้หรือไม่?”
เหลียงเจินซินมองจู้หย่งปังด้วยความแปลกใจ“เจ้าอยากเป็นนักสืบหรือ?”
“ใช่ๆข้าอยู่ที่นี่ฟังเรื่องนินทาทุกวี่วัน จดจำได้ทุกเรื่องเจ้าคิดว่าข้าไม่เหมาะหรือไร? คิดดูให้ดีสิหากเจ้ามีข้าช่วยหาข่าวก็ไม่ต้องเทียวมานั่งเฝ้าร้านให้เหนื่อยสู้ดีให้ข้าเป็นผู้ช่วยพวกเจ้าไม่ดีหรือ?”
สองพี่น้องหันไปมองหน้ากัน“ที่เจ้าพูดมาก็น่าฟัง”
“เสี่ยวเหวินจู้หย่งปังเป็นผู้กว้างขวางในเมืองหลวงหากให้เขาช่วยหาข่าวให้เราย่อมประหยัดเวลาไม่น้อย”
ไป๋ฉิงเหวินจ้องหน้าจู้หย่งปังเขม็ง“เจ้าเก็บความลับเก่งหรือไม่?”
“แม้ข้าจะชอบฟังเรื่องนินทาแต่ความลับของข้าเก็บไว้มิดชิดนัก”
“ดี!เช่นนั้นข้ายินดีรับเจ้าเข้ากลุ่มนักสืบ”ไปฉิงเหวินจับมือกับจู้หย่งปังโดยมีเหลียงเจินซินวางมือไปบนมือของคนทั้งสอง
“ต่อไปเจ้าเป็นผู้ช่วยนักสืบของพวกเรา”
“ได้!”จู้หย่งปังยิ้มกว้าง “แล้วข้าต้องเขียนใบสมัครหรือไม่?”
เหลียงเจินซินชะงักไปครู่ก่อนจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้“ก็ควรต้องเขียนเพราะต่อไปเราอาจจะต้องรับผู้ช่วยเพิ่มขึ้น”
จู้หย่งปังดีอกดีใจที่ตนเองได้มีสังกัดกับเขาเสียทีไป๋ฉิงเหวินจึงเสนอว่าพวกเขาควรจะตั้งเป็นสำนักนักสืบได้แล้ว
“ข้าจะเป็นเจ้าสำนักเอง”ใบหน้าของนักสืบหนุ่มดูภาคภูมิใจอย่างยิ่ง “เจ้าคิดชื่อสำนักทีสิเอาที่ฟังแล้วน่าเกรงขามหน่อย ต่อไปในยุทธภพพวกเราต้องมีชื่อเสียงอย่างแน่นอน”
เหลียงเจินซินหน้ายู่“มิใช่ข้าหรอกหรือควรเป็นเจ้าสำนัก เพราะข้ามีวิชาแมวเก้าชีวิตแต่เจ้าไม่ใช่?”
ไป๋ฉิงเหวินทำหน้าเหวอก่อนจะหุบปากลงแล้วพยักหน้า
“เสี่ยวเหวินหากเป็นสำนักนักสืบตัวเจ้าก็ไม่อาจจะเป็นเจ้าสำนักได้เพราะเจ้าเป็นมือปราบ”
มือปราบไป๋จนด้วยความโต้แย้งจำต้องพยักหน้า“ให้เจ้าเป็นเจ้าสำนักก็ได้ เช่นนั้นให้ข้าเป็นรองเจ้าสำนัก”
จู้หย่งปังเห็นสองพี่น้องแบ่งตำแหน่งสำคัญกันเสร็จสรรพก็ยิ้มน้อยๆ“ไม่เป็นไร เช่นนั้นข้าก็ขอตำแหน่งผู้คุมกฎก็แล้วกัน”
“ได้!”สองพี่น้องรีบพยักหน้ารับ
“ว่าแต่เจ้าสำนักพวกเรามีสมาชิกทั้งหมดแค่สามคนนี้หรือ?”จู้หย่งปังนิ่วหน้า
“ไม่ๆพวกเรามีสี่คนแล้ว”
“หือ...แล้วอีกคนคือใคร?”
เหลียงเจินซินหัวเราะแหะๆ“นางเป็นสาวใช้อยู่เมืองเป่าจูชื่อ หมิ่นซูปี้ ข้าแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยข้า”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะเริ่มบันทึกรายชื่อสมาชิกในสำนักของเราเลยก็แล้วกัน”จู้หย่งปังตื่นเต้นมากรีบลุกไปหยิบเอาสมุดเปล่าจากหลังโต๊ะบัญชีในร้านออกมาเตรียมพู่กันกับหมึกมานั่งเขียนรายชื่อคนทั้งสี่อย่างจริงจัง"ต่อไปพวกเราต้องเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มากขึ้นแล้วการหาข่าวของเราจะทำได้ง่ายดาย”
“ดีๆเช่นนี้ต่อไปเราก็เปิดรับงานนอกที่มิใช่คดีของกรมตุลาการได้ด้วย” ไป๋ฉิงเหวินทำหน้าฝันหวาน หนทางที่จะหารายได้เพิ่มมาซื้อที่ดินเหมือนซินเอ๋อร์อยู่ใกล้แค่เอื้อม
“ข้าว่าให้ข้าออกหน้ารับงานจะดีกว่า ส่วนพวกท่านคอยดูแลงานอยู่เบื้องหลังงานนักสืบสมควรจะเป็นความลับใช่หรือไม่?”
“ใช่ๆ เจ้าพูดถูก”ไป๋ฉิงเหวินเห็นด้วยในทันที “หากให้ข้าหรือนักสืบซินออกหน้าเกรงจะกลายเป็นเป้าที่ชัดเจนเกินไป”
พวกเขาทั้งสามทั้งคุยกันทั้งลอบมองคุณชายสืออยู่เป็นนานจึงเห็นว่าคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับสือเหวินกวางล้วนเกรงอกเกรงใจเขาเป็นอย่างมากมีเพียงโต๊ะนี้ที่ไม่พูดคุยเอะอะอย่างโต๊ะอื่นท่าทางของสือเหวินกวางเองก็ภูมิฐานงามสง่าสมฐานะ ใบหน้าของเขาดูเชิดน้อยๆอยู่ตลอดเวลา
“จะว่าไปสือเหวินกวางผู้นี้ก็หล่อเหลาเอาการจริงๆ”ไป๋ฉิงเหวินพิศแล้วพิศอีกแล้วก็อดจะชมออกมามิได้
จู้หย่งปังยิ้มน้อยๆ“นี่ถ้าท่านว่าสืบเหวินกวางรูปงามแล้วหากได้เจอกับสือกุ้ยอินจะมิยิ่งตกตะลึงหรอกหรือ?นางผู้นั้นไม่ว่าจะมองมุมใดล้วนงดงามปานหยาดฟ้ามาดินเลยเทียว”
เหลียงเจินซินชะงักมือที่ถือขนมเล็กน้อย“สวยถึงเพียงนั้นเทียวหรือ?”
“คนที่มากินดื่มที่นี่ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณหนูสือผู้นี้คือโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจิน”
**********************

