ข้ามโลกมาเป็นเซียนกระบี่ยอดนักต้มตุ๋น

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 41 ราชวงศ์ต้าชิง

            เมืองหลางเซียน

            การต่อสู้ระหว่างมารที่บุกมากับพรรคเทพหมาป่าสวรรค์จบลงแล้วสาเหตุหลักเป็นเพราะจูหงอีไม่อาจทะลวงผ่านข่ายปราณคุ้มกันพรรคไปได้ทำได้เพียงถูกกลอสนีสวรรค์ประหารมารฟาดใส่อยู่ฝ่ายเดียว

            ยืนอยู่หน้าบ้านผู้อื่นรอให้สายฟ้าฟาดใส่? จูหงอีย่อมไม่คิดรั้งอยู่อีกต่อไป

            ทันทีที่จูหงอีหลบหนี พวกมารที่เหลือเองก็ย่อมเผ่นตามไปด้วยไม่ให้หนีแล้วจะให้ทำอะไร? ขนาดขาใหญ่ขั้นทารกแกนวิญญาณยังล่าถอย ในเมื่อโดนเปิดเผยตัวแล้วจะให้อยู่รอความตายหรือไร?

            สุดท้ายนี้ ภายในซากอาคารเมืองหลางเซียนยังมีกลุ่มศิษย์พรรคอีกาทองคำปั้นหน้างุนงงอยู่

            นี่ นี่เรื่องอะไรกัน?

            ที่พรรคเทพหมาป่าสวรรค์ไกลออกไปมู่หรงลวี่กวงส่งศิษย์ร่วมสำนักให้ไปตรวจสอบเมืองหลางเซียน

            ภายในซากอาคาร จางเสินซวีกุมหน้าอกกระอักเลือดขณะมองดูพี่น้องร่วมพรรคที่มันพามาด้วยแต่ละคนล้วนโลหิตอาบหน้า นอกจากจะชวดกุศลปราบมารแล้ว ยังเกือบถูกล้างบางยกก๊วนช่างน่าอนาถนัก!

            “ศิษย์พี่เสินซวี พวกเรา...พวกเราโดนเล่นแล้ว!”

            “เป็นไอ้หวังเค่อโกหกพวกเรา! อึก พรวด!”

            “ข้าเกือบไม่รอดแล้ว น่ากลัวยิ่งนักไอ้มารร้ายนั่นเป็นขั้นทารกแกนวิญญาณ!”

            .........

            .........

            ......

            ......

            ...

            ...

            ศิษย์พรรคอีกาทองคำต่างกุมบาดแผลอย่างกังวล

            “แค่ก พรรคเทพหมาป่าสวรรค์กำลังจะมาแล้ว อย่าให้พวกมันพบตัวพวกเราครั้งนี้จะขายหน้าเกินไปแล้ว! หวังเค่อล่ะ? ไอ้หวังเค่อข้าจะถลกหนังเจ้า!” จางเสินซวีเอ่ยด้วยสีหน้าดำหม่น

            “ใช่แล้วพวกเราต้องถลกหนังไอ้หวังเค่อกับจางเจิ้งเต้า!”ศิษย์พรรคอีกาทองคำต่างช่วยพยุงจางเสินซวีไปทางสวนหย่อมห่างไปไม่ไกล

            หลังจากการต่อสู้สวนหย่อมบริเวณคฤหาสน์ที่หวังเค่อถูกจับไว้กลับอยู่รอดปลอดภัยอย่างน่าประหลาดกลุ่มศิษย์พรรคอีกาทองคำเดินกลับไปยังเขตสวนหย่อมอย่างมุ่งร้าย

            “ตูม!”

            ประตูถูกเตะเปิดออกกลุ่มศิษย์พรรคอีกาทองคำที่บาดเจ็บสาหัสต่างพากันเดินตรงไปยังห้องโถง

            “เอาไอ้หวังเค่อมาให้พวกเราถลกหนัง!”ศิษย์พรรคอีกาทองคำล้วนส่งเสียงตะโกน

            แต่เมื่อทุกคนมาถึงห้องโถงหลัก พวกมันเป็นต้องตัวแข็งทื่อ

            เพราะหวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าหายตัวไปแล้วศิษย์พรรคอีกาทองคำสองคนที่คอยเฝ้าพวกมันเวลานี้ถูกเปลื้องผ้าล่อนจ้อนนอนสลบอยู่

            ถลกหนังหวังเค่อ?ไม่ใช่แล้ว หวังเค่อต่างหากที่ลอกคราบพวกมันไป!

            หวังเค่อไม่ได้สังหารศิษย์สองคนนั้นก็จริงแต่ปล่อยพวกมันล่อนจ้อนแบบนี้ต่างอะไรจากลงมือฆ่ากัน? นี่เป็นความอัปยศความอัปยศอันใหญ่หลวง

            ในอดีต เมื่อครั้งจางเสินซวียังโลดแล่นอยู่นอกสิบหมื่นมหาบรรพตมันมั่นใจว่าตนเองหลักแหลมมากปัญญาสายตาของมันสามารถมองทะลุลูกไม้อุบายทุกรูปแบบได้แต่มาวันนี้มันกลับเสียท่าให้หวังเค่อและจางเจิ้งเต้าเป็นครั้งที่สอง?

            “หวังเค่อ? จางเจิ้งเต้า?พรวด!” จางเสินซวีกระอักเลือดออกมาอีกรอบ

            “ศิษย์พี่ ท่านใจเย็นก่อน!ไอ้หวังเค่อนั่นพิสดารเกินไป!” กลุ่มศิษย์พรรคอีกาทองคำปลอบ

            “เหลวไหล พิสดารเรอะ? ก็แค่มดปลวกสองตัวที่ข้าจะบี้ทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้กระเรียนมงกุฎแดงของข้าล่ะ เรียกฝูงกระเรียนของพรรคอีกาทองคำทั้งหมดมาช่วยข้าค้นหาช่วยข้าพลิกแผ่นดินหาไอ้หวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าพลิกสิบหมื่นมหาบรรพตหาไอ้ตัวบัดซบทั้งสองคนนั่น ข้าไม่สนว่าพวกมันมีใครหนุนหลังพวกมันต้องตาย!” จางเสินซวีคำรามลั่น

            “แกว๊ก! แกว๊ก!…….!”

            เพียงไม่นานเหล่ากระเรียนมงกุฎแดงก็เดินทางมาถึงก่อนที่พวกมันจะเริ่มโผบินค้นหาไปทั่วสี่ทิศแปดทางเริ่มจากเมืองหลางเซียนเพื่อตามหาหวังเค่อและจางเจิ้งเต้าที่หายตัวไป

            สิบวันผ่านไป ริมหน้าผาแห่งหนึ่ง

            หวังเค่อกับจางเจิ้งเต้าแหงนหน้ามองฟ้าเห็นกระเรียนตัวหนึ่งกางปีกบินอยู่ลิบๆ

            “นี่เล่นใหญ่เกินไปหรือเปล่า!จำเป็นต้องส่งกระเรียนมงกุฎแดงออกตามหาพวกเราเยอะปานนี้? เพ้ย!ถ้าเก่งเจ๋งจริงก็ตามหาเองสิวะร้องฟูมฟายกลับไปให้พรรคอีกาทองคำช่วยหาแบบนี้มันเก่งตรงไหน? ถุ้ย!” หวังเค่อหดหู่ใจพลางถ่มน้ำลายตามหลังนกกระเรียนไป

            “ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ช่วงนี้ข้าถึงกับไม่กล้าบินขึ้นฟ้าเลยทำได้แต่วิ่งตามป่าเขาไปกับเจ้า! พวกเราเสียเวลาไปขนาดไหน!”จางเจิ้งเต้าเองก็บ่นด้วย

            “เอาเถอะ นี่สมควรใกล้ถึงแล้ว ปล่อยพวกมันไป!”หวังเค่อกล่าวจริงจัง

            ขณะพูดคุย ทั้งสองก็มองไปยังพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาลไกลออกไป

            “นี่คือพื้นที่ใจกลางของสิบหมื่นมหาบรรพตเป็นพื้นที่ของมนุษย์ทั่วไปใช่หรือไม่?” จางเจิ้งเต้าถามอย่างใคร่รู้ขณะมองดูขบวนขนสินค้าของมนุษย์ปุถุชนห่างออกไป

            “ถูกต้องที่ราบใจกลางสิบหมื่นมหาบรรพตเป็นพื้นที่อาศัยของมนุษย์!ศิษย์สำนักส่วนใหญ่ของสิบหมื่นมหาบรรพตล้วนถูกคัดเลือกตัวมาจากที่นี่!ที่นี่มีสามราชวงศ์ใหญ่ปกครองอยู่!” หวังเค่อหรี่ตามองที่ราบตรงหน้า

            “สิบหมื่นบรรพตนี่ก็ประหลาดแท้เขตอาศัยของมนุษย์นี้กลับไม่มีไอวิญญาณอยู่เลย?”

            “ถ้ามีพวกมันจะยังเป็นมนุษย์ปุถุชนอยู่รึ? ตระกูลผู้ฝึกฌานของที่นี่หลังบรรลุขั้นเซียนเทียนแล้วต่างก็ละทิ้งบ้านเกิดเดินทางไปยังเมืองเซียนต่างๆ ทั่วสิบหมื่นมหาบรรพตคาดหวังว่าจะได้ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์สำนักเซียนกันทั้งนั้น! ข้าเองก็เคย…!”หวังเค่อขมวดคิ้วให้ความทรงจำในอดีต

            “เจ้าลงมาที่เขตมนุษย์นี้บ่อยรึ?” จางเจิ้งเต้าถามอย่างสงสัย

            “เอาละ อย่ามัวพูดมากไร้สาระรีบไปตามที่ลูกปัดโหยหานำทางดีกว่าจากทิศทางแล้วสมควรอยู่ที่เขตของราชวงศ์ต้าชิง!” หวังเค่อกล่าวเสียงเข้ม

            ทั้งสองเดินทางเข้าสู่แดนมนุษย์ เป็นไปตามคาดไอวิญญาณรอบตัวพวกมันหายสาบสูญไปจนหมด หลังจากซื้อม้าสองตัวทั้งคู่ก็ควบม้าตะบึงไปตามถนนอยู่สามวันกว่าจะมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง

            “ชิงจิง?” จางเจิ้งเต้ามองดูอักษรบนประตูเมือง

            “ที่นี่คือนครหลวงของราชวงศ์ต้าชิง ชิงจิง! ตามข้ามา!”หวังเค่อกล่าว

            เมืองนี้เป็นเมืองของมนุษย์ปุถุชนโดยแท้สภาพแวดล้อมคล้ายเมืองหลวงโบราณที่หวังเค่อเคยเห็นในโทรทัศน์สมัยก่อนพ่อค้าหาบเร่ขวักไขว่เต็มถนน ทหารยามและนักดาบเดินปนประปราย

            ทั้งคู่เดินทางเข้าเมืองจนมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่งก่อนหวังเค่อจะใช้ยาแก้อักเสบรักษาตุ่มสิวบนใบหน้าจนหายเป็นปลิดทิ้ง

            “จวนแม่ทัพใหญ่? ศักดิ์ฐานะเจ้าของคฤหาสน์นี้ในราชวงศ์ต้าชิงสูงไม่เบาเลยไม่ใช่รึ?”จางเจิ้งเต้าอ่านป้ายหน้าประตูอย่างประหลาดใจ

            หลังเคาะประตูไม่นาน คนรับใช้คนหนึ่งก็เดินมาเปิดให้พอเห็นหน้าตาหวังเค่อชัดเจนใบหน้าคนผู้นั้นก็ทอแววประหลาดใจก่อนทำท่าคล้ายจะโค้งกายคารวะ

            หวังเค่อโบกมือห้ามอีกฝ่ายไว้ ก่อนจะนำจางเจิ้งเต้าเดินเข้าประตูไปคนใช้เข้าใจความนัยรีบจัดแจงดูแลม้าที่พวกหวังเค่อขี่มาขณะเดียวกันก็รีบปิดประตูทันที

            พวกหวังเค่อเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่เข้าสู่จวนแม่ทัพทุกคนรอบด้านต่างเคลื่อนไหว ไม่นานชายหนวดเฟิ้มในชุดเกราะก็ออกมาต้อนรับ

            “หือ? นี่พี่ใหญ่ไม่ใช่รึ?นี่ท่านไว้หนวดอย่างนั้นรึนี่?” จางเจิ้งเต้ามองท่านแม่ทัพที่ออกมาต้อนรับอย่างประหลาดใจ

            พี่ใหญ่? ไม่นานมานี้หวังเค่อได้ส่งพี่ใหญ่ของมันไปปลอมตัวเป็นจางเสินซวีแห่งพรรคอีกาทองคำที่เมืองจูเซียนเพื่อหลอกเนี่ยเทียนป้าเสียหมดตัวที่แท้มันกลับเป็นแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ต้าชิง

            “เข้าใจแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว หวังเค่อข้ารู้แล้วว่าคนตระกูลหวังเจ้าตั้งเยอะหลบหนีหายไปจากเมืองจูเซียนในชั่วข้ามคืนได้ยังไงที่แท้พวกเขาก็แอบมาซ่อนอยู่ในเขตมนุษย์นี่เอง มิน่าเล่าเนี่ยเทียนป้าควานหาตัวอยู่เนิ่นนานยังไม่พบแม้สักคนที่แท้ก็มาซ่อนในเขตมนุษย์กันหมดนี่เอง?” จางเจิ้งเต้าส่งเสียงทันที

            “น้อมรับท่านประมุข!” พี่ใหญ่กล่าวอย่างนอบน้อม

            ทุกคนในคฤหาสน์เองต่างก็โค้งกายคารวะหวังเค่อ

            “อืมศิลาวิญญาณสองแสนชั่งที่ได้มาก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้าง?” หวังเค่อถาม

            “รายงานท่านประมุขศิลาวิญญาณหลังแบ่งตามสัดส่วนที่ท่านกำหนดไว้ก็ถูกกระจายออกไปจนหมดแล้วพื้นที่แดนมนุษย์นี้ไม่มีไอวิญญาณให้ฝึกฌาน จำต้องอาศัยศิลาวิญญาณเพื่อฝึกฝนศิลาวิญญาณสองแสนชั่งนั้นช่วยอุดช่องโหว่ให้พวกเราไปได้มากคงไม่มีปัญหาขาดแคลนศิลาวิญญาณไปอีกสักพักแต่ลูกหลานตระกูลเรามีคนรุ่นใหม่มากพรสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นมาบ้างแล้วดังนั้นจึงจำต้องใช้ศิลาวิญญาณมากสักหน่อย!” พี่ใหญ่รายงานอย่างนอบน้อม

            “ไม่เป็นไร ครั้งนี้ข้าขนศิลาวิญญาณมาเติมเพิ่มให้เรื่องฝึกฌานไม่อาจมองข้าม พื้นฐานตระกูลต้องปักหลักให้มั่นคง!ในภายภาคหน้าหากยังมีเรื่องอันตรายอีกก็ต้องให้พวกเขาเป็นคนจัดการ!”หวังเค่อเอ่ยเสียงเข้ม

            “ขอรับ!” พี่ใหญ่ขานรับด้วยความเคารพ

            “นี่จางเจิ้งเต้าไม่ใช่รึ? ข้าเห็นท่านครั้งล่าสุดไม่ใช่ว่าท่านคิดถึงพี่หญิงใหญ่อยู่?จะให้ข้าไปบอกนางหรือไม่?” พี่ใหญ่หันมาหาจางเจิ้งเต้า

            จางเจิ้งเต้าหน้าแข็งค้าง พี่หญิงใหญ่หนวดเฟิ้มนั่นน่ะรึ? ให้บอกว่าข้าคิดถึง?คิดถึงกับผีน่ะสิ เจ้าบ้าไปแล้วรึ!

            “ไม่จำเป็น!” จางเจิ้งเต้าบอกปัดด้วยใบหน้าดำหม่น

            “อุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกลไม่ใช่เป็นเพราะท่านต้องการพบหน้านางหรอกหรือ?” พี่ใหญ่ยังไม่ยอมแพ้

            จางเจิ้งเต้า “...!”

            “เอาไว้ก่อน เวลามีจำกัดเอาไว้คราวหน้าข้าจะเรียกพี่หญิงใหญ่มาให้!” หวังเค่อเข้ามาแทรก

            “ขอรับ! ท่านประมุขก่อนหน้านี้น้องเล็กเขียนจดหมายมาบอกว่าท่านได้เข้าร่วมกับพรรคเทพหมาป่าสวรรค์แล้วเหตุใดท่านถึงต้องกลับมานี่ด้วยตัวเอง?” พี่ใหญ่ถามอย่างสงสัย

            “มาตามหาคน!”หวังเค่อเดินเข้าไปยังห้องรับแขกของจวนแม่ทัพ

            หวังเค่อนั่งลงบนบัลลังก์โดยมีญาติอาวุโสอย่างพี่ใหญ่เป็นคนรินน้ำชาให้ด้วยตัวเอง

            “น้องเล็กสมควรส่งภาพเหมือนบุคคลสำคัญในพรรคเทพหมาป่าสวรรค์มาให้บ้างแล้วเจ้าเห็นองค์หญิงโยวเยว่กับเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยปรากฏตัวในชิงจิงหรือไม่?” หวังเค่อมองพี่ใหญ่ก่อนถาม

            “ข้าไม่เห็นองค์หญิงโยวเยว่ แต่ตอนข้าออกมา ข้าเห็นเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยเดินอยู่ภายในวังนางคอยสั่งการองครักษ์วังหลวงเป็นครั้งคราวเพื่อปรับปรุงราชวัง!หรือนี่จะเป็นค่ายกลอย่างที่ท่านประมุขเคยพูดถึง?” พี่ใหญ่ถามอย่างสงสัย

            “ใช่จริงๆ เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยมาที่นี่!” หวังเค่อตาลุกวาว

            “ประหลาดนัก เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยมีอะไรเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ต้าชิงด้วย?ไหนเลยถึงสามารถสั่งการปรับเปลี่ยนวังหลวงได้ตามใจ? หวังเค่อ ลูกปัดโหยหาของเจ้าเองก็ชี้ไปทางวังหลวงด้วย?” จางเจิ้งเต้าสงสัย

            “ใช่ ลูกปัดชี้ไปทางวังหลวงเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยอยู่ที่นั่น องค์หญิงเองก็ต้องอยู่เหมือนกัน! อยู่ที่นั่นแน่!”ดวงตาหวังเค่อทอแววคาดหวัง

            “ท่านประมุขช่วงนี้มีศิษย์สำนักเซียนเข้ามาในเมืองชิงจิง ข้าจับตาดูพวกมันอยู่มีหลายคนที่แผ่ลมปราณสีดำออกมาด้วย!” พี่ใหญ่เล่า

            “ลมปราณสีดำ? ลมปราณมาร!ศิษย์พรรคมารรวมตัวกันที่ชิงจิงรึ? จะต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเมืองนี้แน่!สั่งคนของเราทั้งหมดให้เก็บเนื้อเก็บตัวไปก่อน อย่าถูกลากไปมีส่วนด้วย!”หวังเค่อขมวดคิ้ว

            “ขอรับ!”

            “แล้วก็คืนนี้ข้าจะลอบเข้าไปทำธุระในวังหลวงช่วยเตรียมชุดองครักษ์ให้ที!” หวังเค่อเอ่ยเสียงเข้ม

            “ขอรับ!”

            “จะว่าไป อ๋องต้าชิงรู้หรือเปล่าว่าเจ้าทำอะไรอยู่?”หวังเค่อมองพี่ใหญ่

            “ไม่ขอรับ! หลังท่านประมุขละทิ้งทางโลกคนตระกูลข้าทั้งหมดภายในราชวงศ์ต้าชิงต่างก็ถอนตัวมาอยู่เบื้องหลัง!ก่อนที่ข้าจะถูกท่านส่งมาที่นี่ ไม่มีใครทราบความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับท่านประมุขตัวข้าสั่งสมคุณงามความดีจนได้ขึ้นเป็นแม่ทัพ แม้จะแซ่หวังเหมือนกัน แต่อ๋องต้าชิงไม่ทราบว่าพวกเราเกี่ยวข้องกันขอรับ!”พี่ใหญ่อธิบายทันที

            “ดีแล้วสะสมเก็บเกี่ยวเพื่อขึ้นเป็นราชาอย่างไม่รีบร้อน! ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวตอนนี้ข้าเองก็มีคนหนุนหลังแล้ว! ภายภาคหน้าจะไม่มีผู้ใดกล้าข่มเหงเราอีก!”หวังเค่อกล่าวอย่างจริงจัง

            “ทราบ!” พี่ใหญ่ขานรับ

            “หวังเค่อ? เจ้ารู้แล้วว่าองค์หญิงโยวเยว่อยู่ในวังหลวงแล้วพวกเราจะเข้าไปหาได้ยังไง? ข้างในนั้นยังมีเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยอยู่นางจะยอมปล่อยให้เราพาตัวองค์หญิงไปรึ?” จางเจิ้งเต้ากังวล

            หวังเค่อขบคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตามองจางเจิ้งเต้า

            “หวังเค่อ เจ้าทำสายตาอะไรอย่างนั้น? ทุกครั้งที่เจ้ามองแบบนั้นข้าซวยทุกที เจ้าต้องการอะไร?” จางเจิ้งเต้าหน้าเปลี่ยนสีก่อนอุทาน

            ถึงยามค่ำหวังเค่อก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดองครักษ์ก่อนจะกระโจนลงไปบ่อน้ำจวนแม่ทัพใหญ่

            น้ำในบ่อลึกยิ่งและยังมีท่ออากาศเรียงรายอยู่ด้านล่าง หลังดำน้ำผ่านมาหนึ่งชั่วยามเต็มหวังเค่อก็ทะลุออกมาอีกฝั่งของบ่อ

            “พรวด!”

            “บ่อน้ำที่ขุดเชื่อมไว้ตั้งแต่สมัยก่อนยังไม่ถูกพบเจอนี่ใช่ด้านในวังหลวงหรือเปล่านะ?” หวังเค่อคืบคลานออกมาจากบ่อน้ำช้าๆ

            คนเร่งลมปราณไล่ไอน้ำบนตัวจนระเหย

            “ต่อไปก็รอฝั่งจางเจิ้งเต้า!”หวังเค่อยืนรออยู่ในมุมมืดข้างบ่อน้ำ

            เมืองชิงจิง ด้านนอกวังหลวงต้าชิง บนเวทีเหนืออาคารสูงหลังหนึ่ง

            จางเจิ้งเต้า พี่ใหญ่และศิษย์ตระกูลหวังคนหนึ่งต่างสาดสายตาไปทางวังหลวง

            เหนือวังหลวงมีม่านหมอกสีม่วงปกคลุมเอาไว้คล้ายเป็นปราการคุ้มภัยจนคนนอกไม่อาจมองเข้าไปได้

            “นี่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกแล้วหรือไร? หวังเค่อคราวนี้ลอบเข้าวังหลวงไปค้นหาองค์หญิงโยวเยว่คนเดียว? ไม่ลากข้าตามไปด้วย?” จางเจิ้งเต้ารู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง

            “ท่านประมุขกล่าวว่าลอบเข้าวังหลวงครั้งนี้จะลงมือเพียงลำพังส่วนเรื่องนอกวังหลวงขอฝากให้ท่านจัดการ!” พี่ใหญ่อธิบาย

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า มันเริ่มมียางอายกับเขาบ้างแล้วสินะเดี๋ยวข้าจัดการให้เอง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ปลอดภัยหายห่วง!” จางเจิ้งเต้ายิ้มร่า

            ลอบเข้าไปในวังหลวงเสี่ยงอันตรายปานไหน ด้านนอกอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าถึงแม้จะอยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือองค์หญิงโยวเยว่แต่จางเจิ้งเต้ารักตัวกลัวตายเป็นที่หนึ่ง ยังไงมันก็เลือกรักษาชีวิตตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อน!

            “ท่านจางข้าได้ยินจากท่านประมุขมาว่าวิชาหนีเอาตัวรอดของท่านเลิศล้ำที่สุดในใต้หล้า?”พี่ใหญ่ถามอย่างใคร่รู้

            “ของมันแน่อยู่แล้ว ข้าไม่อยากจะคุยตอนอยู่ขั้นเซียนเทียนข้ายังหนีพวกดวงธาตุทองคำพ้น ตอนนี้ข้าเป็นดวงธาตุทองคำแล้วต่อให้เป็นขั้นทารกแกนวิญญาณก็ไล่ข้าไม่ทัน!” จางเจิ้งเต้าโม้อย่างภาคภูมิ

            “ถ้าเช่นนั้นข้าก็วางใจ!” พี่ใหญ่พยักหน้ารับ

            “ฮ่าฮ่า ไม่ต้องคิดมากไป ภายในวังหลวงอันตรายพวกเราอยู่ด้านนอกปลอดภัยหายห่วง!” จางเจิ้งเต้าปลอบ

            พี่ใหญ่มองจางเจิ้งเต้าก่อนจะเดินถอยห่างออกมาจากนั้นมันจึงกล่าวกับศิษย์ตระกูลหวังอีกคน “ลงมือ!”

            “ขอรับ!” ศิษย์ตระกูลหวังคนนั้นรับคำอย่างนอบน้อม

            “ลงมือ? เจ้าจะลงมือทำอะไร?ที่นี่ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง? เอ๊ะประเดี๋ยวก่อน ทำไมเสียงของศิษย์ตระกูลหวังคนนี้ถึงได้คล้ายข้านัก?” จางเจิ้งเต้าถามอย่างแปลกใจ

            แต่ภาพที่มันเห็นคือศิษย์ตระกูลหวังคนนั้นรวบรวมลมปราณก่อนจะตะเบ็งเสียงเลือนลั่นสะเทือนฟ้า

            “เนี่ยเมี่ยเจวี๋ย เจ้าตัวบัดซบ ยายเฒ่าสมควรตายตัวอัปลักษณ์บุรุษไม่เหลียวแล ข้าจางเจิ้งเต้าอยู่ที่นี่แล้ว แน่จริงก็มาไล่ข้าสิ!ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า~~~~~~~~~~~!"

            ศิษย์ตระกูลหวังเปล่งเสียงคำรามลั่นดังกังวานไปทั่วเมืองชิงจิงเพียงชั่วพริบตา ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างเพื่อมองตามเสียง

            พี่ใหญ่กับศิษย์ตระกูลหวังคนนั้นรีบพุ่งตัวเข้าไปแอบในห้องด้านข้างตะบึงลงบันไดอาคารสูง ก่อนจะวิ่งห้อไปสุดถนนอย่างรวดเร็วแล้วหายวับไป

            จางเจิ้งเต้าถูกทิ้งอยู่เพียงลำพังบนเวทีเหนืออาคารสูงตัวมันถูกสายตาของทุกผู้คนในเมืองชิงจิงจับจ้องไว้

            จางเจิ้งเต้าเบิกตาโพลง “...!”

            นี่เกิดบ้าอะไรขึ้น?เมื่อกี้คืออะไร? ข้าไม่ได้เป็นคนตะโกนไม่ใช่ข้า! ข้าไม่เกี่ยว ข้าไม่รู้เรื่อง!

            “บรึ้ม!”

            เงาร่างหนึ่งทะลวงผ่านม่านหมอกสีม่วงเหนือวังหลวงพุ่งขึ้นสู่ฟ้าก่อนจะหันสายตามาทางต้นเสียงอย่างดุร้าย

            “เนี่ย เนี่ยเมี่ยเจวี๋ย?” จางเจิ้งเต้าตัวแข็งทื่อด้วยความกลัว

            เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยเองก็เห็นชัดถนัดตาบนเวทียกสูงมีจางเจิ้งเต้ายืนอยู่เพียงลำพังเสียงตะโกนเมื่อครู่เองยังเป็นเสียงของจางเจิ้งเต้าอีก มันคิดว่าตัวเองเป็นใคร? กล้าด่าข้าว่าบุรุษไม่เหลียว?กล้าด่าข้าอัปลักษณ์?

            “จางเจิ้งเต้า? เจ้ากลับตามมาถึงที่นี่?ขวัญกล้านัก ไม่เคยมีใครกล้าด่าข้าแบบนั้นมาหลายปีแล้ว รนหาที่ตาย!”เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยแค่นเสียงเย็นก่อนชักกระบี่เตรียมสับสังหารจางเจิ้งเต้า

            มาถึงจุดนี้ จางเจิ้งเต้ามีหรือจะยังมองไม่ออก

            หวังเค่ออาสารับหน้าที่ลอบเข้าวังหลวงส่วนตัวมันรับหน้าที่ด้านนอกวัง นี่ไม่ใช่ช่วยส่งเสริมกันแล้วนี่มันหน้าที่ดึงดูดความเกลียดชังชัดๆ แผนล่อเสือออกจากถ้ำเจ้าหวังเค่อคิดให้มันล่อเนี่ยเมี่ยเจวี๋ยออกมาตัวเองจะได้ช่วยเหลือองค์หญิงโยวเยว่คนเดียว

            ด้านนอกนี้ปลอดภัยตรงไหนกัน? แม่งเอ๊ย นี่ไม่ใช่ส่วนที่เลวร้ายที่สุดหรอกหรือ?

            ถ้าหากได้รู้แผนการล่วงหน้า จางเจิ้งเต้าหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีทางยอม!

            ทั้งหวังเค่อ พี่ใหญ่ แล้วยังศิษย์ตระกูลหวังที่เสียงคล้ายมันอีกนี่มันขุดหลุมฝังข้าชัดๆ! เดี๋ยวก่อน เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยโผล่มาแล้ว?

            “ข้าไม่เกี่ยวนะ ข้าไม่ได้เป็นคนทำ!”จางเจิ้งเต้าร้องไห้คร่ำครวญ มันรีบเหยียบกระบี่บินสะบัดก้นหนีทันที

            “ข้าได้ยินเสียงเจ้าชัดๆ! เจ้ายังบอกไม่ได้เป็นคนทำอีก?หยุดเดี๋ยวนี้!” เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยทะยานร่างไปเบื้องหน้า

            ทั้งสองไล่ล่ากันออกมานอกเมืองชิงจิงในพริบตา

            ขณะมองดูจางเจิ้งเต้าหลบหนีไป พี่ใหญ่ก็สูดปาก “เอาละ เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยตัวอันตรายสูงสุดก็ถูกล่อออกไปแล้วแต่จางเจิ้งเต้าบอกเองว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นทารกแกนวิญญาณก็ยังไล่เขาไม่ทันเช่นนั้นก็คงไม่มีอันตราย!”

            ด้านนอกเมือง เนี่ยเมี่ยเจวี๋ยทะยานร่างด้วยความเร็วสูงลิบยิ่งมายิ่งเข้าใกล้จางเจิ้งเต้า

            จางเจิ้งเต้าทุ่มพลังทั้งหมดใส่กระบี่บินขั้นทารกแกนวิญญาณก็จับมันไม่ได้?ผายลมเถอะ นั่นข้าแค่โม้ ข้าแค่โม้เฉยๆ เข้าใจไหม? เจ้าดูไม่ออกเหรอว่าข้าแค่โม้?

            “หวังเค่อ ไอ้ตัวบัดซบ เจ้าทำข้าตายแล้ววววว~~~~~~~~!”จางเจิ้งเต้าส่งเสียงร้องอย่างสิ้นหวังออกมาจากด้านนอกเมือง

             

    คล้ายกับเรื่องข้ามโลกมาเป็นเซียนกระบี่ยอดนักต้มตุ๋น ที่คุณอ่าน