จารึกที่ 263 : ดับสูญสัจธรรม : ปริศนาหุบเขาต้องห้ามและการตื่นรู้แห่งเนตรสูญตาขั้นที่สาม
ความเงียบงันที่แผ่ซ่านปกคลุมหุบเหวไร้เสียงในยามนี้ มิใช่ความเงียบของสถานที่รกร้าง ทว่ามันคือความเงียบที่เกิดจากความหวาดหวั่นจนวิญญาณของสรรพสิ่งแทบหลุดลอย
ซากศพของผู้บำเพ็ญมารโลหิตนับสามสิบชีวิตนอนเกลื่อนกลาด โลหิตสีแดงคล้ำไหลซึมลงสู่รอยแตกร้าวของพื้นศิลา ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง อาเจีย ยืนตระหง่านอยู่ประหนึ่งเทพอสูรที่เพิ่งก้าวเดินออกมาจากขุมนรก แขนขวาที่เปลือยเปล่ายังคงมีไอความร้อนและประกายสีเงินอมแดงของ 'อักขระมาร' ผสานกับ 'อักขระสูญตา' แล่นริ้วไปตามผิวหนัง บรรยากาศรอบกายของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ดุดันเหนือผู้ใด
เบื้องหน้าของชายหนุ่ม คือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเผ่าศิลาไร้เนตร ที่บัดนี้กำลังโขกศีรษะอันชราภาพลงกับพื้นหินซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยบุ๋มบนหน้าผากที่ไร้ดวงตามีหยาดน้ำตาสีขุ่นมัวไหลริน ร่างกายของชนเผ่าโบราณสั่นสะท้านไปด้วยความปีติและภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้
"ข้าน้อย... ขอน้อมคารวะ 'ผู้สืบทอดแห่งความว่างเปล่า'! นายเหนือหัวแห่งหุบเขาต้องห้ามผู้หวนคืน!"
คำกล่าวที่เปล่งออกมาประหนึ่งอัสนีบาตที่ผ่าเปรี้ยงลงกลางจุดตันเถียนของอาเจีย! รอยยิ้มกักขฬะและแววตาหน้าเงินที่เตรียมจะขูดรีดทรัพย์สิน พลันแข็งค้าง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นจนแทบจะผูกเป็นปม
"ผู้สืบทอดแห่งความว่างเปล่า? หุบเขาต้องห้าม? นายเหนือหัว?"
อาเจียทวนคำเหล่านั้นช้าๆ ก่อนที่วิญญาณพ่อค้าของเขาจะเริ่มทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว "เดี๋ยวก่อนนะตาเฒ่า! เจ้ากำลังเล่นงิ้วหลอกลวงสวรรค์อันใดอยู่! ข้าอุตส่าห์ออกแรงช่วยชีวิตพวกเจ้าจากการถูกควักหัวใจ เจ้าอย่ามาแต่งนิทานปรัมปราเพื่อหวังจะ 'เบี้ยวหนี้' ค่าคุ้มครองของข้าเชียวนะ! ต่อให้เจ้าเรียกข้าเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ วันนี้ 'ผลึกมิติบรรพกาล' ก็ต้องตกเป็นของข้า ห้ามขาดแม้แต่อีแปะเดียว!"
"นายท่านกล่าวถูกต้องที่สุดขอรับ! พวกหินกลิ้งพวกนี้เจ้าเล่ห์นัก! ท่านผู้อาวุโส หากท่านไม่รีบควักผลึกมิติออกมาจ่าย ข้าจะใช้คีมเหล็กของข้าบีบกะโหลกท่านให้แตกเป็นเสี่ยงๆ เสียเดี๋ยวนี้!" เจ้าสัวที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวเข้ามาสมทบ ปีกโลหะสีทองกระทบกันส่งเสียงดุดันข่มขวัญ
ทว่า ผู้อาวุโสเผ่าศิลากลับมิได้หวาดกลัวต่อคำขู่ของพยนต์เทวะ เขายังคงหมอบกราบและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือทว่าเปี่ยมด้วยความสัตย์จริง
"ข้าน้อยมิกล้าโป้ปด! ข้าน้อยมิกล้าเบี้ยวหนี้! ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเผ่าศิลาไร้เนตรล้วนเป็นของท่านตั้งแต่แรกเริ่ม! ข้าน้อยเพียงแค่ตื้นตัน... ตื้นตันที่ในที่สุด 'คำทำนาย' ที่บรรพชนของพวกเราเฝ้ารักษาและแลกมาด้วยเลือดเนื้อนับหมื่นปี ได้ปรากฏเป็นจริงอยู่เบื้องหน้าข้าน้อยแล้ว!"
ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และ เฟิงหลิงเอ๋อร์ ที่ยืนอยู่รอบนอก ต่างลอบมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง พวกเขาสัมผัสได้ว่าชายชราผู้นี้มิได้โกหก กลิ่นอายวิญญาณของเขาบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
"คำทำนายอันใด?" อาเจียหรี่ตาลง กลิ่นอายคุกคามรอบตัวลดลงเล็กน้อย ทว่ายังคงกำพู่กันนิรันดร์ไว้แน่น "หากเจ้าเล่านิทานไม่สนุก ข้าจะบวกค่าเสียเวลาฟังเพิ่มอีกสามส่วน"
ผู้อาวุโสค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แม้จะไร้ดวงตา ทว่าเขากลับหันใบหน้าตรงไปที่ 'พู่กันนิรันดร์' ในมือของอาเจียอย่างแม่นยำ
"นับย้อนกลับไปหลายหมื่นปีก่อน... ก่อนที่มหาคัมภีร์จะถูกฉีกขาด ก่อนที่สวรรค์จะแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ เผ่าศิลาไร้เนตรของพวกข้า มิได้อาศัยอยู่ในนรกภูมิแห่งนี้ ทว่าพวกข้าคือ 'ผู้พิทักษ์' แห่งดินแดนเร้นลับที่ถูกเรียกว่า 'หุบเขาต้องห้าม' ในโลกภายนอก..."
คำว่า 'หุบเขาต้องห้าม' ทำให้อาเจียชะงัก ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วเสี้ยววิถี ความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับคำบอกเล่าของ 'ปู่หลิน' ที่หมู่บ้านเดิมพลันผุดขึ้นมาในหัว... ทารกที่ลอยน้ำมาพร้อมตะกร้าผุพัง... ลอยออกมาจากหุบเขาต้องห้าม...
"ในยุคบรรพกาลนั้น หุบเขาต้องห้ามคือจุดเชื่อมต่อเดียวระหว่างโลกผู้แสวงมรรค และ 'ต้นกำเนิดแห่งความว่างเปล่า'" ผู้อาวุโสเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ล่องลอยประหนึ่งกำลังรำลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ "ณ ใจกลางหุบเขา มีกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์สีดำทมิฬที่ถือกำเนิดขึ้นจากห้วงสุญญะ มันคือตัวแทนของการลบล้างสรรพสิ่ง... บรรพชนเรียกมันว่า 'พฤกษาสูญตา'"
"จนกระทั่งวันหนึ่ง... สวรรค์เบื้องบนเกิดความหวาดกลัวต่อพลังแห่งความว่างเปล่า ที่สามารถดับสูญได้แม้กระทั่งกฎแห่งวัฏจักร พวกมันจึงส่งกองทัพเทพและเซียนลงมาทำลายหุบเขาต้องห้าม เผ่าพันธุ์ของพวกข้าที่หยิ่งทะนงต่อต้าน จึงถูกสาปให้มืดบอดและถูกเนรเทศมายังขุมนรกแห่งนี้ตลอดกาล! ส่วนพฤกษาสูญตา... ก็ถูกหักโค่นและทำลายจนสิ้นสลาย..."
ผู้อาวุโสชี้มือที่สั่นเทาไปยังร่างของอาเจีย "ทว่า ก่อนที่บรรพชนรุ่นแรกจะสิ้นใจ ท่านได้ทิ้งคำทำนายสุดท้ายไว้... 'เมื่อกิ่งไม้ดำที่หลงเหลือเพียงหนึ่งเดียว หวนคืนสู่มรรคา... ทารกผู้ไร้เส้นชีพจรจะลอยล่องมาตามสายน้ำ... เขาจะเปิดเนตรที่สามที่มืดมิดไร้ก้นบึ้ง เพื่อกลืนกินสวรรค์ และลบล้างเจตจำนงจอมปลอมให้สิ้นซาก!'"
ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมา ดังก้องกังวานไปทั่วหุบเหวไร้เสียง!
มิตรสหายทั้งห้าคนเบิกตากว้าง หันขวับไปมองอาเจียเป็นตาเดียว! ทารกไร้เส้นชีพจร... กิ่งไม้ดำ... เนตรที่มืดมิด... ทุกเงื่อนไขล้วนชี้ชัดไปที่บุรุษหน้าเงินผู้กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา! อาเจียมิใช่เด็กกำพร้าที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง ทว่าเขาคือตัวตนที่สวรรค์ 'หวาดกลัว' มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล!
อาเจียยืนนิ่งงัน นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง ความรู้สึกประหลาดที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณกำลังเดือดพล่าน ปริศนาที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตว่าเหตุใดเขาจึงเกิดมาเป็น 'คนขยะ' ที่ไร้เส้นชีพจร บัดนี้ความจริงกระจ่างแล้ว... สวรรค์มิได้ลืมประทานเส้นชีพจรให้เขา... แต่สวรรค์กำลัง 'สะกดข่ม' เขาไม่ให้เติบโตต่างหาก!
"พลังที่ข้าเพิ่งใช้ออกไปเมื่อครู่ เพื่อกลืนกินอักขระมาร..." อาเจียพึมพำกับตนเอง มองดูฝ่ามือของตนที่กำลังสั่นเทา "มันมิใช่เพียงทักษะของเนตรสูญตาขั้นที่สอง... ทว่ามันคือเศษเสี้ยวของการตื่นรู้... มันคือ 'อำนาจต้นกำเนิด' ที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของข้ามาตั้งแต่แรกเริ่ม!"
ทันใดนั้นเอง!
"ครืนนนนนนนนนน!!!"
มิติอากาศเหนือหุบเหวไร้เสียง พลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย! ท้องฟ้าสีเทาที่ถูกหมอกความตายปกคลุม ถูกคลื่นพลังบางอย่างฉีกกระชากออกอย่างโหดเหี้ยม เผยให้เห็นเมฆโลหิตที่เดือดพล่านประหนึ่งทะเลเลือดที่กำลังถูกต้มจนสุก!
แรงกดดันมหาศาลที่ก้าวล่วงขีดจำกัดของระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ แผ่ซ่านลงมากดทับหุบเหวจนศิลาบรรพกาลแตกร้าว! กฎเกณฑ์อันชั่วร้ายนี้หนักอึ้งเสียจนฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานยังต้องใช้กระบี่และปราณอัคคียันร่างไว้ไม่ให้ทรุดลงไปคุกเข่า!
"กลิ่นอายนี้... มันแข็งแกร่งและหนาแน่นยิ่งกว่ายอดคนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นเสียอีก!" หลินชิงเสวี่ยกัดฟันแน่น ปราณเหมันต์ของนางถูกบีบอัดจนแทบจะหยุดไหลเวียน
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาและน่าขันเสียนี่กระไร!"
เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและดังก้องประหนึ่งเสียงระฆังนรก ดังลงมาจากกลุ่มเมฆโลหิต ปรากฏเงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีแดงเลือดนกที่ยาวลากพื้น ร่างกายของเขากึ่งโปร่งใสประหนึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายธารเลือด บนหน้าผากของเขาสลักด้วย 'มหาอักขระมารโลหิตราชัน' ที่เปล่งประกายสีแดงเข้มจนแสบตา!
"ระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย... ผู้อาวุโสโลหิตคลั่ง!" ผู้อาวุโสเผ่าศิลากรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "เขาคือผู้นำสูงสุดของนิกายมารโลหิตพันธนาการ ผู้คุมกฎแห่งนรกภูมิแห่งนี้!"
ผู้อาวุโสโลหิตคลั่งลอยตัวอยู่กลางอากาศ ดวงตาที่แดงก่ำดุจสัตว์ร้ายจ้องมองลงมาที่อาเจียและชนเผ่าศิลา
"มดปลวกจากโลกภายนอก... บังอาจมาล่วงล้ำดินแดนของข้า สังหารศิษย์ของข้า ขัดขวางพิธีกรรมควักหัวใจศิลาของข้า... โทษทัณฑ์ของพวกเจ้ามีเพียงสถานเดียว คือการถูกสูบโลหิตและวิญญาณ ไปเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงอักขระมารของข้าชั่วกัปชั่วกัลป์!"
ชายชราวิปลาสตวัดมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า! ปลดปล่อยวิชาที่ทรงพลังที่สุดออกมาโดยไม่เปิดโอกาสให้เจรจา!
"มหาเวทมารนองเลือด... ค่ายกลมารโลหิตกลืนสวรรค์!"
ซูมมมมมม!
พริบตานั้น ทะเลเลือดบนท้องฟ้าพลันร่วงหล่นลงมาประหนึ่งน้ำตกโลหิตขนาดยักษ์! มันแปรสภาพเป็นกรงขังมิติรูปครึ่งวงกลมขนาดสิบลี้ ครอบคลุมลานกว้างและทุกคนเอาไว้ภายในโดยสมบูรณ์! กฎเกณฑ์แห่งความตายและการดูดกลืนชีวิตทำงานอย่างบ้าคลั่ง เลือดในกายของเหล่าสหายเริ่มเดือดพล่านและพยายามจะพุ่งทะลักออกจากรูขุมขน!
"อึก!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กระอักเลือดออกมาเล็กน้อย เนตรดาราของนางหรี่ลงรับรู้ถึงอันตราย "ศิษย์พี่อาเจีย... โครงสร้างของค่ายกลนี้อยู่ในระดับวิญญาณแรกเริ่ม... หากถูกอำนาจของมันคลุมร่าง พวกเราจะถูกสูบเลือดจนแห้งตายในสามลมหายใจ!"
ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานกัดฟัน เตรียมจะฝืนกระตุ้นปราณวิญญาณเฮือกสุดท้ายเพื่อเข้าปะทะและเปิดทางหนี ทว่า...
"ถอยไป"
น้ำเสียงที่ราบเรียบ เย็นเยียบ และไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ความหวาดกลัวใดๆ ดังขึ้นจากริมฝีปากของอาเจีย
ชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าทีละก้าว... ทีละก้าว... ท่ามกลางแรงกดดันที่สามารถบดขยี้ระดับแก่นทองคำให้แหลกเป็นเถ้าถ่าน ทว่าแผ่นหลังของอาเจียกลับตั้งตรงและอหังการประหนึ่งขุนเขาสูญตาที่ไม่ยอมศิโรราบต่ออำนาจใดในใต้หล้า!
"ไอ้เฒ่าโลหิต..." อาเจียเงยหน้าขึ้นมองผู้อาวุโสโลหิตคลั่ง นัยน์ตาของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก "เจ้าบอกว่าจะสูบวิญญาณพวกเรา? เจ้าบอกว่าจะแย่งชิงผลึกมิติที่เป็น 'ทรัพย์สินส่วนตัว' ของข้าไปงั้นหรือ?"
อาเจียแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ทว่ามันกลับดังก้องไปทั่วค่ายกลมาร "ในเมื่อสวรรค์เบื้องบนยังไม่มีปัญญาทำอะไรข้าได้... แล้วมารชั้นต่ำอย่างเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาตั้งตัวเป็นนักทวงหนี้ ขูดรีดต่อหน้าบรรพบุรุษรักเงินอย่างข้า!"
วูบ!
พริบตานั้นเอง การตระหนักรู้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงชาติกำเนิด ตำนานแห่งพฤกษาสูญตา และการบีบคั้นของค่ายกลระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่ม ได้หลอมรวมกันเป็นเตาหลอมแห่งมรรคาวิถีในห้วงวิญญาณของอาเจีย!
วิญญาณแรกเริ่มที่กำลังฟักตัวในจุดตันเถียน หมุนวนด้วยความเร็วที่ทะลวงขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิต!
อาเจียหลับตาลง... ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า!
นัยน์ตาสีเงินยวงที่เคยสว่างไสว บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็น 'สีดำสนิท ไร้ก้นบึ้ง และมืดมิดยิ่งกว่าจักรวาลที่ไร้แสงดาว'! ภายในความมืดมิดนั้น ปรากฏวงแหวนสีเงินยวงซ้อนทับกันถึงสามชั้น! พวกมันหมุนวนสวนทางกัน สร้างแรงดึงดูดที่สามารถฉีกกระชากมิติและลบล้างพลังงานได้เพียงแค่ปรายตามอง!
กลิ่นอายที่แท้จริงของ "ผู้ลบล้างวัฏจักร" ปะทุออกจากร่างของชายหนุ่ม กวาดล้างแรงกดดันของค่ายกลมารให้สลายไปในรัศมีร้อยจั้งประหนึ่งสายลมที่พัดเป่าหมอกควัน!
"นี่มัน... ดวงตาอะไรกัน! ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามหาเวทมารของข้ากำลังสั่นกลัว!" ผู้อาวุโสโลหิตคลั่งเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันฝืนกดข่มความกลัว เร่งพลังค่ายกลให้บีบอัดลงมาหมายจะสับร่างมนุษย์โอหังผู้นี้ให้แหลกละเอียด
"วันนี้... ข้าจะให้เจ้าได้เห็น... ว่ามรรคาวิถีที่แท้จริงของข้า คือสิ่งใด!"
อาเจียยกมือขวาขึ้นชี้ไปยังน้ำตกโลหิตที่กำลังถล่มลงมา ริมฝีปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อย เปล่งวาจาที่กลายเป็นประกาศิตสิทธิ์ขาดเพียงหนึ่งเดียวของสถานที่แห่งนี้!
"เนตรสูญตา... ขั้นที่ 3... ดับสูญสัจธรรม!"
ซูมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!
ในวินาทีที่สายตาอันดำมืดและวงแหวนสามชั้นของอาเจียจับจ้องไปยัง 'ค่ายกลมารโลหิตกลืนสวรรค์' และเปล่งนามแห่งวิชาขั้นสูงสุด... ปรากฏการณ์ที่ล้มล้างตรรกะของการบำเพ็ญเพียรทั้งปวงก็อุบัติขึ้น!
ค่ายกลระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง... มิได้ถูกกระแทกให้แตกหัก มิได้ถูกระเบิด และมิได้ถูกแช่แข็ง!
ทว่า... มันกลับ 'หยุดนิ่ง' อยู่กลางอากาศ ราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้!
จากนั้น บริเวณที่สายตาของอาเจียเพ่งมอง กฎเกณฑ์แห่งธาตุน้ำ พลังแห่งความตาย และโครงสร้างของมหาเวทมาร กลับเริ่ม 'หลุดลอก' และ 'เลือนหาย' ไปประหนึ่งภาพวาดหมึกที่ถูกน้ำชะล้างทิ้ง!
ทะเลเลือดที่เคยกราดเกรี้ยวค่อยๆ โปร่งใส... อักขระมารที่สลักอยู่ในค่ายกลค่อยๆ หายวับไปในอากาศธาตุ... พลังงานมหาศาลที่ถูกบีบอัดไว้ ถูกแก่นแท้แห่ง 'ความว่างเปล่า' ลบล้างและกลืนหายไปจนไม่เหลือแม้แต่ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณ!
สัจธรรมสูงสุดแห่งเอกภพได้สำแดงเดช... สิ่งใดที่เกิดจากความว่างเปล่า ย่อมต้องถูกบังคับให้กลับคืนสู่ความไม่มี!
ในเวลาเพียงสามลมหายใจ... ค่ายกลมารโลหิตกลืนสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัว ถูก 'ลบ' ออกไปจากมิตินี้อย่างสมบูรณ์แบบ! ไร้ซึ่งร่องรอยประหนึ่งมันไม่เคยดำรงอยู่มาก่อน!
"อ๊ากกกก! อ่อก!"
การที่วิชาแก่นแท้ถูกลบล้างและลบเลือนไปอย่างฝืนกฎเกณฑ์ ทำให้ผู้อาวุโสโลหิตคลั่งที่เชื่อมต่อวิญญาณกับค่ายกล ถูกผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต! ชายชราวิปลาสกระอักเลือดคำโตออกมาเป็นสายฝน วิญญาณแรกเริ่มในจุดตันเถียนเกิดรอยร้าวอย่างหนัก ร่างของมันร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าดุจนกที่ถูกเด็ดปีก!
"วิชาของเจ้าถูกลบไปแล้ว... บัดนี้ ถึงเวลาชำระหนี้!"
อาเจียไม่ปล่อยให้ศัตรูหนี้สินรายนี้ได้ร่วงถึงพื้น! เขากระทืบเท้าลงบนพื้นหิน ใช้พลังกายเนื้อที่หล่อหลอมด้วยอักขระกระดูก พุ่งทะยานแหวกมิติขึ้นไปบนเวหาด้วยความเร็วที่ดวงตาไม่อาจจับจ้องทัน!
พริบตาเดียว ร่างในชุดดำก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าชายชราที่กำลังร่วงหล่น อาเจียเงื้อหมัดขวาที่สลักด้วย 'เส้นชีพจรเทียมอักขระมาร' สีแดงคล้ำขึ้นสุดแขน!
"ในเมื่อเจ้าชอบสูบเลือดและกลืนกินผู้อื่นนัก... ข้าก็จะใช้วิถีมารของพวกเจ้า กลืนกินเจ้าเสียเอง!"
"เปรี้ยงงงงงงงงงงง!!!"
หมัดขวาของอาเจียกระแทกทะลวงเข้าที่กลางหน้าอกของผู้อาวุโสโลหิตคลั่งอย่างจัง! เสียงกระดูกหน้าอกแหลกละเอียดดังกังวาน!
ทว่ามันมิใช่แค่การชกทำลายล้าง! ทันทีที่หมัดสัมผัสเนื้อ 'เส้นชีพจรอักขระมาร' บนกระดูกแขนขวาของอาเจีย พลันทำงานอย่างบ้าคลั่ง! มันแปรสภาพเป็นวังวนแรงดูดมหาศาล สูบกลืนเอาปราณโลหิตบริสุทธิ์ แก่นแท้แห่งมาร และพลังวิญญาณกึ่งแรกเริ่มของชายชรา เข้าสู่เตาหลอมจำลองของอาเจียอย่างตะกละตะกลาม!
"ม่ายยยยยยยยยยยย! ปล่อยข้า! อ๊ากกกกก!"
ผู้อาวุโสโลหิตคลั่งกรีดร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัส ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งของมัน ค่อยๆ เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็วประหนึ่งต้นไม้ที่ถูกสูบน้ำหล่อเลี้ยงจนหมดสิ้น ในเวลาไม่ถึงสิบก้านธูป ร่างของยอดมารระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่ม ก็แปรสภาพเป็นเพียงซากหนังหุ้มกระดูกที่แห้งกรอบ!
"ฟุ่บ..."
อาเจียสะบัดหมัด ซากศพแห้งกรังของผู้อาวุโสโลหิตคลั่งร่วงหล่นลงมากระแทกพื้น แตกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านสีเทาปะปนไปกับเศษหินในทันที!
ชายหนุ่มค่อยๆ ร่อนตัวลงสู่พื้นดินอย่างสง่างาม นัยน์ตาสีดำสนิทค่อยๆ จางหายไป กลับคืนสู่นัยน์ตาสีเงินยวงที่เยือกเย็นและแฝงด้วยประกายแห่งความหน้าเงินตามเดิม เขาสูดลมหายใจลึก ปรับสมดุลพลังปราณมหาศาลที่เพิ่งขูดรีดมาให้เข้ากับแก่นทองคำในร่างอย่างพึงพอใจ
บรรยากาศในหุบเหวไร้เสียงตกอยู่ในความเงียบสงัดที่แท้จริง... มิตรสหายทั้งห้าคนยืนอ้าปากค้าง สมองไม่อาจประมวลผลความป่าเถื่อนและความอลังการของมรรคาวิถีที่อาเจียเพิ่งแสดงออกมาได้!
ลบล้างค่ายกลระดับสุดยอดด้วยสายตา! และสูบพลังศัตรูจนแห้งเป็นผุยผงด้วยหมัดเดียว!
"นี่คือ... อำนาจของผู้ที่ฝืนลิขิตฟ้าที่แท้จริง..." เฟิงอี้หรานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
อาเจียไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของสหาย เขาหันขวับกลับมาหาผู้อาวุโสเผ่าศิลาไร้เนตรที่กำลังสั่นงันงกด้วยความเคารพบูชาขั้นสูงสุด ชายหนุ่มแบมือขวาออก แววตาแห่งความเป็นพ่อค้าผู้ไร้ความปรานีกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
"เอาล่ะตาเฒ่า... เรื่องนิทานหุบเขาต้องห้าม เอาไว้ข้ามีเวลาว่างค่อยฟังต่อ... แต่ตอนนี้ ภารกิจคุ้มครองภัยเสร็จสิ้นแล้ว! ศัตรูระดับกึ่งวิญญาณแรกเริ่มถูกกำจัด ข้าต้องคิดค่าล่วงเวลาและค่าเสี่ยงภัยเพิ่มอีกสามส่วน!"
อาเจียกระดิกนิ้วยิกๆ เร่งเร้า "จ่ายค่าคุ้มครองมาซะตาเฒ่า... ผลึกมิติบรรพกาลทั้งหมดของเจ้า! ก่อนที่ข้าจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้ แล้วเอาแกนวิญญาณพวกเจ้าไปหลอมขายแทน!"
ผู้อาวุโสเผ่าศิลาไร้เนตรสะดุ้งเฮือก แม้จะเพิ่งได้พบ 'ผู้สืบทอดที่ยิ่งใหญ่' ทว่าสัญชาตญาณกลับร้องเตือนเขาว่า... ผู้สืบทอดคนนี้ หากเป็นเรื่องการขูดรีดเงินทองแล้ว น่ากลัวกว่าพวกมารโลหิตเมื่อครู่นี้หลายหมื่นเท่านัก!