วรารัตน์อุ้มร่างเล็กๆ ป้อมๆ มานั่งที่โซฟา วางร่างเล็กๆ ป้อมๆ นอนลงบนตักนุ่ม มือเรียวเล็กข้างหนึ่งจับขวดนม มาส่งเข้าปากเล็กกระจุ้มกระจิ้ม สีแดงราวกับผลเชอรี่ เด็กชายตัวน้อยรับขวดนมเข้าปาก ก็ดูดดื่มนมอย่างหิวกระหาย
“หิวเหรอคะ ทานเยอะๆ นะคะ น้องโฟร๊คจะได้โตไวๆ นะ”
สายตากลมโตคู่สวยเห็นตาดวงตาใสแป๋วของเด็กชายตัวน้อยมองเธออยู่ เธอจึงกล่าวหยอกเอินแกมเอ็นดู เด็กชายตัวน้อยเห็นวรารัตน์พูดด้วย ก็คลี่ยิ้มออก แล้วค่อยกลับไปดูดนมจ๊วบๆ ใหม่อีกครั้ง
“หนูอารมณ์ดีเหรอคะ ยิ้มใหญ่เลย อารมณ์ดีใช่ไหมคะ หึ!!...... ไม่เหมือนคุณพ่อเราเลยเนอะ ขานั้นเสือยิ้มยาก เนอะใช่ไหมคะ”
วรารัตน์พูดหยอกเอินเด็กชายตัวน้อยเล่นอีกครั้ง ซึ่งเด็กชายตัวน้อยก็คลี่ยิ้มออกมามากกว่าเดิม อย่างชอบอกชอบใจ
วรารัตน์เห็นเด็กชายตัวน้อยอารมณ์ดีั้แ่เช้า แล้วส่วนใหญ่แล้วเด็กชายตัวน้อยก็อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย กินง่าย นอนง่าย ไม่งอแงอยู่แล้ว ในแต่ละวันที่ดูแลเด็กชายตัวน้อย จึงไม่ทำให้วรารัตน์เหนื่อยมาก ซึ่งนับว่าโชคดีของเธอจริง เธอเคยเห็นเด็กบางคน ไม่ใช่ใครอื่นหรอก ว่าหลานเธอนั่นแหละ ที่เลี้ยงยากม๊ากกกก เห็นพี่สาวที่ดูแลแล้ว ก็เหนื่อยแทนเลย
และพอวรารัตน์พูดพาดพิงไปถึง ผู้ชายตัวโตที่ได้ชื่อว่าเป็เ้านายของเธอ ก็ให้หวนกลับไปคิดถึงคำพูดของวริศญาขึ้นมาอีกครั้ง
‘แกชอบเขา ก็บอกเขาไปเลยสิ หรือไม่ก็ทำให้เขารู้ไปเล๊ยยย’
ไอ้ที่บอกว่าให้เธอบอกความรู้สึกให้รู้ไปเลยนั้น เธอคงยังไม่กล้าหาญชาญชัย พูดกับเขาไปตรงๆ หรอก แต่ไอ้เื่ที่แสดงออกให้เขารู้ เธอคิดว่าทำได้ และคิดว่ามันก็จริงอย่างที่เพื่อนสนิทเธอพูดนั่นแหละ หากเธอไม่แสวงหา และไม่ไขว่คว้าด้วยตัวของเธอเอง เธอก็คงจะได้แต่แอบชอบเขาอยู่อย่างนี้ไปตลอดชาติ ดังนั้น เธอจะทำให้เขารู้ว่าเธอชอบเขา ไม่ว่าจะวิธีใดเธอก็จะลองดูสักตั้ง
“อิ่มแล้วเหรอคะ งั้นเดี๋ยวเราไปเดินเล่นกันดีกว่าเนอะ แล้วค่อยมาทานข้าว”
“อ่อ... อา...”
วรารัตน์เห็นว่าเด็กชายตัวน้อยอิ่มนมแล้ว จึงเอาขวดนมออกจากปากเล็กกระจุ้มกระจิ้มไปวางลงบนโต๊ะ แล้วจับร่างเล็กๆ ป้อมป้อมนั้นลุกขึ้นยืน พูดไปก็ยิ้มให้ไปด้วย เด็กชายตัวน้อยก็พูดขานรับ อ้อแอ้ และยิ้มเหมือนกับจะเข้าใจ ในคำพูดของวรารัตน์ยังไงยังงั้น
วรารัตน์ยกร่างเล็กๆ ป้อมๆ ขึ้นอุ้มพาดไหล่ ลุกเดินออกจากห้องนอนเด็ก ลงบันไดไปชั้นล่าง ตรงออกไปนอกบ้าน ไปเดินเล่นรับลมที่บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน เธอพาเด็กชายตัวน้อยเดินเอื่อยๆ ไปเรื่อยๆ แล้วเดินมาหยุดนั่งลงที่ศาลานั่งเล่น
“หนูนุ่น พาคุณหนูโฟร๊คมาเดินเล่นเหรอ!!??......”
“ค่ะป้า พาออกมาเดินเล่นบ้างอะไรบ้างน่ะค่ะ อยู่แต่ในบ้านเดี๋ยวจะอุดอู้เกินไป”
นวลละออเห็นวรารัตน์นั่งเล่นอยู่ที่ศาลา ก็เดินเข้ามาหา มานั่งลงฝั่งตรงข้าม ในเวลานี้นวลละออยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องไปทำอาหารเย็น จึงมานั่งพูดคุยกับวรารัตน์เพื่อรอเวลาไปพลางๆ
“คุณหนูโฟร๊คไปไงบ้างล่ะหนูนุ่น เลี้ยงง่ายใช่ไหม??”
“ค่ะ เลี้ยงง่ายมากเลยค่ะ ไม่งอแงเลย แถมยังดูจะอารมณ์ดีมากด้วยค่ะ ใช่ไหมคะน้องโฟร๊ค”
วรารัตน์ตอบคำถามของนวลละออ แล้วยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มยุ้ยๆ อย่างหมั่นเขี้ยว เด็กชายตัวน้อยก็ยิ้มร่าขึ้นมาทันที ทำให้ผู้ใหญ่สองคนต่างพากันเอ็นดู ยิ้มให้ไปด้วย ที่ได้เห็นเด็กชายตัวน้อย ดูจะอารมณ์ดีเหลือเกิน
“เฮื่อออ!!.... คุณหนูโฟร๊คออกจะน่ารักน่าชังขนาดนี้ แม่คุณหนูยังกล้าทิ้งไปได้ลงคอ ช่างไม่เห็นแก่ลูกเอาซะเลย”
“ทำไมถึงทิ้งละคะ คุณภพกับภรรยามีปัญหากันหนักหรือคะ ถึงทิ้งไปอย่างนั้น??”
“เอ่อป้าก็ไม่รู้ว่าหนักไม่หนักหรอก เห็นแต่พอทะเลาะกัน คุณเธอก็ขนของออกจากบ้านไปเลย”
นวลละออมองดูร่างเล็กๆ ป้อมๆ ที่นั่งอยู่บนตักนุ่มของวรารัตน์ ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วตามมาด้วยคำพูดที่รู้สึกสงสารและเห็นใจ ที่แทนที่เด็กชายตัวน้อยผู้นี้จะมีครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก แต่แม่ของเด็กชายตัวน้อยกลับเล่นหนีหายไปซะงั้น
“ป้าเข้าไปทำกับข้าวดีกว่า...... ไปทำกับข้าวก่อนนะคะคุณหนูโฟร๊ค”
นวลละออรู้สึกตัวว่าพูดอะไรเกินเลยไปแล้ว จึงตัดบท ลุกขึ้นยืน แต่ก่อนจะเดินออกจากศาลาไป ก็ยื่นมือไปจับแขนเล็กๆ ป้อมๆ พร้อมกับบอกกล่าว และไม่วายก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ อย่างหมั่นเขี้ยว ก่อนจะผละถอยห่าง เดินออกจากศาลา ตรงเข้าไปภายในบ้าน
วรารัตน์มองตามหลังนวลละออไปจนลับหายเข้าบ้าน แล้วหันกลับมามองดูร่างเล็กๆ ป้อมๆ ที่นั่งอยู่บนตักนุ่มของเธอ ที่ตอนนี้มองดูโน่นดูนี่ อย่าตื่นตาตื่นใจ วรารัตน์ให้อย่างรู้สึกสงสารเป็ยิ่งนัก ที่ยังไม่ทันจะรู้ความ แม่ก็มาทิ้งไปซะแล้ว แต่อย่างว่ามันก็เป็เื่ของคนสองคน เมื่ออยู่กันไม่ได้ก็ต้องจากกันไป เธอไม่บอกว่าใครผิดใครถูก เพราะเธอยังไม่รู้ถึงสาเหตุของการจากไป
๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕๒๕
นุ่นจะเริ่มแล้วค่าาาา เริ่มยุทธการพิชิตใจเ้านายเ้าเ็า คิคิ.........