ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่573 ล่าถอย

           หัวหน้าองครักษ์ หยุน ฟ่านซื่อ แม้ว่าเขาจะอยู่ไม่ห่างจากขั้นพลัง จักรพรรดิ มากนัก แต่เมื่อเทียบชั้นกับผู้ที่เป็น จักรพรรดิอย่างแท้จริง ที่มีอยู่ไม่กี่หยิบมือบนมหาทวีป ตัวเขาก็เป็นได้แค่ มดปลวกเท่านั้น

 


          เมื่อเห็นภาพฉายจักรพรรดิ ชรา อี้เทียนหรง ทอดยาวลงมา ถึงจะไม่ได้มาด้วยตนเองก็ตาม แต่ก็ทรงพลังอย่างเห็นได้ชัด เต๋าศักดิ์สิทธิ์สีทองแพร่กระจาย ปลดปล่อยออกมา ทั่วสารพางค์กาย แม้ว่าจะดูแก่ชราไปมาก แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง

 


          หมู่ดาวบนท้องฟ้าต่างก็หม่นแสง สั่นไหวขึ้นมา น้อยๆ ทำให้หัวใจของชายชรา หยุน ฟ่านซื่อตกไปอยู่ตาตุ่มในทันใด ทว่าแววตาของเขา กลับไม่ยินยอมที่จะถอย กลับไปมือเปล่าเฉกเช่นนี้ จ้องมองอี้เฉินด้วยสายตาดุร้าย พร้อมกับเสียงกัดกรามกอด เล็ดลอดผ่านไรฟันออกมา เกิดเสียงแตกหักดังออกมา น้อยๆ

 


           ในชั่วขณะ หัวหน้าองครักษ์ หยุน ฟ่านซื่อ เตรียมจะเข้าไปโจมตีอี้เฉิน เขากลับต้องเบิกตาออกมากว้าง เมื่อเห็นภาพฉายขนาดใหญ่โต ในทิศทางด้านหลัง ของเขา ปรากฏขึ้นมากะทันหัน ราวกับเป็นภาพศาสตราวุธต่างๆ ฉายขึ้นมา ท่ามกลางท้องฟ้าสูง เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ศาสตราวุธต่างๆ ไปมา  ก่อนจะร่วงหล่นลงมา ปักพื้นพสุธาเสียงดังกัมปนาท สนั่นหวั่นไหวออกมาทั่วทิศ ปราณพลังซัดสาดออกมาอย่างบ้าคลั่ง

 


            ส่งให้ร่างชายชรา หยุน ฟ่านซื่อ ริมฝีปากกระอักเลือด ออกมาในทันใด จากแรงระเบิด ..ก่อนดาบเล่มใหญ่น่าคร้ามเกรง ปลดปล่อยริ้วคลื่นของ ขั้น  จักรพรรดิผู้หนึ่งออกมาไม่ขาด กลายเป็นร่าง ฉายของชายวัยกลางคน ผมสีดำคลับ ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้าม ส่องสว่าง ฉายภาพที่ใหญ่โตขึ้นมา แค่นเสียงอันทรงพลัง คำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด “หยุน ฟ่านซื่อ เจ้าชักจะเอาใหญ่แล้วนะ อย่าลืมบัดนี้ จักรพรรดิเพลิง อันหลาน ไม่ได้มีอำนาจ เฉกเช่นแต่ยามก่อนแล้ว เจ้าจงถอยกลับมาเสีย”

 


          “จักรพรรดิศาสตราวุธ ข้าลงแรงไปไม่น้อย แล้วอีกอย่าง ข้าต้องฆ่าสังหาร ไอ้เด็กเวรนี่ให้ได้” หัวหน้าองครักษ์ หยุน ฟ่านซื่อ กล่าวด้วยความไม่จำยอม

 


            จักรพรรดิศาสตราวุธ แค่นเสียงอันทรงพลังออกมาดังก้อง “เจ้าอยากอับอายตายตกอยู่ยังสถานที่นี้ เช่นนั้นหรือ? …พวกข้าเบื่อการทำอะไรตามอำเภอใจ ของพวกเจ้าเต็มทน เพียงแค่เด็กหนุ่มเพียงผู้เดียว กลับทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต หากเจ้ายังดื้อรั้น แล้วจะหาว่าข้าไม่เตือน”

 


          หัวหน้าองครักษ์ หยุน ฟ่านซื่อ ครั้นได้ยินเขากำฝ่ามือของเขาไว้จนแน่น จ้องมองอี้เฉิน ด้วยความโกรธแค้น อยู่แวบหนึ่ง ก่อนเขาจะถอยฝีเท้า กลับไปยังเขตชายแดนของจักรวรรดิ ด้วยความไม่จำยอม

 


          เนื่องด้วยยามนี้ ผู้เป็นนายของเขา ขั้นพลังตกหล่น จากขั้นจักรพรรดิ จากการแทรกแซงโชคชะตาของเด็กหนุ่ม ทำให้บาปโทษทัณฑ์ ที่จักรพรรดิเพลิง อันหนานได้รับ สาหัส ใช่ย่อย แม้แต่อำนาจ ภายในทวีปมืด เองก็ยังถูกลดทอนเมื่อไร้ซึ่งพลัง กลายเป็นจุดตกต่ำ ของจักรพรรดิเพลิง อันหลาน ในรอบพันปี

 


         จักรพรรดิศาสตราวุธ กล่าวพูดออกมาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ดังก้อง ส่งออกไปหา จักรพรรดิ ชรา อี้เทียนหรง “ยามนี้พวกเรากลุ่มคนทวีปมืด จะยอมล่าถอยไปก่อน แต่อีกไม่ช้า พวกเราจะไปเยือนหน้าปราการทมิฬ ที่พวกเจ้าภูมิใจหนักหนา แล้วเหยียบย่ำมันลงอย่างแน่นอน”

 


         ก่อนร่างที่ฉายทอดยาวออกมาจาก ที่ที่ไกลแสนไกล ของจักรพรรดิศาสตราวุธ จะหายออกไปจากกรอบสายตาของหมู่ชน เขาเหลือบไปจ้องมอง อี้เฉินอยู่แวบหนึ่ง แล้วจึงจากไป ไม่ได้เก็บเด็กหนุ่ม ชนรุ่นหลังผู้นี้ มาใส่ใจอีกต่อไป

 


         ฉับพลันที่น้ำเสียงจักรพรรดิศาสตราวุธ ดังออกมาก้องส่งให้ ทั่วทั้งสนามรบ รอบบริเวณ เขตที่ราบสูง ชิงไห่ เกิดความวุ่นวายในพริบตา กลุ่มคนที่สู้ศึกต่างก็ละออกจากกัน แตกกระเจิง เกิดความวุ่นวายในทันใด

 


          อี้เฉิน โค้งคำนับออกไปหาร่างฉายใหญ่โตของ จักรพรรดิ ชรา อี้เทียนหรง ก่อนร่างฉายทอดยาวออกมาจะ สลายหาย จากกรอบสายตาอี้เฉินไป พร้อมเสียงอี้เฉิน ถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ร่างโซเซในทันใด ก่อนหลวงจีน ทงอี้ จะพุ่งปราด เข้ามาพยุงร่างอี้เฉินไว้ มองดูสภาพอี้เฉิน ด้วยสายตาเวทนา แต่แฝงไว้ด้วยความยินดีของมารพุทธ ทงอี้ ที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้

 


         ...ก่อนทงอี้จะสืบฝีเท้าพาอี้เฉิน ถอยกลับไปยังทิศทางเทือกเขาบรรพต ไปรวมตัวกับคนอื่นๆ ยามนี้เหมือนว่ารอบด้าน จะเกิดความวุ่นวายกลลาหล จะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ไม่รู้ ทว่าคำพูดของจักรพรรดิผู้นั้น ราวกับเป็นคำประกาศิต แม้แต่เหล่านักรบยังรับฟัง

 


         ทว่าระหว่างทางมารพุทธ ทงอี้ อดไม่ได้ที่จะกล่าวพูด ขอบคุณอี้เฉิน หากไม่ได้ชายหนุ่มผมขาว ที่เขาพยุงร่างไว้ เข้าต่อสู้แทรกแซง แทนตัวเขา เกรงว่าแม้แต่ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็อาจไม่ได้มายืนตรงจุดนี้ “เจ้าเหมาะให้ข้าเรียกเจ้าว่า พี่ใหญ่จริงๆ อี้เฉิน ..เรามาสาบานเป็นพี่น้องกันดีหรือไม่?”

 


          อี้เฉิน ครั้นได้ยินคำพูดจากปาก ทงอี้ เขายกฝ่ามือจับหัวโล้นเกลี้ยงเกลา หลวงจีนน้อยในทันใด “เจ้าคงไม่ได้ถูก โจมตีจนสติฟั่นเฟือน แล้วหรอกกระมัง มารพุทธ ทงอี้ ...หรือเจ้าคิดจริงๆ ว่า ข้าจะตายตก ไอ้เวรนี่ กล้าสาปแช่งข้าเช่นนั้นหรือ?”

 


          ทงอี้ ครั้นได้ยินคำพูดที่โอหังของอี้เฉิน มันก็ทำให้เขาหนังตากระตุกถี่ยิบ แขนที่พยุงร่างอี้เฉิน รัดชายหนุ่มแน่น หนักกว่าเก่าในทันใด แต่ยามนั้นเขาคิด จริงๆ ว่า อี้เฉินต้องตายตกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ใครจะไปคิดเล่า ว่าอี้เฉินจะสามารถ ทำให้ราชันสวรรค์ผู้หนึ่ง บาดเจ็บหนักได้

 


          ก่อน ทงอี้ จะขำออกมา น้อยๆ เมื่อพวกเขาทั้งสอง มาสมทบกับคนอื่นๆ ที่ยืนรอด้วยสีหน้าแปลกใจ “แหะ! แหะ! อี้เฉิน ไม่ใช่ มีแค่ข้าคนเดียวที่คิดว่า เจ้าตายตกหรอกกระมัง ...ไม่เชื่อเจ้า ลองมองไปที่สายตาของพวกเขา ดูสิ”

 


          อี้เฉินที่ได้ยินเขากวาดสายตา ไปที่พวกซีเผิง ซีเยว่ ราชัน10ทิศจ้าวเฟิง องค์ชายชิงไป๋ยี่ โม่กวาง พร้อมกับคนอื่นๆ ในทันใด “พวกเจ้า  ไอ้สายตาแบบนั้น มันหมายความว่าอย่างไร มองข้า ราวกับพวกเจ้าเห็นผีก็มิปาน”

 


           ทว่ามีเพียงสายตาคู่เดียวเท่านั้น ที่มีน้ำใสไหลรินที่หางตา เปรอะเปื้อนใบหน้าที่เย็นชา งามล่มเมืองของเยว่ชิงเซียน มันก็ทำให้อี้เฉิน รู้สึกผิดกับตนเองไม่น้อย

 

ก่อนคนอื่นๆ จะขำแห้งๆ ออกมากลบเกลื่อน บรรยากาศ “ฮ่าๆๆ อี้เฉิน เจ้าไม่ตายตกก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว จะมัวมาคิดเล็กคิดน้อยทำไมเล่า”

 


          องค์ชายชิงไป๋ยี่ เขาก็กล่าวออกมาเช่นกัน “เจ้าช่างเป็นตัวตายยากตายเย็น จริงๆ อี้เฉิน” ทว่าในใจลึกๆ ของพวกเขาก็รู้สึกหวาดกลัว ในตัวอี้เฉินขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ใครเล่าจะไม่หวาดเกรง ขั้นราชันสวรรค์ ทว่าชนรุ่นเดียวกับพวกเขา กลับข้ามหน้าข้ามตา กล้า ไปยืนเทียบชั้นต่อสู้กับ เหล่าบรรพบุรุษชรา อย่างไม่มีท่าทีสะทกสะท้านต่อความตาย ประหนึ่งว่า เห็นราชันสวรรค์ สังสารวัฏกลับชาติมาเกิดก็มิปาน

 


        ก่อนพวกเขาจะเลิกพูดคุย พากันเดินทาง กลับไปยังเทือกเขาบรรพต ไม่รู้ว่ายามนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่ ไม่มีใครสามารถคาดเดา ความเป็นไปของสงครามมหาทวีปได้อีกต่อไป แม้แต่เหล่านักรบ ยังหัวใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

 


        …ไม่นานข่าวคราวของอี้เฉิน ที่สามารถทำให้ ราชันสวรรค์ชราผู้หนึ่ง บาดเจ็บได้ ก็แพร่กระจายออกไปทั่ว ส่งให้นับรบ ที่ประจำการยึดมั่นอยู่ยัง บริเวณเทือกเขาบรรพต พูดคุยกันออกมาไม่ขาดปาก

 


ชายหนุ่มขั้นพลังเทวะ กล่าวขึ้นมาด้วยความสงสัย “พวกเจ้าว่ามันเป็นไปได้หรือ? ที่เทพสวรรค์ ผู้หนึ่งจะทำให้ราชันสวรรค์ชรา บาดเจ็บได้”

 


         น้ำเสียงหญิงสาวเองก็กล่าวขึ้นมา ด้วยความไม่อยากเชื่อเช่นกัน “ข้าเองก็คิดเหมือนเจ้า ความห่างชั้นของ ขั้นพลัง แทบจะห่างกัน ราวฟ้ากับเหว ยากนักที่จะเชื่อได้ แต่เหตุใดในช่วงสองสามวันมานี่ สงครามมหาทวีป ถึงดูเงียบเป็นป่าช้าเช่นนี้เล่า”

 


        “อืมๆ ทั้งๆ ที่พวกต่างดินแดนอยากจะยึดมั่น เทือกเขาบรรพต ใจจะขาดไม่ใช่หรอกหรือ ทว่าจู่ๆ เหตุใดพวกเขากลับไม่เคลื่อนไหว หรือข่าวลือนั้นจะเป็นเรื่องจริง” ครั้นหลายคนได้ยิน คำพูดของชายหนุ่ม กล่าวพูดเสริมขึ้นมา ต่างก็สูดลมหายใจกันเข้าไปลึก ด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน