ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 53 แลกชีวิตด้วยชีวิต หอกทะลวงทองคำ!

            คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ต่างเคยเผชิญหน้ากับชั้นที่แปดของหอพิชิตดาวมาแล้วหรือต่อให้ไม่เคยเจอ แค่เห็นค่าพลังเลือดที่สูงถึงหกพันหน่วยก็ย่อมรู้ซึ้งว่ามันแข็งแกร่งเพียงใด

            หากจะกล่าวว่าพยัคฆ์ขาวเนตรชาดคือฝันร้ายในใจของนักศึกษาสุ่ยมู่จำนวนมากก็คงไม่เกินความจริงนัก

            ในกลุ่มนั้นมีนักศึกษาไม่น้อยที่เคยพ่ายแพ้ภายใต้กรงเล็บของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดมาแล้วนับสิบครั้ง

            ทว่าเมื่อได้เห็นพยัคฆ์ขาวเนตรชาดที่เคยทรมานพวกตนจนเจียนตายกลับกำลังถูกเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงไล่ต้อนจนมุมความรู้สึกในใจของคนกลุ่มนี้ก็เริ่มเสียสมดุลทันที

            “พยัคฆ์ขาวเนตรชาดตัวเดียวกันแท้ๆ ทำไมตอนฉันสู้ถึงดูอนาถขนาดนั้นแต่อีกฝ่ายกลับยิ่งสู้ยิ่งดุดันล่ะ?”

            “เห็นชัดๆ ว่าค่าพลังเลือดต่างกันตั้งมหาศาลทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคนที่กุมความได้เปรียบกลับเป็นเจียงจืออวี๋กันนะ?”

            “ถ้าจังหวะยังเป็นแบบนี้ต่อไป เจียงจืออวี๋อาจจะผ่านชั้นที่แปดได้จริงๆก็ได้นะ!”

            “เดี๋ยวนะ นักศึกษาใหม่ปีนี้โหดขนาดนี้เลยเหรอ? ต่อให้เป็นหลี่ฉางหมิงตอนนั้นก็ไม่น่าจะสบายขนาดนี้มั้ง?”

            เหล่านักศึกษาด้านหลังต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่แต่ในสายตาของคณบดีทั้งสาม สิ่งที่เห็นมีมากกว่านั้น

            “เด็กสาวคนนี้ประสบการณ์การต่อสู้โชกโชนจริงๆ”

            “อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าเวลาใช้สิ่งที่ด้อยกว่าสู้กับสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าควรทำอย่างไร”

            “อีกทั้งการประสานงานระหว่างเธอกับสัตว์เลี้ยงวิญญาณของตัวเองดูไม่เหมือนเพิ่งทำพันธสัญญาวิญญาณได้แค่สองสามเดือนเลยสักนิดแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนร่วมสู้กันมานานนับสิบปี”

            “หากเทียบกับนักศึกษาคนอื่น ค่าพลังเลือดของเจียงจืออวี๋อาจจะต่ำไปบ้างแต่ช่องว่างนี้ถูกเติมเต็มด้วยสัตว์เลี้ยงวิญญาณจนดูไม่ชัดเจนนักอีกทั้งการโจมตีจากทั้งคนและสัตว์พร้อมกันสองทางยังทำให้พยัคฆ์ขาวเนตรชาดพะวงหน้าพะวงหลังจนตั้งตัวไม่ติด”

            “ดีมาก ดีจริงๆ”

            คณบดีจี้แห่งคณะวิถียุทธ์พลังเลือดมองภาพในกระจกวารีพลางเอ่ยชมไม่ขาดปากยิ่งดูเขาก็ยิ่งพอใจในตัวเจียงจืออวี๋มากขึ้นเรื่อยๆ

            ส่วนคณบดีคณะเวทมนตร์เองก็ไม่ตระหนี่คำชมเช่นกัน

            แม้เจียงจืออวี๋จะไม่ใช่นักศึกษาในคณะเวทมนตร์ของเขาแต่เธอก็คือนักศึกษาสุ่ยมู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?

            ศึกระหว่างคณะน่ะสำคัญก็จริงแต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับคนนอกเสียก่อน

            จะมีก็เพียงคณบดีเฉียนแห่งคณะควบคุมสัตว์อสูรที่ยืนนิ่งเงียบดวงตาจับจ้องภาพในกระจกวารีเขม็งราวกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่

            ความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้คณบดีอีกสองท่านอดไม่ได้ที่จะหันไปมองพอเห็นสีหน้าของเขา ทั้งคู่ก็เข้าใจทันทีว่าตาแก่นี่กำลังวางแผนอะไรในใจ

            “ตาแก่เฉียน ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะเจียงจืออวี๋เป็นนักศึกษาคณะวิถียุทธ์พลังเลือดของฉัน นายห้ามหมายตาเด็ดขาด”

            เมื่อถูกเพื่อนเก่าจี้ใจดำคณบดีเฉียนก็ไม่ได้มีท่าทีขัดเขิน เขาโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ“ตอนนี้ยังไม่ได้ระบุคณะอย่างเป็นทางการเลยไม่ใช่หรือไง?”

            “อีกอย่าง ค่าพลังเลือดสัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋สูงกว่าตัวเธอเองเสียอีกเห็นชัดๆ ว่าเธอเหมาะจะเดินบนเส้นทางผู้ควบคุมสัตว์อสูรมากกว่า”

            ตามปกติเมื่อนักศึกษาใหม่เข้าเรียนที่สุ่ยมู่จะยังไม่มีการแบ่งคณะแต่กฎที่ทุกคนรู้กันดีคือ ใครถนัดทางไหน ก็ให้เลือกเข้าคณะนั้น

            แต่ปัญหาในตอนนี้คือกฎนี้ใช้ได้กับนักศึกษาเกือบทุกคน ยกเว้นเจียงจืออวี๋เพียงคนเดียว

            เพราะน้อยคนนักที่จะสามารถฝึกฝนทั้งวิถียุทธ์พลังเลือดและวิถีผู้ควบคุมสัตว์อสูรไปพร้อมกันและยังทำได้ยอดเยี่ยมถึงระดับสูงสุดเช่นนี้

            หากแยกออกมาทีละอย่างเธอก็นับเป็นยอดอัจฉริยะระดับท็อปของสุ่ยมู่แล้วแต่เมื่อสองสิ่งนี้รวมอยู่ในคนเดียว...

            คณบดีจี้แห่งคณะวิถียุทธ์พลังเลือดได้ยินดังนั้นก็หนังตากระตุกเตรียมจะเถียงต่อ แต่คณบดีเฉียนไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูด

            “การต่อสู้กำลังจะจบแล้ว!”

            เขาชี้นิ้วไปข้างหน้าขัดขังหวะ 'ท่าเตรียมร่าย' ของคณบดีจี้ทันทีดึงความสนใจของทุกคนกลับไปยังกระจกวารีอีกครั้ง

            ภายในภาพไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ได้เข้าโอบล้อมพยัคฆ์ขาวเนตรชาดไว้หมดแล้วโดยไป๋ฉางเซิงประจันหน้าอยู่ตรงๆส่วนเจียงจืออวี๋ไม่รู้ว่าอ้อมไปอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่

            ส่วนพยัคฆ์ขาวเนตรชาดที่เคยดูดุดันในตอนนี้ตามร่างกายกลับเต็มไปด้วยรอยแผลเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป

            มันไม่ใช่บาดแผลสาหัสหรือแม้แต่แผลระดับกลางก็ยังไม่ใช่ด้วยซ้ำ

            ในสภาวะปกติด้วยร่างกายของพยัคฆ์ขาวเนตรชาด แค่คืนเดียวบาดแผลเล็กๆเหล่านี้ก็จะสมานตัวจนไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็น

            แต่ในตอนนี้แผลเหล่านั้นกลับทำให้การเคลื่อนไหวของมันช้าลงเรื่อยๆ!

            ทุกครั้งที่ขยับตัวบาดแผลก็จะถูกดึงรั้ง ทำให้มันเสียจังหวะจนตัวสั่นอย่างเลี่ยงไม่ได้อีกทั้งยังมีพิษร้ายที่ไป๋ฉางเซิงฉีดเข้าไปจากการฝังเขี้ยวอีกสองสามครั้ง

            แม้พยัคฆ์ขาวเนตรชาดจะเป็นเพียงร่างจำแลงเสมือนจริงแต่ระบบ AIได้ตรวจพบพิษและวิเคราะห์ผลลัพธ์ออกมาตามนั้น

            แม้จะไม่ถึงแก่ชีวิตแต่มันทำให้พยัคฆ์ขาวเนตรชาดตกอยู่ในสภาวะกึ่งอ่อนแรง และความดุร้ายลดฮวบลงทันที!

            และในวินาทีนี้เองไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ก็ได้ฉวยจังหวะที่พยัคฆ์ขาวเนตรชาดกำลังอ่อนแอเข้าจู่โจม

            “เสี่ยวไป๋!”

            เจียงจืออวี๋ร้องสั่งเสียงใสไป๋ฉางเซิงเข้าใจความหมายของเธอในทันที

            หลังจากส่งเสียงขู่ฟ่อไม่กี่ครั้งไป๋ฉางเซิงก็พุ่งเข้าใส่หมายจะกัดเข้าที่ลำคอของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดประกายเย็นเยียบวาบผ่านเขี้ยวอันคมกริบ ที่เรียวยาว

            ในดวงตาของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดฉายแววโกรธแค้นราวกับมนุษย์ออกมาวูบหนึ่ง

            การต่อสู้ครั้งนี้ยืดเยื้อมานานกว่าห้านาทีและในช่วงห้านาทีนี้ มันถูกไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ปั่นหัวสลับกันไปมา

            ทั้งที่ค่าพลังเลือดของมันสูงกว่าพวกเขามหาศาลแต่คนหนึ่งคนกับงูอีกหนึ่งตัวกลับไม่เปิดโอกาสให้มันได้สำแดงพลังอย่างเต็มที่เลย

            พอมันจะโจมตีคนนี้อีกคนก็พุ่งเข้ามาซ้ำ พอจะหันไปโต้กลับ ก็ต้องถูกอีกฝ่ายลอบเล่นงานเพิ่ม

            จะโจมตีก็ไม่ได้จะไม่สู้ก็ไม่ได้

            ความจริงหากมันเมินเฉยต่อทุกสิ่งแล้วจดจ่อสังหารคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่นานนักมันคงสามารถกำจัดเป้าหมายได้สำเร็จ แต่ประเด็นสำคัญคือ...

            ไม่ว่าจะเป็นไป๋ฉางเซิงหรือเจียงจืออวี๋ต่างก็มีขีดความสามารถที่จะสร้างความเสียหายหนักหน่วงให้กับมันได้ในพริบตาหากมันยอมละทิ้งการป้องกัน

            การจะเลือกว่าจะจัดการใครก่อนกลายเป็นโจทย์ที่ยากเกินไปสำหรับพยัคฆ์ขาวเนตรชาดร่างจำแลงตัวนี้

            และตอนนี้เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงพุ่งเข้ามาอย่างไม่กลัวตายพยัคฆ์ขาวเนตรชาดก็ตัดสินใจได้เสียที

            ไป๋ฉางเซิงพุ่งเข้ามางับมันมันจึงโต้กลับด้วยการหมายจะขย้ำงูตัวนี้คืน

            ระหว่างไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋มันเลือกที่จะจัดการกับไป๋ฉางเซิงที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าและค่าพลังเลือดสูงกว่าก่อน

            นั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องตามสัญชาตญาณของสัตว์อสูรในป่าทว่าความจริงกลับเป็นเจียงจืออวี๋ต่างหากที่มีพลังในการสังหารในครั้งเดียว!

            เมื่อเผชิญหน้ากับแผ่นหลังของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดที่เปิดโล่งแววตาของเจียงจืออวี๋พลันวาววับ แสงสีทองจางๆ วาบขึ้นบนปลายหอก

            “หอกทะลวงทองคำ!”

            เธอตะโกนกึกก้องปลายหอกพุ่งทะลวงผ่านร่างจำแลง ปักจมเข้าไปในร่างของพยัคฆ์ขาวเนตรชาด

            เมื่อเทียบกับหอกวายุคลั่งแล้วหอกนี้ของเจียงจืออวี๋มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงกว่ามากโดยเฉพาะแสงสีทองที่เคลือบอยู่บนหอกนั้นดูราวกับถูกสร้างมาเพื่อทลายเกราะป้องกันโดยเฉพาะ

            หลังจากถูกหอกนั้นแทงเข้าไปร่างของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดพลันชะงักกึก ก่อนจะค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสง

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบAIของหอพิชิตดาวดังขึ้นต่อเนื่อง

            “เจียงจืออวี๋ สัตว์เลี้ยงวิญญาณของเธอเสียชีวิตในการต่อสู้”

            “ขอแสดงความยินดีด้วย เจียงจืออวี๋”

            “เธอผ่านการทดสอบหอพิชิตดาวชั้นที่แปดแล้ว ได้รับรางวัลสิทธิ์การใช้งานห้องฝึกฝนระดับอี่ เป็นเวลาหนึ่งปี”

            “ต้องการรับการทดสอบในชั้นที่เก้าต่อหรือไม่?”

            ในการประมวลผลของAI  ตัวเขาไม่สามารถต้านทานการขย้ำของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดครั้งนั้นได้งั้นเหรอ?

            ไป๋ฉางเซิงฟังเสียงนั้นพลางประเมินพลังป้องกันของตัวเองคร่าวๆในใจ

            การโจมตีทั่วไปทำอะไรเขาไม่ได้ก็จริงแต่เขาก็ยังไม่สามารถรับการโจมตีที่รุนแรงถึงตายจากตัวตนที่มีค่าพลังเลือดสูงกว่าตัวเองมากๆได้

            เขี้ยวเสือคู่นั้นถ้าเป็นของจริง ป่านนี้เขาคงถูกฉีกขาดเป็นสองท่อนไปแล้ว!

            แต่อย่างไรก็ตามเป็นเพราะพยัคฆ์ขาวเนตรชาดตัวนี้เป็นเพียงร่างจำแลงเขาและเจียงจืออวี๋จึงกล้าเลือกใช้วิธีนี้

            แลกชีวิตด้วยชีวิต...และพวกเขาก็มีสองชีวิตให้เลือกใช้

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน