หลังจากนอนหลับพักผ่อน จางเหมยก็ตื่นขึ้นมาอีกทีในเวลา 4 โมงเย็น
เมื่อตื่นขึ้นมาจางเหมยก็้าที่จะเดินออกไปสำรวจรอบๆบ้าน ถึงแม้ในความทรงจำจะมีบอกไว้ละเอียดแล้ว แต่เธอก็อยากเห็นด้วยตาของตนเอง
จางเหมยลุกออกจากเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องของตนเอง บ้านหลังนี้มีห้องนอนทั้งหมด 3 ห้อง 1 ห้องคือห้องของจางเหมย และห้องนี้เป็ห้องที่เล็กที่สุดใน 3 ห้อง
จากนั้นก็เป็ห้องของจางหลงที่อยู่ถัดจากจางเหมยไป ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าห้องของจางเหมยเล็กน้อย และภายในห้องก็ไม่ได้แตกต่างจากห้องของจังเหมยเลย แค่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย
บนห้องถัดจากจางหลงก็เป็ห้องของแม่หลิน ที่เคยอาศัยอยู่กับจางซวน แต่ตอนนี้ห้องนี้แม่หลินนอนอยู่คนเดียว
จางเหมยเดินไปที่หลังบ้านก็เจอกับห้องครัว ซ้ายมือก็เป็ห้องเก็บฟืน ภายในห้องเก็บฟืนจะมีฟืนจำนวนมาก เพราะจางหลงจะขึ้นไปเก็บบนเขา และนำมาตัดให้มีขนาดเท่ากันและจัดเก็บเข้าไว้ภายในห้อง ก่อนหน้าหนาวจะต้องเก็บฟืนไว้ในห้องให้เต็ม
เพราะใน่ฤดูหนาวจะได้ไม่ต้องลำบาก และเดินอีกไม่กี่ก้าวก็เจอเข้ากับห้องน้ำ และก็มีบ่อน้ำที่ขุดเอาไว้ อยู่ไม่ไกลจากห้องครัวเพื่อสะดวกแก่การใช้งาน
แต่ในความทรงจำของเ้าของร่าง ในแต่ละปี น้ำในบ่อนี้ก็ไม่พอสำหรับใช้ จะต้องเดินไปตักน้ำที่แม่น้ำสายหลักของหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านหลังนี้มากนักเดินเพียงแค่ 200 เมตรก็ถึงแล้ว
และหน้าที่คนที่ไปตักน้ำก็หนีไม่พ้นจางหลง จางหลงเป็ผู้ชายแข็งแรงพอสมควรมีร่างกายบึกบึนส่วนสูง 170 ทั้งๆที่พึ่งมีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น
ในหมู่บ้านแห่งนี้จางหลงกับจางเหมยถือว่าเป็ 2 คนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดี เพราะถึงแม้จะไม่มีเงิน แต่แม่หลินก็พยายามเลี้ยงดูทั้งสองให้กินอิ่มนอนหลับ
ต่างจากหลายครอบครัวในหมู่บ้าน ที่มีสมาชิกในครอบครัวจำนวนมาก ถึงแม้จะได้การจัดแบ่งอาหารจากเลขาธิการหมู่บ้านตามสมาชิกในครอบครัวแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่พอกินอยู่ดี
แต่บ้านหลังนี้มีสมาชิกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น จางเหมยก็ได้ทุนไปเรียนที่อำเภอจึงลดอาหารไปได้บางส่วน แต่ตอนนี้ จางเหมยกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว แต่จางซวนก็จากบ้านหลังนี้ไป
ทำให้ทั้ง 3 สามารถกินอาหารได้ค่อนข้างเต็มอิ่ม และไม่ลำบากเหมือนครอบครัวอื่น
" พี่สาวทำไมถึงเดินออกมาข้างนอกล่ะ พี่ควรจะนอนพักอยู่บนเตียงนะ "
จางหลงที่กำลังปรับหน้าดินแปลงผัก ที่ตนเพิ่งขุดเสร็จ
เงยหน้าขึ้นมาจากการปรับแปลงดินก็หันไปเห็นพี่สาวที่กำลังเดินมาทางตน เด็กชายจึงเอ่ยกับพี่สาวด้วยความเป็ห่วง
เพราะถึงแม้พี่สาวตอนนี้จะดูแตกต่างจากเมื่อเช้า แต่อาการของพี่สาวเมื่อเช้าก็ยังติดอยู่ในตาของเขาอยู่ ยิ่งได้รู้เื่ที่เกิดขึ้นกับพี่สาว จางหลงยิ่งอยากให้พี่สาวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียง
" พี่ดีขึ้นมากแล้วล่ะ นายปรับหน้าดินเสร็จหมดแล้วหรือยัง มีอะไรให้พี่ช่วยไหม "
จางเหมยเอ่ยตอบน้องชายด้วยรอยยิ้ม
จางเหมยอดที่จะเอ็นดูน้องชายร่างบึกบึนคนนี้ไม่ได้
จางเหมยที่เป็พี่สาวนั้นค่อนข้างเรียนเก่ง จึงได้รับทุนให้ไปเรียนที่ตัวอำเภอจนจบมัธยมปลาย ส่วนจางหลงนั้นไม่ชอบการเรียนจึงทำงานช่วยที่บ้าน
ถึงแม้เด็กชายจะไม่ชอบการเรียน แต่เื่การทำงานเด็กชายสามารถทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะช่วยงานในไร่ก็สามารถทำได้สบาย
" พี่ไม่ต้องช่วยอะไรหรอกครับผมทำเสร็จหมดแล้ว ผมพึ่งเก็บไข่ไก่มาได้ 2 ฟอง เดี๋ยวผมจะนำไปต้มให้พี่กินเย็นนี้ดีไหมครับ "
จางหลงชี้ไปที่ไข่ 2 ฟองที่ตนพึ่งเก็บมาจากเล้า ซึ่งภายในบ้านเลี้ยงไก่อยู่ 3 ตัว ซึ่งตัวหนึ่งเป็ตัวผู้ อีก 2 ตัวเป็ตัวเมีย ในแต่ละวันก็สามารถเก็บไข่ได้เป็ประจำ
ตอนนี้ยังอยู่ในยุคแห่งการจำกัดการเลี้ยงไก่อยู่ ในแต่ละครัวเรือนสามารถเลี้ยงไก่ได้เพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้น หากทางเลขาธิการประจำหมู่บ้านจับได้ ว่าเลี้ยงไก่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ ไก่ทั้งหมดที่เลี้ยงไว้ก็จะถูกยึด
ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่กล้าที่จะเลี้ยงเกินจำนวน และเลี้ยงตามที่รัฐกำหนดเอาไว้
" ได้สิ "
จางเหมยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นจางเหมยก็เดินดูรอบๆบ้านซึ่งบ้านหลังนี้ก็มีขนาดพื้นที่ไม่ได้กว้างมาก
มีเล้าไก่ขนาดเล็กพอให้ไก่สำหรับ 3 ตัวอยู่ได้สบาย ส่วนพื้นที่ที่เหลือก็ถูกจัดสรรให้เป็ที่เพาะปลูกผักไปเสียแล้ว
บริเวณรอบรอบบ้านล้อมรั้วด้วยไม้ ซึ่งรั้วไม้มีความแข็งแรงพอสมควร และมีความสูงประมาณ 140 เิเ เพราะวัดจากความสูงของจางเหมย
จางเหมยมีความสูงประมาณ 165 เิเ ซึ่งรั้วไม้มีขนาดสูงกว่า หน้าอกของจางเหมยเล็กน้อย ทำให้ประมาณได้ว่ามีความสูงประมาณ 140 เิเ
หลังจากปรับหน้าดินเสร็จแล้ว จางหลงก็นำน้ำไปรดแปลงผักที่เพิ่งปรับหน้าดินเสร็จ จางหลงรดให้ชุ่ม เพื่อต่อจากนี้จะได้นำเมล็ดผักลงไปปลูก
จางเหมยที่เห็นแบบนั้นก็อยากจะเข้าไปช่วย เธอจึงเข้าไปถามจางหลงว่าพอที่จะให้เธอช่วยได้ไหม
ซึ่งในตอนแรกจางหลงก็ไม่ยอมและบอกให้พี่สาวไปนั่งดูเขาเฉยๆ แต่เมื่อจางเหมยขอช่วย สุดท้ายจางหลงก็ให้จางเหมยคอยหย่อนเมล็ดผักตามหลุมที่ จางหลงขุดเอาไว้
จางเหมยเคยปลูกผักในตอนเด็กๆ ในตอนที่เธออยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่หลังจากเธออายุครบ 18 ปีสามารถสอบเข้ามหาลัยได้
จากนั้นจางเหมยก็ได้ย้ายออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้จางเหมยลืม่เวลาที่ตนเคยปลูกผักในตอนเด็ก
แต่เมื่อได้ช่วยจางหลงปลูกผัก ถึงแม้จะเป็เพียงแค่การหย่อนเมล็ดลงหลุมเท่านั้น แต่ก็เหมือนการช่วยย้อนความทรงจำให้จางเหมย ได้คิดถึง่เวลาที่ตนเคยอยู่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า
จางหลงมักจะมองมาที่จางเหมยเป็ระยะๆ เมื่อเห็นว่าพี่สาวทำได้ไม่มีอะไรผิดปกติ
เขาจึงหันหน้ากลับไปทำหน้าที่ของตน โดยเขาจะเป็คนขุดหลุม ส่วนจางเหมยก็เป็คนหย่อนเมล็ด จากนั้นก็กลบดิน
ทั้งสองพี่น้องช่วยกันทำไม่นานก็เสร็จ เมื่อเสร็จแล้วจางหลงก็รดน้ำอีกครั้งนึง
" เสร็จหรือยัง "
จางเหมยที่เห็นจางหลงรดน้ำอีกครั้งก็เอ่ยถาม เพราะเธอก็ไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรอีก ถึงแม้เธอจะเคยทำในตอนเด็ก แต่ตอนนี้เธอก็อายุเกือบจะ 40 ปีแล้ว เธอก็แทบจำขั้นตอนการปลูกผักไม่ได้แล้วถึงแม้จะเป็งานง่ายๆ
" จากนี้ก็นำฟางมาคุมหน้าดินเอาไว้ แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ "
จางหลงชี้ไปยังกองฟางที่อยู่ไม่ไกลจากเล้าไก่ให้จางเหมยดู
จางเหมยได้ยินแบบนั้นก็พยักรับ จากนั้นเธอก็เดินไปที่กองฟางเพื่อที่จะหยิบฟังไปปิดหน้าดิน
สองพี่น้องช่วยกันนำฟางมาปิดหน้าดิน ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็นำฟางมาปิดหน้าดินจนเสร็จทั้งหมด
จางเหมยมองดูผลงานของตนเอง ก็อดที่จะยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจไม่ได้
จางเหมยเธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเื่ลึกลับแบบนี้มันจะมาเกิดขึ้นกับเธอ และไม่อยากจะเชื่อเลยว่า จะมีการย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของคนอื่นในอีกยุคเหมือนที่ในนิยายเขียนเอาไว้ เื่แบบนี้หากไม่เกิดกับตนเองก็คงไม่มีใครเชื่อ
และหากเธอนำเื่นี้ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ คนอื่นก็คงคิดแค่ว่าจางเหมยเป็บ้าไปแล้วเท่านั้น เพราะคงไม่มีใครเชื่อเื่แบบนี้แน่นอน