บทที่ 16
ออกจากเมืองเป่ยอัน
จางหยุนใบหน้ายังคงราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึก แม้ว่าจะสังหารคนไปกับมือของตนเอง นี่เป็เพราะว่านี่ไม่ใช่การฆ่าคนครั้งแรกของเขา
ก่อนที่เขาจะมาเป็นักสำรวจสุสาน เขาเคยเป็ทหารรับจ้างมาก่อน เพราะแบบนั้นการฆ่าคนก็เคยผ่านมือมาแล้ว นั่นจึงทำให้ตอนนี้การที่เขาสังหารองค์ชายคนนี้ไป คลื่นอารมณ์ภายในจิตใจของเขาเองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
จางหยุนสั่งการให้ซากเทวะค้นศพขององค์ชายใหญ่ ศพของอีdฝ่ายไม่มีอะไรเลย มีของมีค่าแค่สองอย่างเท่านั้นก็คือแหวนที่ใส่อยู่ในมือแล้วก็กำไรสีทองบนข้อมือ
จางหยุนใช้ดวงตาจ้องมองแหวนอยู่ในมือของตนเอง แหวนวงนี้ย่อมเป็แหวนที่ถอดออกมาจากนิ้วมือขององค์ชายใหญ่
มันไม่ใช่แหวนธรรมดาทั่วไป ก่อนหน้านี้จางหยุนเห็นกับตาว่า องค์ชายใหญ่เอาของออกมาจากแหวนวงนี้
“น่าจะเป็ของวิเศษประเภทที่เก็บของ” จางหยุนค่อนข้างสนใจแหวนวงนี้มาก แต่ว่าเขายังไม่มีเวลาศึกษามัน เขารีบเก็บมันเข้าไปในถุงเก็บของรวมไปถึงกำไลสีทองและยันต์หลบหนีด้วย
ของพวกนี้เห็นได้ชัดว่าเป็ของวิเศษ ในตอนนี้มีเื่ที่เขาจำเป็จะต้องทำก่อน
จางหยุนยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมา โลงศพโบราณปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ก่อนมันจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อมันมีขนาดเท่าปกติแล้ว จางหยุนก็โคจรเคล็ดวิชาซากเทวะในทันที
ฝาโลงศพเปิดออกพร้อมกับกลุ่มควันดำที่พ่งออกมาจากด้านใน มันพุ่งเข้ารัดร่างชิ้นส่วนร่างทั้งหมดขององค์ชายใหญ่ ก่อนจะดึงร่างขององค์ชายใหญ่เข้าไปด้านในโลงศพ
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเป็อย่างมาก เมื่อฝาลงปิดลงโลงศพโบราณก็กลับไปสู่ขนาดจิ๋วแล้วลอยกลับไปที่ฝ่ามือ
จางหยุนลุกขึ้นอย่างช้าๆ หยิบกล่องไม้บนโต๊ะหลังจากนั้นก็หันหลังแล้วก็เดินออกไปจากจวนเ้าเมือง
เขาเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเอง เมื่อกลับไปถึงเขาก็เรียกโลงศพโบราณออกมาอีกครั้ง จากนั้นก็โคจรซากเทวะเก็บร่างของหัวหน้าองครักษ์หวังเข้าไปในโลงศพโบราณ
เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินไปแบกร่างของหวังซุนขึ้นมา จากนั้นเขาก็ใช้เวลาทั้งคืนในการค้นร่างของหวังซุนและครอบครัวออกไปนอกเมืองเป่ยอัน
ครอบครัวของหวังซุนมีสมาชิกทั้งหมดอยู่สี่คน มีหวังซุนภรรยาแล้วก็บุตรชายอีกสองคน แต่ว่าในตอนนี้ทั้งหมดตายหมดแล้ว
จางหยุนนำร่างของพวกเขาทั้งหมดมาฝังเอาไว้นอกเมือง หลุมศพสี่หลุ่มฝั่งเอาไว้อย่างสงบใต้ต้นไม้ใหญ่
หลังจากที่จัดการฝั่งศพครอบครัวของหวังซุนเสร็จ ก็เป็่ใกล้เช้าพอดิบพอดี จางหยุนยืนอยู่ด้านหลุมศพของหวังซุน แสงอรุณแรกของวันส่องประกายอยู่ด้านหลัง
จางหยุนยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าหลุมศพ หวังซุนที่เป็สหายคนแรกของเขาหลังจากที่เดินทางมาที่โลกนี้ตายแล้ว
แม้เขาจะมีซากเทวะทองแดงขั้นปลาย ที่สามารถสังหารองค์ชายใหญ่ได้ แต่เขาก็ไม่สามารถช่วยหวังซุนได้
เพราะว่าเขานั้นมีความรู้น้อยเกินไป ก่อนหน้านี้เขาก็มองเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับคนในเมือง เพียงเพียงแต่ว่าในตอนนั้นเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้เกี่ยวกับเื่ค่ายกลรวบรวมิญญา ไม่รู้แม้กระทั่งคนพวกนั้นจะลงมืออย่างไร เพราะแบบนั้นในตอนนั้นเขาจึงไม่สามารถช่วยชีวิตหวังซุนได้ เมื่อคนพวกนั้นลงมือพวกมันเองก็เลือกที่จะดึงิญญาออกไปโดยตรงทำให้หวังซุนตกตายในทันที
แม้ว่าภายนอกจางหยุน แทบจะไม่ได้แสดงออกว่าโศกเศร้าเสียใจ แต่ที่จริงแล้วภายในใจของเขา ย่อมไม่ได้สงบนิ่งเหมือนภายนอก
อย่างไรเสียสหายของตนเองก็ตายไปแล้ว จางหยุนไม่ใช่คนไร้หัวใจในใจย่อมรู้สึกโศกเศร้า
แต่ที่สงบนิ่งได้ขนาดนี้อาจจะเป็เพราะว่าทั้งชีวิตนี้ เขาพบเจอการสูญเสียสหายและคนรอบตัวมามากมาย นั่นเลยทำให้เขานั้นทำใจได้รวดเร็วกว่าคนอื่น
ในตอนที่เป็ทหารรับจ้าง สหายร่วมรบในภารกิจ ก็มีหลายคนที่ต้องจบชีวิตของตนเองลงไป เพราะแบบนั้นเขาไม่ได้ผ่านเื่ราวการสูญเสียในครั้งนี้เป็ครั้งแรก
จางหยุนนำเอาไข่มุกที่กักเก็บดวงิญญาของผู้คนภายในเมืองเป่ยอันออกมา เขาจ้องมองไข่มุกที่ด้านในเป็ประกายแสงสว่างไสวราวกับมีธารดาราหมุนวนอยู่ด้านใน
“ิญญาของพวกเ้าอยู่ในนี้ ถ้าเกิดว่ามีวิธีที่ช่วยเ้าได้ ข้าจะช่วยให้เ้ากลับมามีชีวิตอีกครั้งแน่นอน ถือว่าเป็คำสัญญาก็ได้” เมื่อพูดจบจางหยุนก็เก็บลูกแก้วลงไปภายในกล่องเช่นเดิม
ในตอนนี้ไม่มีเวลามาสำนึกเสียใจหรือว่าร่ำลามากมาย เป็เพราะว่าเขาจำเป็จะต้องเดินทางไปจากเมืองแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเมืองนั้นใหญ่เกินไป เกี่ยวข้องกับราชสำนักแล้วก็ราชวงศ์ ต่อให้เขาเป็ผู้บำเพ็ญเพียร ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเพราะถึง
อย่างไรทางราชวงศ์แล้วก็พวกระดับสูงของอาณาจักร อย่างเช่นราชครูผู้นั้นก็ล้วนแล้วเป็ผู้บำเพ็ญเหมือนกัน
เพราะแบบนั้นสิ่งที่ควรทำเป็อันดับแรกคือการหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ก่อน ส่วนเส้นทางที่จะเดินทางไปจางหยุนก็เลือกเอาไว้แล้ว สถานที่นั้นก็คือหุบเขาอวี้เฟิง
จางหยุนเริ่มออกเดินทางได้ทันที การเดินทางไปยังหุบเขาอวี้เฟิงต้องเดินทางไปทางเหนือ ส่วนเวลาที่ใช้ในการเดินทางเองก็นานมาก
เกิดว่าเป็มนุษย์ธรรมดาทั่วไปใช้รถม้าในการเดินทาง เกรงว่าจะต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่จะเดินทางไปถึง ส่วนถ้าเกิดว่าเป็ผู้บำเพ็ญเพียรใช้ร่างกายของตนเองในการเคลื่อนไหว เดินทางลัดเลาะตามป่าที่เป็เส้นทางที่รถม้าไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ก็จะสามารถไปถึงสถานที่แห่งนั้นได้รวดเร็วกว่าการใช้รถม้าในการเดินทาง
เมื่อกำหนดเส้นทางในการเดินทางทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว จางหยุนเริ่มออกเดินทางในทันที ด้วยร่างกายที่เป็ถึงผู้บำเพ็ญเพียร โคจรปราญิญญาภายในร่างกายส่งเสริมคุณสมบัติของร่างกาย ทำให้ร่างของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ภายในผืนป่า ความเร็วในการเคลื่อนที่ของเขาไม่ได้แตกต่างจากพวกสัตว์ร้ายภายในป่าเลยแม้แต่น้อย
…
หลายวันผ่านไป
ใน่หลายวันที่ผ่านมาจางหยุนเดินใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินทาง แต่เขาก็ไม่ได้ละทิ้งการฝึกฝน เพราะในขณะที่กำลังเคลื่อนไหวเดินทางในป่า จางหยุนก็ได้โคจรวิชากลืนมรณะไปด้วย
เป็การฝึกฝนในขณะที่เดินทาง การฝึกฝนเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญ ไม่ใช่ว่าต้องนั่งนิ่งเท่านั้นถึงจะฝึกฝนได้ ที่จริงแล้วการขยับเคลื่อนไหวการสามารถโคจรเคล็ดวิชาและแบ่งสมาธิมาฝึกฝนได้
แต่ที่คนส่วนใหญ่ฝึกฝนในท่าทำสมาธิ เป็เพราะว่าท่วงท่านั้นเหมาะสมกับการฝึกฝนทีสุด เป็ท่าทางที่สามารถสงบนิ่งทำให้จิตใจจดจ่อกับการฝึกฝนได้มากที่สุด
สำหรับการเคลื่อนที่ไปด้วย แล้วฝึกฝนไปด้วยย่อมได้ผลลัพธ์น้อยกว่า แต่สำหรับจางหยุนแล้วมันก็ไม่ใช่เื่ที่แย่อันใด
และหลังจากที่เดินทางมาหลายวัน ในที่สุดจางหยุนก็เดินทางมาถึงชายแดนของอาณาจักรชิงแล้ว