ยามสายหลายวันถัดมา กลิ่นหอมหมูกระทะลอยคลุ้งไปทั่วห้องโถงบ้านสีหน้าแต่ละคนบ่งบอกรสชาติอาหารได้เป็อย่างดี ไม่มีใครพูดจา เอาแต่ก้มหน้าคีบเนื้อใส่ปากเติมผักใส่กระทะ อีกคนคอยคีบหมูหมักขึ้นย่าง อีกคนคอยคีบให้ผู้าุโสุดในบ้านบรรยากาศอบอุ่นยิ่งกว่าเตาไฟเสียอีก
“ช้าลงหน่อย”
“มันอร่อยมากเลยขอรับพี่ใหญ่ท่านรู้จักอาหารพวกนี้มาจากไหน” สวีฝูหรงส่ายหน้า ทว่าใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้ม
“ในตำรานะ” จะตอบว่าเคยกินมันก็กระไรอยู่
“อากาศหนาวได้ทานอะไรร้อน ๆค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย”
“ทานหลังทำงานเหนื่อย ๆยิ่งอร่อยเ้าค่ะ” ฉงฉงเริ่มคุ้นเคยได้เอ่ยออกมา
“ข้าเห็นด้วย”
“มัวแต่พูด”สวีเหมยฮวาคีบปลาหมึกขึ้นย่าง เพียงครู่เดียวก็สุก รสชาติดีจริง ๆไหนจะกุ้งแช่น้ำปลาเต็มจานราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดจัดจ้านทานคู่กับมะระขม ๆ อร่อยเลิศ!
“มีใครอยู่หรือไม่!?” เสียงะโดังมาจากหน้าประตูรั้ว สวีเหมยฮวาเอี้ยวตัวไปมองด้านหลัง
“ใครมาเวลานี้?”
“ข้าน้อยจะไปดูเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ” ฉงฉงหายไปไม่กี่นาทีก็กลับมารายงาน
“หลงจู้กง จากร้านอาหารหลี่ฟู่เ้าค่ะ”สองพี่น้องสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย
“เชิญหลงจู้เข้ามาเถอะ”
“เ้าค่ะ” หลงจู้กงเดินนำหน้ามาก่อนพร้อมคนติดตามอีกหนึ่งคนพอเหยียบเข้ามาในบ้านความอุ่นทำให้เขารู้สึกดีแต่กลิ่นหอมทำให้เขาชะงัก
“เอ่อ..ข้าไม่ได้มารบกวนใช่หรือไม่”พอเห็นว่าครอบครัวสวีทานอาหารกันอยู่ เขารู้สึกกระดากอายขึ้นมาเขารีบเร่งจนลืมคิดถึงข้อนี้
“ถ้าไม่รังเกียจเชิญหลงจู้ทานด้วยกันไหมเ้าคะ”สวีฝูหรงลุกขึ้นต้อนรับแขก กลิ่นหอม ๆ จากอาหารแปลกตาบนเตาทำให้เขากลืนน้ำลายยิ้มเก้อเขินตอบรับอ้อมแอ้ม
“ฉงฉงนำเตามาเพิ่ม”สวีเหมยฮวาสั่งฉงฉง นางนำโต๊ะเล็กมาต่อเพื่อวางเตาหมูกระทะ
“ข้าไม่ได้เตรียมเนื้อหมักกับผักแยกเผื่อเอาไว้หวังว่าหลงจู้คงไม่ว่าอะไร”
“ไม่เลย ๆ ข้ามาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าเสียมารยาทแล้ว” ท่าทางนอบน้อมมากเกินกว่าปกติของหลงจู้กงสร้างความสงสัยแก่สวีฝูหรงเล็กน้อยทว่านางไม่ได้เอ่ยถามอะไรตอนนี้
หลงจู้กงมองฉงฉงทำการย่างหมูกระทะทีละขั้นตอนสังเกตว่าบนโต๊ะมีถ้วยเล็กใส่น้ำบางอย่างนึกสงสัย
“นี่คืออะไรหรือ?”
“อันนี้เรียกว่าน้ำจิ้มหมูกระทะอันนี้ไม่เผ็ดรสชาติกลาง ๆ สามารถเติมพริกกับกระเทียมเองได้ส่วนอันนี้แบบซีฟู้ดรสชาติเผ็ดจัดจ้าน”
“พริกนี่ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยไม่ใช่พริกหมาล่าหรือ?”
“พริกหมาล่าเผ็ดชา อันนี้เผ็ดร้อนเชิญหลงจู้ชิมได้ ข้ามีหมูหมักงา กุ้งกับปลาหมึกเชิญตามสบาย” หลงจู้เบิกตากว้าง
กุ้งกับปลาหมึกนี่ได้มายังไง...
“ขอเสียมารยาทแล้ว” ความอยากลิ้มลองอาหารตรงหน้าทำให้หลงจู้กงลืมธุระที่มาไปชั่วขณะสวีเหมยฮวาปล่อยให้เขาทานไม่ว่าอะไร บอกให้ฉงฉงย่างเนื้อแบ่งให้คนติดตามของเขาได้ชิมด้วย
“อร่อย! อร่อยมาก ข้าไม่เคยทานรสเผ็ดกลมกล่อมเช่นนี้มาก่อน น้ำแกงนี้ทำมาจากอะไรหรือรสชาติหวานหอมจริงๆ”
“น้ำซุปกระดูกหมู”
“เอ่อ..แม่นางสวีพอรู้ใช่หรือไม่ธุระที่ข้ามาวันนี้คืออะไร?”
“ท่านบอกว่าผักข้าขายแพงเกินไปไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
“.....”
“มีผักสดในฤดูหนาวราคาต้องสูงกว่าปกติอยู่แล้วแต่ท่านตัดสินผักของข้าทั้งที่ยังไม่ได้ชิมสักคำ ที่มาคงเพราะท่านได้ชิมแล้วผักของข้าแตกต่างกับผักคนอื่นใช่หรือไม่เ้าคะ”
นางพูดถูกข้าตัดสินไปก่อนจริง ๆใครจะไปนึกว่าผักนั้นแตกต่างจากผักคนอื่นขนาดนี้ล่ะ...
“ราคาผักตามที่ข้าได้แจ้งไปก่อนหน้า ข้ายังมีผักอีกมากราคาเริ่มต้นกิโลกรัมละ1 ตำลึงเงินเช่นกัน” หลงจู้กงถอนหายใจออกมา
“ข้านึกว่าแม่นางจะไม่ยอมผักให้ข้าเสียแล้ว”
“การค้ามาถึงบ้าน ทำไมข้าต้องปฏิเสธด้วยเล่าไม่ทราบหลงจู้้าผักชนิดใดบ้าง”
“มีทุกอย่างเลยหรือ?” สวีเหมยฮวาพยักหน้า
“พริกนี่ มีขายหรือไม่?”
“มีกิโลกรัมละ 2 ตำลึงเงินท่าน้าเท่าไหร่ ผักชนิดใดบอกมาได้เลย ข้าจะเตรียมให้” สวีซือซงเดินไปหยิบกระดาษกับพู่กันมาให้พี่สาว
“ข้า้า....” สวีเหมยฮวาจดรายการผักพร้อมคำนวณราคาออกมาได้ทันทีจนหลงจู้กงใ
“รอสักครู่ อาซือ” สวีซือซงเดินตามหลังพี่สาวไปทางหลังบ้านหลงจู้กงหันมาคุยกับสวีฝูหรงแทน
“ฮูหยินไม่ทราบว่าอาหารบนโต๊ะนี้เรียกว่าอะไรหรือ”
“เรียกว่าหมูกระทะ แต่ว่าเราสามารถใช้เนื้ออย่างอื่นหมูได้เหมือนกัน”หลงจู้กงมองหมูกระทะตรงหน้า อาหารแปลกตารสชาติอร่อย ยังทำให้ร่างกายอบอุ่นถ่านนี้ดูก็รู้ว่าถ่านชั้นดี ไม่มีควัน ไม่มีกลิ่นติดเสื้อผ้าให้กวนใจ
“หากข้าอยากซื้อสูตรอาหารชนิดนี้ฮูหยินยินดีขายหรือไม่?”
“คงต้องถามฮวาเอ๋อร์ นางเป็คนทำ”
“แม่นางสวี?”
“ถูกต้อง ท่านรอถามนางดีกว่าข้าไม่กล้าตัดสินใจ”
“ขอบคุณฮูหยิน”
“ฉงฉงมาช่วยยกกล่องผักออกไปที”สวีเหมยฮวายกลังกระดาษใบหนาเดินออกมาวาง คนติดตามหลงจู้กงรีบเดินเข้าไปช่วยสายตาหลงจู้มองลังกระดาษจนนางวางลงพื้นยังไม่ละสายตา กระทั่งสวีฝูหรงเอ่ยขึ้น
“ฮวาเอ๋อร์หลงจู้อยากซื้อสูตรหมูกระทะ ลูกอยากขายหรือไม่”
“ข้าคิด 300 ตำลึงทอง ท่านจะได้ชุดเตากับกระทะย่างหนึ่งชุดสูตรหมักหมู 2 แบบ สูตรน้ำจิ้มสองแบบ ข้าจะไปสอนทำน้ำจิ้มกับหมักหมูให้ 2 ครั้งพร้อมวัตถุดิบยกเว้นหมูท่านต้องเตรียมเอาไว้เองใช้ส่วนไหนบ้างข้าจะเขียนรายละเอียดให้ สำหรับถ่านหากท่าน้า ข้าขายเป็กระสอบหนึ่งกระสอบ 25 กิโลกรัม ข้าขายให้ท่าน 5 ตำลึงเงิน หากคนนอกถามซื้อข้าขายกระสอบละ3 ตำลึงทอง หนึ่งเตาใช้ประมาณ 3-5 ก้อน อยู่ได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง วันนี้ข้าจะให้หมูกระทะพร้อมทานให้ท่านนำกลับบ้านหนึ่งชุดส่วนกระทะกับเตาคิดว่าท่านคงสามารถสั่งทำได้ละมั้ง?”
“....” ประสบการณ์ทำงานเกือบยี่สิบปีของหลงจู้กงถูกสบประมาทก็วันนี้เมื่อเขาคิดคำนวณตามคำพูดหญิงสาวตรงหน้าไม่ทัน
“หรือท่าน้ากลับไปปรึกษากับเถ้าแก่ท่านก่อนก็ได้เ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร ข้าตกลงตามที่แม่นางเสนอมากุ้งกับปลาหมึกข้าอยากได้เหมือนกัน ถ้าแม่นางไม่ว่าอะไรข้าขอซื้อเฉพาะ่นี้ได้หรือไม่เมื่อถึงหน้าร้อนทางร้านหลักจะส่งมาให้ทุก 4-5 วันอยู่แล้ว”
“ข้าไม่มีปัญหา ข้าคิดกิโลกรัมละ 1ตำลึงเงิน”
“ข้าอยากลองเปิดขายใน่นี้เลยแต่สั่งทำกระทะแบบนี้คงใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 วันแน่...” หลงจู้กงหนักใจขึ้นมา
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ข้าขายชุดกระทะกับเตาให้ท่าน 1 ตำลึงเงินกับ 50 อีแปะต่อชุด เอาไปแค่พอใช้ก่อนที่เหลือค่อยไปสั่งทำทีหลัง แล้วผักที่ข้าขายให้ท่านค่อนข้างแตกต่างดังนั้นท่านควรตั้งราคาสูงหน่อย สัก 3-5 ตำลึงทองต่อชุดเป็อย่างต่ำ”
“ข้ารู้ว่าผักแม่นางรสชาติดีกว่าผักทั่วไปอยู่มากแต่ข้าไม่รู้ว่าผักแม่นางแตกต่าง?”
“คุณสมบัติคล้ายยาบำรุงเ้าค่ะท่านตกลงซื้อสูตรหรือไม่” สวีเหมยฮวาส่งยิ้มให้หลงจู้
มิน่าล่ะ..
“ตกลง แม่นางสามารถไปสอนได้เมื่อไหร่”
“หากท่านสะดวกข้าไปวันนี้เลยก็ได้ตอนบ่ายไม่ได้ทำอะไร”
“รบกวนแม่นางแล้วพวกเรามาเขียนสัญญากันเถอะ” จำนวนข้าวของที่มากเพิ่มขึ้นอัดแน่นรถม้าจนสองพี่น้องสวีไม่สามารถนั่งไปด้วยได้ดังนั้นนางบอกให้หลงจู้กงเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ส่วนนางกับสวีซือซงจะตามไปทีหลัง
“เมื่อครู่เ้าสังเกตเห็นผักในบริเวณบ้านนางหรือไม่”รถม้าวิ่งออกมาได้สักระยะ หลงจู้กงได้เอ่ยถามคนด้านหน้า
“ไม่เลยขอรับ”
“ข้าก็ไม่เห็น...แล้วพวกนางเอาผักสดพวกนี้มาจากไหน”
“ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ”
“ข้ารู้ว่าเ้าไม่รู้ข้าแค่บ่นไม่ได้้าคำตอบ”
อ้าว..นึกว่าอยากได้คำตอบ
ของบนรถม้ายังขนลงไม่หมด พี่น้องสวีก็เดินมาถึงหน้าร้านหลงจู้กงยิ่งงุนงงสงสัยหนักขึ้นไปอีก เพียงแค่เขาไม่กล้าถามออกไป อย่างไรเสียพวกเขามาได้อย่างไรมันไม่เกี่ยวกับเขาอยู่ดี
สวีเหมยฮวาสอนทำน้ำจิ้มสองแบบ หมักหมูแนะนำให้เขียนรายการอาหารให้ลูกค้าได้เลือกเมื่อหลงจู้กงขอคำปรึกษาทางร้านอาหารหลี่ฟู่จะมีวิธีการขายยังไงสวีเหมยฮวาไม่ขอยุ่ง จวบจวนถึงเวลานางจึงได้ขอตัวกลับบ้าน
สองวันถัดมา สวีเหมยฮวากำลังเตรียมตัวจะออกไปร้านหลี่ฟู่ตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้รถม้าพวกเขากลับมาถึงก่อน พร้อมยื่นจดหมายให้นาง
“ขายดีขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ขอรับ กระทะแค่สิบชุดไม่เพียงพอ ทางร้านตีเหล็กยังทำไม่เสร็จสักอันเลยขอรับ”
“เข้าใจแล้ว เข้ามาข้างในก่อนข้าต้องเตรียมของ ฉงฉงชงน้ำขิงให้เขาด้วย”
“ขอบคุณขอรับ”
“มีอะไรหรือฮวาเอ๋อร์”
“หลงจู้กงสั่งของเพิ่มเ้าค่ะเห็นว่าเมื่อวานไม่พอขาย ข้าขอไปเตรียมของก่อน”
“ได้ ๆ” พร้อมรอยยิ้มกว้างตามหลัง
สวีเหมยฮวาเข้ามิติดอกเหมยจากห้องเก็บของก่อนนำออกมาวางด้านนอกให้ พอเตรียมเสร็จค่อยเรียกน้องชายกับฉงฉงมาช่วยยกออกไป
หลังจากนั้นไม่นานหมูกระทะร้านหลี่ฟู่ได้กลายเป็จุดเด่นเรียกลูกค้ามีเงินให้ยอมออกจากบ้านเพื่อมาลิ้มลองสักครั้ง อากาศหนาวๆทานอาหารอร่อยไปพร้อมความอุ่นจากเตาไฟ ดื่มสุราเคล้ากลิ่นหอมอร่อยจนลืมเวลาทีเดียว
วันเดือนเคลื่อนผ่าน ร่องรอยเหมันตฤดูยังคงปกคลุมบนพื้นร้านหลี่ฟู่สามารถทำเงินได้มากกว่าร้านอาหารทุกร้านในเมือง และได้กำไรมากกว่าหน้าหนาวทุกปีที่ผ่านมา
สวีเหมยฮวาได้ปลูกผัก ปลูกข้าวเพิ่มเติมในมิติดอกเหมยคนในบ้านมีผักผลไม้สดทานทุกวัน อันที่ไม่เคยทานได้ลอง อันที่ไม่เคยเห็นได้เห็น เรียนรู้ทำอาหารทำขนมชีวิตสุขสบายเรียบง่ายไม่เดือดร้อน
ส่วนวรยุทธของสวีซือซงพัฒนาก้าวหน้าได้เรื่อยๆ สวีเหมยฮวาคอยให้คำแนะนำพร้อมฝึกไปด้วยกัน ่บ่ายนางยังคงฝึกการรักษาแขนงต่างๆ ก่อนนอนเตรียมสินค้าสำหรับร้านหลี่ฟู่ที่จะมารับวันเว้นวัน จวบจวนวสันตฤดูมาถึง
“ท่านแม่ พวกเราซื้อรถม้ากับวัวสักตัวดีไหมเ้าคะ”
“มีม้าแล้วซื้อวัวมาทำไมกัน?”
“ใช้ทุ่นแรงตอนพลิกหน้าดินเ้าค่ะ”
“แม่ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“ข้าเคยอ่านเจอไม่เคยลองเหมือนกันเ้าค่ะ”
“ลูกเห็นว่าดีก็ทำเถอะแม่ไม่ว่าหรอก”
“เ้าค่ะ อีกอย่างวันเกิดปีนี้ข้าอยากนำของไปถวายวัดด้วย”
“ดีเหมือนกัน เราไม่ได้ไปไหว้พระขอพรมานานแล้ว”
“เช่นนั้นข้าจะไปบอกลุงหวังให้มาสร้างคอกสัตว์ เสร็จแล้วค่อยซื้อม้าดีไหมเ้าคะ”
“ไปเถอะ”
“อาซือไปหาลุงหวังกับพี่ไหม”สวีซือซงหยุดฝึกวรยุทธหันมาหาพี่สาว
“พี่จะสร้างอะไรหรือขอรับ”
“คอกม้ากับคอกวัวน่ะ”
“เราจะซื้อรถม้าหรือขอรับ?”
“มีเงินแล้วนี่”
“ไปขอรับ!” สวีซือซงรีบหยิบเสื้อมาใส่สองพี่น้องเดินเข้าหมู่บ้าน พออากาศเริ่มอุ่น คนเริ่มออกจากบ้านตรวจสอบความเสียหายรอบบริเวณรอบ ๆ
“สองพี่น้องพากันไปไหนหรือ?” ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางนั่งอยู่หน้าบ้านเอ่ยทัก
“ไปหาลุงหวังเ้าค่ะ”
“อ้อ..ไปเถอะ”
“ท่านพี่คุยกับใครหรือ” หูถิงฟางภรรยาผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางเดินออกจากประตูมามองหาคนที่สามีพูดด้วย
“พี่น้องสวีน่ะ”
“ข่าวลือที่ว่านางหย่ากับคุณชายหลีคงเป็เื่จริง”
“สาเหตุที่แท้จริงเป็เช่นไรไม่มีใครรู้นางหย่าหรือไม่ก็เื่ส่วนตัวของนาง เ้าไม่ต้องไปร่วมวงนินทาเหมือนคนอื่น”
“ข้าไม่เคยนินทานางเสียหน่อย อากาศยังเย็นอยู่ท่านก็เข้ามาข้างในเถอะ”ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางลุกขึ้นบิดี้เีก่อนเดินเข้าบ้าน ผ่านไปราวชั่วโมงหนึ่งสวีเหมยฮวาก็เดินกลับมาบ้านแจ้งข่าววันที่จะสร้างคอกสัตว์แก่มารดา
อากาศเริ่มอุ่นมากขึ้น ต้นไม้เริ่มแตกยอดเสียงน้ำไหลลงพื้นลาดต่ำ ท้องถนนเปียกเฉอะแฉะเต็มไปด้วยโคลนดินเกิดเป็รอยย่ำเท้าเวลาเดินผ่าน
ดอกเหมยในมิติส่งกลิ่นหอมเหมือนเช่นเคยหรือพูดให้ถูกคือดอกเหมยไม่เคยร้างจากต้น แม้กลีบดอกร่วงหล่นเต็มพื้นก็ตาม ร่างบางในชุดคลุมเดินออกจากห้องน้ำหลังฝึกวรยุทธเสร็จมือเนียนหยิบเสื้อตัวหนามาสวมหลังทาครีมบำรุงเรียบร้อย
รถม้าสองคันวิ่งออกจากหมู่บ้านเกาเซิงั้แ่เช้าตรู่บ้านสวียังไม่ได้ซื้อม้าดังนั้นพวกเขาจึงจ้างรถม้าสองคันเพื่อเดินทางไปวัดที่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมง
ธรรมชาติต้นฤดูใบไม้ผลิทิ้งร่องรอยความหนาวตามรายทางท้องถนนเสียงหยดน้ำร่วงหล่นดังเปาะแปะ พื้นดินเปียกชื้นแม้อากาศอบอุ่นแต่ยังคงััได้ถึงเหมันต์ที่ผ่านมาดอกหญ้ากำลังแตกยอดอ่อนเน้นย้ำถึงวสันตฤดู
‘ลูกแม่ แม้เราอยู่ด้วยกันเพียงไม่นานแม่ก็รักลูก ขอให้ลูกไปสู่ที่สงบสุข เกิดใหม่ในครอบครัวที่พร้อมหน้า เจริญรุ่งเรืองเป็ที่รักของทุกคนนะ’ สวีเหมยฮวาลืมตาขึ้นมองพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตรงหน้า
เพราะอะไรพวกท่านถึงมอบมิติล้ำค่าแบบนั้นให้ข้า....
ร่างบางเดินออกจากอาราม สถานที่ล้อมรอบด้วยผืนป่าช่วยผ่อนคลายจิตใจให้สงบนิ่งทุกย่างก้าวมีสติครุ่นคิดหลากหลายเื่ราวในชีวิต เพียงแค่บางอย่างไม่อาจปล่อยวางได้แม้มันทำให้ทุกข์ใจมากแค่ไหนก็ตาม
“โอ๊ย!”
“ฮูหยิน!” เสียงตื่นตระหนกเรียกสติสวีเหมยฮวากลับมาอยู่กับปัจจุบันเท้านางก้าวไปตามเสียงร้องด้านหน้า
“เป็อะไรหรือเปล่าเ้าคะ มาข้าช่วย”สวีเหมยฮวารีบไปพยุงอีกด้านของผู้หญิงอีกคน
“ข้าไม่ทันระวังเลยลื่น”
“ฮูหยินระวังเ้าค่ะ” ทั้งสองช่วยพยุงนางไปนั่งม้านั่งใกล้ๆ
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าเ้าคะ” หญิงวัยกลางคนก้มลงจับข้อเท้าตัวเอง
“ดีที่ข้อเท้าไม่พลิก ขอบใจแม่หนูมาก”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะพื้นบันไดยังไม่แห้ง เวลาเดินต้องระวังให้ดี”
“พี่ใหญ่! เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?” สวีซือซงรีบก้าวเท้าเข้ามาหา
“ท่านน้าลื่นนะท่านแม่ไหว้พระเสร็จแล้วหรือ?”
“เสร็จแล้วขอรับ” สวีเหมยฮวาล้วงเอาตลับยาออกมายื่นให้อีกฝ่าย
“อะไรหรือ?”
“ยานวดแก้ปวดเ้าค่ะถึงเท้าไม่พลิกแต่อาจขัดยอกได้”
“ขอบใจมากนะ แต่แม่หนูเก็บไว้เถอะไม่ใช่ข้ารังเกียจแต่ข้าเกรงใจ”
“ยานี้ข้าทำขึ้นมาเอง อาจไม่ใช่ของดีอะไรพอช่วยให้หายปวดได้นิดหน่อย ท่านน้ารับไปเถอะเ้าค่ะ”
“งั้นหรือ...เช่นนั้นขอบใจมาก”
“ข้าขอตัวก่อนเ้าค่ะ”
“ช้าก่อน แม่หนูชื่ออะไรหรือ”
“เหมยฮวา สวีเหมยฮวาเ้าค่ะท่านน้ารักษาสุขภาพด้วย” สายตาหญิงวัยกลางคนมองตามหลังสองพี่น้องไปจนลับตา พลางคิดว่าการแวะขอพรในครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวจริงๆ