เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 ฮุนหยวนฉีกหัตถ์สวรรค์

           หลังกลับถึงที่พักสีหน้าของเซียวเฉินก็กลับสู่ความเรียบเฉย ซ่อนอารมณ์ในดวงตาจนมิดชิดจึงย่างเท้าเข้าด้านในมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์และจี๋เสวี่ยเห็นเซียวเฉินกลับมาก็เข้ามาหา

            “เป็นอย่างไรบ้าง?”มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ถาม

            เซียวเฉินยิ้ม “อะไรเป็นอย่างไร?”

            จี๋เสวี่ยเอ่ย“อาจารย์ใหญ่เรียกเจ้าไปคุยเพราะเจ้าสังหารลั่วเฉินอวี่ใช่หรือไม่?”

            เซียวเฉินส่ายศีรษะ

            “ไม่ใช่แน่นอน ข้ากับลั่วเฉินอวี่ต่อสู้เป็นตาย ไม่ผิดกฎสถานศึกษา”

            “แล้วอาจารย์ใหญ่เรียกเจ้าไปทำไม?”

            สตรีสองนางไม่เข้าใจ

            “อาจารย์ใหญ่เห็นข้าหน้าตาหล่อเหลา จึงเรียกไปคุยเรื่องชีวิต [1]” เซียวเฉินเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาจริงใจ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ

            “ไสหัวไปเลย!”

            สตรีสองนางพูดพร้อมกัน

            “ได้เลย ข้าไสหัวไปนะ”

            ว่าแล้ว เซียวเฉินก็กลับห้อง ไม่ออกมาจริงๆ มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มองเงาหลังของเซียวเฉินแล้วความรู้สึกบอกนางว่าเขามีเรื่องปิดบัง

            ตกกลางคืน รอบด้านเงียบสงัด แมลงฤดูร้อนร่ำร้อง จันทร์กระจ่างลอยกลางฟ้าแสงจันทร์สาดส่องลงมา สะท้อนให้เห็นสำนักในชัดเจนเป็นพิเศษ

            ส่วนเซียวเฉินกลับครุ่นคิดด้วยสีหน้าหนักใจ

            เขาสังหารองค์ชาย ฮ่องเต้ต้องรู้แน่นอน เขาไม่กลัวตายแต่เกรงจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทำให้จี๋เสวี่ยเดือดร้อนทำให้พี่ใหญ่หลินคุนกับสือเทียนเดือดร้อนและยิ่งเกรงว่าจะทำให้มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์เดือดร้อน

            สายตาของเซียวเฉินมีอารมณ์ซับซ้อนวาบผ่าน

            ตัดสินใจแต่แรก กลับไม่กล้าลงมือทำจริงๆ

            เขาหักใจไม่ได้

            เขากำลังลังเล

            ในเวลานี้เอง มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์เดินมาจากข้างนอกเห็นเซียวเฉินมีสีหน้าซับซ้อนก็หวั่นไหว ไม่รู้เพราะเหตุใด เด็กหนุ่มตรงเบื้องหน้ามักจะมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกของนาง

            นางเดินไปหาช้าๆ

            “เซียวเฉิน เจ้ามีเรื่องปิดบังข้า”

            น้ำเสียงของมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์แผ่วเบา เบาจนมีเพียงพวกเขาสองคนที่ได้ยินแต่กลับมั่นอกมั่นใจ

            เซียวเฉินยิ้ม

            “เชี่ยนเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจข้ามาก”

            “เพราะเจ้าไม่รู้ว่าจะปิดบังอารมณ์ของตนเองเช่นไร”

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์งามสะคราญ

            “เชี่ยนเอ๋อร์ เจ้ารู้จักการประลองห้าสถานศึกษาหรือไม่? เล่าให้ข้าฟังหน่อย?”ผ่านไปเนิ่นนาน เซียวเฉินจึงเอ่ยช้าๆ มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์อึ้งงันแม้ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยังอธิบายให้เซียวเฉินฟัง

            “การประลองห้าสถานศึกษา คือ งานประลองยุทธ์ของสถานศึกษาห้าแห่งห้าปีมีหนึ่งครั้ง ศิษย์ในสถานศึกษาร่วมประลองเพื่อนำชื่อเสียงมาสู่สถานศึกษาแต่จำเป็นต้องมีอายุต่ำกว่าสามสิบปีและอย่างน้อยต้องมีความสามารถขั้นเสวียนฟ้าหนึ่งชั้นฟ้าจึงจะสามารถเข้าร่วมได้และใช้การประลองเพื่อจัดอันดับสถานศึกษาทั้งห้า”

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์กล่าว “การประลองห้าสถานศึกษาครั้งที่แล้วสำนักชางหวงเราอยู่อันดับสาม สถานศึกษาเซิ่งเต้าอยู่อันดับหนึ่งสถานศึกษาตี้ซิงอยู่อันดับสองตอนนั้นซูเฉินเทียนและลั่วเฉินอวี่ยังไม่ได้เข้าสถานศึกษา”

            เล่าถึงตรงนี้ สีหน้าของมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ก็แฝงแววภาคภูมิ

            “การประลองห้าสถานศึกษาจัดขึ้นที่ใด?”

            “เมืองหลวง เมืองชางเซิ่ง!”

            เซียวเฉินพึมพำ “เมืองหลวง...”

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์มองเซียวเฉินแล้วเอ่ยถาม “ทำไมจู่ๆ เจ้าจึงถามเรื่องนี้?”

            เซียวเฉินยิ้มกล่าว “ข้าจะเข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษาในปีนี้อีกทั้งอาจารย์ใหญ่ยังมอบภาระสำคัญให้ จึงต้องถามรายละเอียดแน่นอน ไม่เช่นนั้นมิขายหน้าสถานศึกษาหรือ?”

            มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ตกใจ

            เซียวเฉินจะเข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษา!

            ต้องรู้ก่อนว่าคนที่จะเข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษาล้วนเป็นหัวกะทิในหัวกะทิของแต่ละสถานศึกษาทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะในอัจฉริยะ อีกทั้งสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความสามารถขั้นเสวียนฟ้า ส่วนเซียวเฉินเพิ่งเข้าสถานศึกษาได้ไม่ถึงหนึ่งปีอาจารย์ถึงกับมอบหมายให้เข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษา

            นางจะไม่ตกใจได้อย่างไร

            พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเซียวเฉินต้องบรรลุขั้นเสวียนฟ้าหนึ่งชั้นฟ้าหรือสูงกว่านั้นภายในหนึ่งปี

            มิน่าเล่า เซียวเฉินจึงมีสีหน้าหนักใจ

            เขาต้องมีแรงกดดันมหาศาลแน่

            “ไม่ต้องกดดัน พยายามทำให้เต็มที่ก็พอ” มู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์ยิ้มพลางปลอบโยนเซียวเฉินก็ยิ้มเช่นกัน จะไม่กดดันได้อย่างไร เกี่ยวพันถึงชีวิต ไฉนจะไม่กดดัน?

            แต่เซียวเฉินกลับเอ่ยว่า “แน่นอน”

            “อืม”

            วันที่สอง เซียวเฉินเริ่มฝึกวิชาระยะยาว เขาไม่ใช้เคล็ดวิชาของสถานศึกษาต่อให้เคล็ดวิชาแข็งแกร่งกว่านี้จะเทียบกับเคล็ดวิชาขั้นศักดิ์สิทธิ์ในร่างของตนเองได้หรือ?

            เซียวเฉินต้องทะลวงขึ้นขั้นเสวียนฟ้าห้าชั้นฟ้าในเวลาหนึ่งปีให้ได้ไม่เช่นนั้น เขาไม่มั่นใจว่า เมื่อเผชิญหน้ากับยอดคนของสถานศึกษาอื่นๆอีกสี่แห่งแล้วจะคว้าอันดับหนึ่งได้

            ไม่ใช่เพราะเขาดูถูกตนเอง ทว่าคนของสถานศึกษาอื่นๆ ก็ไม่โง่เขลา

            บรรลุขั้นเสวียนฟ้าห้าชั้นฟ้าภายในหนึ่งปีนับเป็นการทดสอบครั้งใหญ่สำหรับเซียวเฉินจริงๆ

            ดังนั้น เซียวเฉินต้องทุ่มสุดกำลัง

            เมื่อมู่หรงเชี่ยนเอ๋อร์รู้ว่าเซียวเฉินเก็บตัวฝึกวิชาก็เลือกที่จะเก็บตัวฝึกวิชาเช่นกันเพราะนางก็ได้รับแจ้งจากจั๋นอวี่ว่านางเป็นหนึ่งในผู้ได้รับเลือกให้เข้าร่วมการประลองห้าสถานศึกษาปีนี้ด้วยจึงต้องบรรลุขั้นเสวียนฟ้าสองชั้นฟ้าภายในหนึ่งปี

            กาลเวลาล่วงเลย พริบตาก็ผ่านไปสองเดือน เซียวเฉินอยู่ขั้นตานฟ้าเก้าชั้นฟ้าระดับสูงสุดยังห่างจากขั้นเสวียนฟ้าอีกช่วงหนึ่ง

            ทว่าเขาไม่คิดจะเก็บตัวฝึกวิชาต่อ เพราะในเวลาสั้นๆ นี้เขารู้แจ้งเคล็ดวิชาหนึ่ง เป็นเคล็ดวิชาขั้นดิน

            เคล็ดวิชาขั้นดิน ฮุนหยวน [2] ฉีกหัตถ์สวรรค์[3]

            เซียวเฉินเปลี่ยนเคล็ดวิชาที่ฝึกเพราะหวังว่าจะหาโอกาสบรรลุในระหว่างฝึกวิชาได้

            พริบตาก็ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเซียวเฉินไม่เพียงฝึกฮุนหยวนฉีกหัตถ์สวรรค์เคล็ดวิชาขั้นดินได้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังฝึกคัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ถึงกระบวนท่าที่หกด้วยเวลานี้ แม้เขายังไม่บรรลุขั้นเสวียนฟ้าแต่เขากลับมั่นใจว่าสามารถเอาชนะผู้เข้มแข็งขั้นเสวียนฟ้าหนึ่งชั้นฟ้าได้!

            เวลาผ่านไปสามเดือนแล้ว พริบตาก็เข้าสู่ฤดูหนาว เกล็ดหิมะโปรยปรายเซียวเฉินยืนอยู่ในลานเรือน พลังเสวียนอันทรงอำนาจท่วมสองมือวิ่งพล่านไปทั่วดุจกระแสไฟฟ้า สายตาของเซียวเฉินจับนิ่ง

            “ฮุนหยวนฉีกหัตถ์สวรรค์!”

            เซียวเฉินตวาด แสงเสวียนบนมือทั้งสองข้างระเบิดออกทันใดปรากฏหัตถ์ยักษ์คู่หนึ่งกลางอากาศ อานุภาพประหนึ่งฉีกกระชากท้องฟ้าได้พริบตาก็กวาดม้วนเกล็ดหิมะขึ้นสู่นภากว้าง

            ตูม!

            เกิดอสนีบาต ฟ้าแลบฟ้าร้องกลางท้องฟ้าแจ่มใส

            “น่าเกรงขามมาก!”

            ด้านนอกพลันมีเสียงร้องชมดังขึ้นเซียวเฉินหันหน้าไปมองก็เห็นซูเฉินเทียนกำลังพิงประตูมองตนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

            เวลานี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ซูเฉินเทียนสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวหล่อเหลาโดดเด่น เซียวเฉินยิ้มกล่าว “ศิษย์พี่ซูดูท่าคงแก้นิสัยแอบดูของท่านไม่ได้เสียแล้ว”

            “จะประมือกันหรือไม่?”

            ซูเฉินเทียนเป็นฝ่ายเชื้อเชิญ

            เซียวเฉินอึ้งงันแล้วยิ้มทันที “ได้”

            คนทั้งสองมาถึงที่ราบสูงแห่งหนึ่ง เวลานี้ถูกเกล็ดหิมะปกคลุมเป็นผืนสีขาวทำให้คนอดเหยียบย่ำไม่ได้ คนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน ดวงตาปรากฏเจตจำนงต่อสู้

            ตูม!

            คนทั้งสองลงมือพร้อมกัน สองหมัดปะทะ เกล็ดหิมะบนพื้นถูกสะเทือนจนลอยฟุ้งทั้งสองใช้เคล็ดวิชาในเวลาเดียวกัน โจมตีจนพื้นเป็นหลุมเป็นบ่อ

            แต่คนทั้งสองกลับเสมอกัน

            พวกเขาสองคนยิ้มแล้วนำอาวุธออกมา ซูเฉินเทียนกุมหอกศึกบงกชทองท่วงท่าสง่างามเป็นเอก เซียวเฉินถือกระบี่หนักเบิกฟ้า ลักษณะภาคภูมิหยิ่งทะนง

            ต่างเป็นบุคคลไร้เทียมทาน

            “เกียรติยศแห่งบงกชทอง!”

            “สิบปีเป็นตายไร้ขอบเขต จักรวาลทอดแสงทอง!”

            ตูม!

            บงกชทองปะทะกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ ภูผาพังทลายลงทันใด พื้นที่โล่งปริแตกคนทั้งสองต่างหมุนตัวร่อนลงพื้น

            “ไม่เลว เก้าชั้นฟ้าระดับสูงสุดยังมีความสามารถถึงเพียงนี้หากเจ้าย่างสู่ขั้นเสวียนฟ้าต้องมีความสามารถมากกว่านี้แน่คราวนี้สถานศึกษาชางหวงเราน่าจะชิงอันดับต้นๆ ในการประลองห้าสถานศึกษาได้”ซูเฉินเทียนยิ้มกล่าว ดวงตาฉายแววตกตะลึง ชื่นชมเซียวเฉินโดยไม่ปิดบัง

            “น่าเสียดายที่สายตาของข้าไม่ได้มองไกลเพียงเท่านี้”

            เซียวเฉินยิ้ม เปลี่ยนมุทรากระบี่ในมือโจมตีด้วยกระบวนท่าที่หนึ่งในคัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ออกมาเป็นแสงจรัสพัดพาหิมะลอยขึ้น หอกทองของซูเฉินเทียนกวาดขวาง แสงทองปรากฏขึ้นฉับพลันพริบตาก็คลี่คลายอานุภาพกระบี่ได้

            “โอ้? แล้วเจ้าต้องการเช่นไร?”

            “เป้าหมายของข้าคืออันดับหนึ่งในการประลองห้าสถานศึกษา...”

            --

            [1] คุยเรื่องชีวิต เป็นการพูดคุยในขอบเขตที่กว้างมากตั้งแต่การปฏิบัติตัวเป็นคนดีไปจนถึงความเห็นต่อเรื่องต่างๆ เช่นความเห็นในเรื่องชีวิต คุณค่า และการมองโลก

            [2] ฮุนหยวน หมายถึง ปราณแรกกำเนิดฟ้าดิน

            [3] หัตถ์สวรรค์ หมายถึง มีพลังยิ่งใหญ่ ใช้มือเดียวบังฟ้าได้

    คล้ายกับเรื่องเหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน