จารึกที่ 441 : บัญญัติกฎเกณฑ์ใหม่ : เจ้าผู้ครองเกาะลอยฟ้า
เมื่อแสงตะวันทอประกายเจิดจ้าเหนือทะเลเมฆสีมุก สะท้อนความเงียบงันที่กดทับน่านฟ้าแห่งดินแดนไร้พรมแดน ร่างของชายตาเดียวที่ถูกสะท้อนการโจมตีจนกระเด็นไปกระแทกยอดเขาลอยฟ้า ยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ลมหายใจรวยรินบ่งบอกถึงเส้นชีพจรที่แหลกสลายอย่างสมบูรณ์แบบ
เหล่านักล่าสมบัติและผู้ฝึกตนอิสระนับร้อยชีวิตที่เคยลอยตัวล้อมรอบนาวาหมื่นอักขระด้วยสายตาละโมบ บัดนี้ต่างกลั้นหายใจ เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มแผ่นหลัง พวกเขามิได้หวาดกลัวกองทัพศิษย์สามพันคนที่สวมเกราะสีเทาหม่นบนดาดฟ้าเรือ ทว่าสิ่งที่ทำให้เจตจำนงของพวกเขาสั่นสะท้าน คือชายหนุ่มในชุดคลุมสีครามที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่หัวเรือ ผู้ซึ่งเพิ่งทำลายยอดฝีมือระดับหลอมความว่างเปล่าด้วยการตวัดพู่กันเพียงครั้งเดียว
"ข้าคือ อาเจีย แห่งสำนักหมื่นอักขระ... ผู้ใดมีข้อกังขา ก็ก้าวเข้ามาพิสูจน์วิถีเต๋าของพวกท่านเถิด"
น้ำเสียงของอาเจียไม่ได้ดังกึกก้องประดุจอสนีบาต แต่มันแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่ลึกล้ำ ซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ฟังราวกับหยดหมึกที่ซึมลงบนกระดาษขาว
หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้มีแววตาอำมหิต ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ชายตาเดียวร่วงหล่น รีบเก็บงำรังสีฆ่าฟันของตนอย่างมิดชิด นางประสานมือค้อมศีรษะลงต่ำ "ผู้น้อยหลิวเหมย มิกล้ามีข้อกังขา... ดินแดนไร้พรมแดนเคารพผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ในเมื่อท่านผู้นำอาเจียแสดงวิถีเต๋าอันสูงส่ง น่านฟ้ารัศมีร้อยลี้แห่งนี้ ย่อมตกเป็นอาณาเขตของสำนักหมื่นอักขระตามกฎของธรรมชาติเจ้าค่ะ"
คำกล่าวของหลิวเหมยเปรียบเสมือนสัญญาณ ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่ยังคงรักตัวกลัวตาย ต่างรีบประสานมือค้อมศีรษะตาม ไม่มีผู้ใดโง่เขลาพอที่จะเอาชีวิตไปทิ้งกับตัวตนที่พวกเขามองไม่เห็นแม้แต่ก้นบึ้งของพลัง
อาเจียปรายตามองหญิงสาวผู้นั้น นัยน์ตาสูญตาทอประกายลี้ลับวูบหนึ่ง "กฎของธรรมชาติที่นี่ ช่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาดีนัก... ในเมื่อพวกท่านยอมรับกฎนี้ ข้าก็จะตั้งฐานที่มั่นบนยอดเขาที่ชายตาเดียวผู้นั้นเพิ่งกระแทกจนพังทลายลงไป... หากมีผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาในรัศมีร้อยลี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ข้าจะถือว่าเป็นการท้าทายเจตจำนงของข้า"
ชายหนุ่มตวัดมือเบาๆ นาวาศิลาขนาดยักษ์เริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ แหวกทะเลเมฆมุ่งหน้าไปยังเกาะลอยฟ้าที่ตั้งของยอดเขาที่พังทลาย
ฉินมู่หลางเดินเข้ามาประกบข้าง "เจ้าปล่อยพวกมันไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ? สายตาของนังจิ้งจอกนั่น แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ มันต้องนำข่าวการมาถึงของเราไปแจ้งแก่ขั้วอำนาจอื่นที่คุมถิ่นอยู่แน่"
"นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ มู่หลาง" อาเจียระบายรอยยิ้มจางๆ "ดินแดนไร้พรมแดนกว้างใหญ่และวุ่นวาย หากเราต้องออกตามหาผู้กุมอำนาจหรือข่าวสารด้วยตนเอง ย่อมเสียเวลาและอาจตกหลุมพราง การแสดงความเย่อหยิ่งและยึดครองพื้นที่อย่างอุกอาจ จะเป็นการ 'โยนหินถามทาง' ดึงดูดให้งูเจ้าถิ่นต้องเลื้อยออกมาหาเราเอง"
เฟิงอวี้หรานทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ "ฮ่าฮ่า! เข้าใจแล้ว! เราไม่ต้องเสียเวลาไปทุบประตูบ้านใคร แค่นั่งรอให้พวกมันมาเคาะประตูบ้านเรา แล้วค่อยจับมาเค้นคอทีละคน!"
"แต่เราต้องเตรียมการต้อนรับให้ดีเสียก่อน" อาเจียหันไปสั่งการ "ปิงอวิ๋น หลิงเออร์... เมื่อนาวาเทียบเกาะ ข้าต้องการให้พวกเจ้าสองคนกางค่ายกลผสานดาราสูญญตา ครอบคลุมทั้งเกาะและตัวเรือ ทำให้ที่นี่กลายเป็นป้อมปราการที่แท้จริง"
"รับคำสั่ง!" สองโฉมงามแห่งวิถีค่ายกลรับคำอย่างแข็งขัน
เมื่อนาวาหมื่นอักขระเคลื่อนมาอยู่เหนือเกาะลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่ยอดเขากลางเกาะพังทลายลง อาเจียไม่ได้สั่งให้เรือร่อนลงจอดบนพื้นดิน ทว่าเขาส่งกระแสจิตสื่อสารกับเจ้าสัวที่เป็นแกนกลางเรือ
"เจ้าสัว... ฝังรากของเจ้าลงไปในชีพจรดินของเกาะแห่งนี้"
ครืนนนน!
ใต้ท้องเรือศิลาทมิฬ ปรากฏรากศิลาขนาดใหญ่หลายสิบเส้น พุ่งทะลวงลงไปปักลึกในชั้นหินและดินของเกาะลอยฟ้า รากเหล่านี้ไม่เพียงแต่ยึดโยงตัวเรือให้ลอยตัวอยู่อย่างมั่นคง แต่ยังทำหน้าที่สูบกลืนปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นมาหล่อเลี้ยงค่ายกลบนเรือโดยตรง
เพียงชั่วจิบชา เกาะลอยฟ้าแห่งนี้ก็ถูกแปรสภาพเป็นฐานที่มั่นลอยฟ้าที่สมบูรณ์แบบ นาวาหมื่นอักขระลอยตระหง่านอยู่เหนือเกาะ ประหนึ่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงล้ำ
ศิษย์หัวกะทิสามพันนายได้รับคำสั่งให้แบ่งกำลังกันลาดตระเวนและตั้งค่ายกลย่อยตามจุดต่างๆ บนเกาะ ส่วนอาเจียและมิตรสหายทั้งห้า รวมตัวกันอยู่ภายในห้องโถงบัญชาการบนดาดฟ้าเรือ
"ปราณวิญญาณที่นี่หนาแน่นกว่าทวีปตะวันออกอย่างน้อยสิบเท่า" หลินซิงเสวี่ยหลับตาลง สูดลมหายใจลึก "หากศิษย์ของเราได้ฝึกฝนที่นี่ รากฐานของพวกเขาจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด"
"แต่ในขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์ที่กดขี่ก็รุนแรงตามไปด้วย" อาเจียเสริม "ตราบใดที่พวกเขาสวมเกราะสูญญตาและอยู่ภายใต้อาณาเขตของนาวาลำนี้ พวกเขาจะปลอดภัย... แต่หากก้าวออกไปนอกเขตป้องกัน กฎเกณฑ์ของทวีปศักดิ์สิทธิ์จะบีบคั้นพวกเขาจนเจ็บปวด"
"แล้วเราจะสืบข่าวได้อย่างไร หากออกไปข้างนอกไม่ได้?" เฟิงหลิงเออร์ถามด้วยความสงสัย
"เรามีผู้ที่สามารถเข้าออกความว่างเปล่าได้อย่างอิสระอยู่แล้ว" อาเจียก้มมองไปที่ซอกคอเสื้อของตนเอง
เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมมิติสูญตา ไต่ดุ๊กดิ๊กออกมา มันชูขาหน้าขึ้นราวกับรับทราบภารกิจ ด้วยเผ่าพันธุ์ที่เป็นมารมิติโดยกำเนิด ผนวกกับวิถีแห่งสูญญตาที่อาเจียถ่ายทอดให้ เจ้าถุงเงินสามารถเร้นกายในรอยต่อของความว่างเปล่า ลอบเข้าไปสอดแนมในที่ต่างๆ ได้โดยไม่ถูกกฎเกณฑ์ใดๆ ตรวจจับพบ
"ถุงเงิน... เจ้าจงไปสำรวจเกาะลอยฟ้าที่อยู่ใกล้เคียง รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขั้วอำนาจที่ปกครองดินแดนไร้พรมแดนแห่งนี้ และคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลเซียนโบราณ... หากพบสิ่งใดผิดปกติ ห้ามปะทะ ให้กลับมารายงานทันที"
แมงมุมน้อยพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะกระโดดหายวับเข้าไปในอากาศธาตุ ไร้ร่องรอย ไร้กลิ่นอาย ราวกับมันไม่เคยมีอยู่จริง
...
เวลาล่วงเลยไปจนแสงตะวันถูกสับเปลี่ยนด้วยแสงจันทร์สีเงินที่สาดส่องลงมากระทบทะเลเมฆ
ณ เกาะลอยฟ้าแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปสามร้อยลี้ ปราสาทศิลาสีดำทะมึนตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเกาะ ภายในห้องโถงที่ประดับประดาด้วยสมบัติและหัวกะโหลกสัตว์เวท หลิวเหมย หญิงสาวจากเหตุการณ์เมื่อเช้า กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชายชราผู้มีร่างกายกำยำและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
"ท่านเจ้าเกาะโลหิตทมิฬ... สิ่งที่ข้าน้อยรายงาน เป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ" หลิวเหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ชายหนุ่มชุดครามผู้นั้น เพียงตวัดพู่กันก็สะท้อนการโจมตีของ 'สิงตาเดียว' จนแหลกคาที่... มันอ้างชื่อว่า สำนักหมื่นอักขระ และประกาศยึดครองน่านฟ้ารัศมีร้อยลี้ไปแล้ว!"
ชายชราผู้ถูกเรียกว่าเจ้าเกาะโลหิตทมิฬ กำจอกสุราในมือแน่นจนแหลกละเอียด "สำนักหมื่นอักขระ... ชื่อนี้มันสูญหายไปเป็นพันปีแล้วมิใช่หรือ? หรือว่าจะเป็นพวกกบฏจากทวีปตะวันออก ที่ลือกันว่าเพิ่งทำลายสะพานทอดสวรรค์ของตระกูลเซียนโบราณ!"
"หากเป็นเช่นนั้นจริง..." ชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยแทรกขึ้น แววตาของมันแฝงความเจ้าเล่ห์ "นี่คือโอกาสทองของเราเลยนะท่านเจ้าเกาะ! หากเราสามารถจับตัวผู้นำสำนักหมื่นอักขระ หรือยึดนาวาศิลาลำนั้นไปมอบให้แก่ตระกูลเซียนโบราณ หรือวิหารเทพอนันตกาลได้... รางวัลที่ได้รับ ย่อมทำให้เกาะโลหิตทมิฬของเรา ผงาดขึ้นเป็นขั้วอำนาจใหญ่ในดินแดนไร้พรมแดนได้อย่างแน่นอน!"
เจ้าเกาะโลหิตทมิฬลูบคางที่เต็มไปด้วยเคราแข็งกระด้าง แววตาละโมบพุ่งพล่าน "แต่เจ้านั่นสามารถทำลายยอดฝีมือระดับหลอมความว่างเปล่าได้ในกระบวนท่าเดียว พลังของมันต้องไม่ต่ำกว่าระดับข้ามผ่านมหายาน... หากเราบุกไปตรงๆ อาจจะเป็นการรนหาที่ตาย"
"เราไม่จำเป็นต้องบุกไปตรงๆ หรอกขอรับ" บัณฑิตเจ้าเล่ห์ยิ้มเหี้ยม "พรุ่งนี้เป็นวัน 'ชุมนุมร้อยเกาะ' ที่จะมีการประมูลสมบัติและแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่เกาะกลาง... หากพวกมันต้องการตั้งฐานที่มั่นและสืบข่าว พวกมันย่อมต้องส่งคนมาร่วมงาน... เราจะใช้กฎของดินแดนไร้พรมแดน บีบบังคับให้มันต้องเผยไพ่ตาย และค่อยใช้ค่ายกลหมื่นพิษลอบสังหารมันในงานประมูล!"
แผนการชั่วร้ายถูกถักทอขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของดินแดนไร้พรมแดน ทว่าพวกมันหารู้ไม่ว่า เหนือเพดานห้องโถงนั้นเอง ราชันแมงมุมตัวน้อยกำลังเกาะอยู่บนเส้นใยที่มองไม่เห็น ดวงตาหลายคู่ของมันบันทึกทุกคำพูดและทุกใบหน้าไว้อย่างครบถ้วน
กระดานหมากแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เพิ่งจะเริ่มต้น และอาเจีย... ก็พร้อมที่จะเป็นผู้เดินหมากตัวต่อไป เพื่อขีดเขียนจุดจบให้แก่ความละโมบของพวกมันแล้ว!