สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 25 อาจารย์... กำลังหึง?

    หนานอวี้เป็๲คนแรกที่ได้สติ พลันพูดขึ้นว่า


    “อาจารย์!! ท่านกำลังทำอะไรศิษย์น้องอยู่คะ!!”


    ไป๋หลิงยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ดวงตาเลื่อนจากมือของหลิงเยวี่ยไปยังใบหน้าของยูรัน แล้วเลื่อนกลับไปที่มือของหลิงเยวี่ยอีกครั้ง


    หลานชิงอวี้ไม่ได้พูดอะไรในทันที


    แต่นางเห็นเต็มสองตา


    เมื่อครู่ศิษย์พี่ยูเป็๲ฝ่ายจับมืออาจารย์แนบแก้มตัวเอง


    หลิงเยวี่ยค่อย ๆ ดึงมือกลับ สีหน้ายังคงสงบนิ่งตามปกติ มีเพียงใบหูที่แดงจาง ๆ เท่านั้นที่ทรยศเ๽้าตัว


    “ไม่มีอะไร”


    หนานอวี้เบิกตากว้าง


    “ไม่มีอะไรได้ยังไง ข้าไม่เชื่อ!!”


    หลิงเยวี่ยกระแอมเบา ๆ


    “เมื่อครู่มีฝุ่นติดแก้มเขา ข้าเพียงช่วยปัดออกให้”


    ความเงียบปกคลุมศาลากลางน้ำอีกครั้ง


    หนานอวี้มองแก้มของยูรัน


    แล้วมองมือของหลิงเยวี่ย


    แล้วมองแก้มของยูรันอีกครั้ง


    “ฝุ่น... ต้องลูบขนาดนั้นเลยเหรอเ๽้าคะ”


    ไป๋หลิงหลุบตาลงเล็กน้อย


    [ไม่น่าใช่ ข้าเห็นเต็มสองตาเลยว่าศิษย์น้องจับมืออาจารย์อยู่ชัดๆ]


    หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปาก


    [ฝุ่นอะไรกัน เมื่อครู่ศิษย์พี่ยูยังยิ้มให้อาจารย์อยู่เลย]


    ยูรันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สีหน้าไม่ทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย


    เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่รอง ชิงอวี้ พวกท่านมากินข้าวก่อนสิ เดี๋ยวเย็นแล้วไม่อร่อย”


    หนานอวี้ชี้หน้าเขาทันที


    “ศิษย์น้อง!! เ๽้ายังมีหน้ามาชวนกินข้าวอีกเหรอ?!!”


    ยูรันกะพริบตา


    “สรุปศิษย์พี่ จะไม่กินเหรอ?”


    หนานอวี้ชะงัก


    กลิ่นอาหารเช้าบนโต๊ะลอยขึ้นมาอย่างพอดิบพอดี


    นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ


    “กินก็ได้... แต่เ๱ื่๵๹นี้ยังไม่จบนะ”


    ไป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินตามไปนั่ง


    หลานชิงอวี้เองก็นั่งลงอีกด้านหนึ่ง แต่สายตายังคงมองยูรันกับหลิงเยวี่ยสลับกันอยู่เงียบ ๆ


    หลิงเยวี่ยเห็นว่าหากปล่อยไว้นานกว่านี้ เ๱ื่๵๹คงยิ่งแปลก นางจึงวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ


    “เมื่อครู่ข้ากับยูรันกำลังคุยเ๱ื่๵๹แผนพัฒนายอดเขา”


    หนานอวี้หันขวับ


    “แผนพัฒนายอดเขา?”


    ยูรันพยักหน้าอย่างเป็๲ธรรมชาติ


    “ใช่ เ๱ื่๵๹นั้นแหละ”


    เขาเลื่อนกระดาษรายการบนโต๊ะไปตรงกลาง


    “กินไปฟังไปก็ได้ ข้าจะอธิบายให้พวกท่านฟังอีกรอบ”


    หลังจากนั้น บรรยากาศบนศาลากลางน้ำจึงค่อย ๆ กลับเข้าสู่เ๱ื่๵๹งานอย่างประหลาด


    เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป


    ยูรันอธิบายแผนทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ เมื่อเขาพูดจบ ศาลากลางน้ำเงียบลงไปครู่หนึ่ง


    ไป๋หลิงเป็๲คนแรกที่วางถ้วยชาลง


    “แ๲๥๦ิ๪ฟังดูดี แต่เงินเริ่มต้นมาจากไหน”


    นางชี้ไปยังรายการบนกระดาษ


    “ต่อให้เริ่มจากส่วนเล็กที่สุด ก็ต้องใช้วัสดุ คนงาน ค่าอาหาร ค่าแรง และค่าดูแลหลังจากสร้างเสร็จ ยอดเขาจันทราตอนนี้ไม่มีเงินพอทำพร้อมกันหลายอย่าง”


    หลานชิงอวี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนถามต่อ


    “แล้วคนล่ะ”


    นางมองรายการยาวเหยียดบนกระดาษ


    “ต่อให้มีเงิน มีวัสดุ และมีแบบแผนชัดเจน แต่ใครจะเป็๲คนดูแลทั้งหมด บ่อเพาะเลี้ยง สวนสมุนไพร โรงครัว โรงทอผ้า โรงตีเหล็ก ถ้ามีแค่พวกเราไม่กี่คน คงทำได้ไม่นาน”


    หนานอวี้ฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นบ้าง


    “แล้วอาหารล่ะ”


    ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน


    หนานอวี้รีบกล่าวต่อ


    “ข้าหมายถึง ถ้าคนมาเพิ่มจริง ๆ ศิษย์น้องจะทำอาหารคนเดียวไม่ไหวใช่ไหม ต้องมีคนช่วยครัวด้วยสิ นี่ก็สำคัญนะ!”


    ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย


    ยูรันจิบชาหนึ่งคำ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “ศิษย์พี่รองกังวลเกินไปรึเปล่า”


    ไป๋หลิงมองเขาทันที


    “นี่มันงานช้างเลยนะข้าก็ต้องกังวลสิ”


    ยูรันวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวต่อเหมือนเ๱ื่๵๹ทั้งหมดไม่ได้น่าหนักใจสักนิด


    “อืม เงินข้าออกเอง จ้างแค่คนงานก็พอ ส่วนวัสดุข้ามีอยู่แล้วเยอะแยะจะตายไป เขตในข้าจะทำเองทั้งหมด ศิษย์พี่สามกับชิงอวี้ขุดบ่อเหนื่อยมาตั้งสามวันแล้ว ควรพักได้แล้ว เ๱ื่๵๹คนดูแล ศิษย์พี่รองก็หาผู้ช่วยเพิ่ม เ๱ื่๵๹ความปลอดภัยก็ทำค่ายกลอ่านป้าย แบ่งเขตในเขตนอกให้ชัด เ๱ื่๵๹คัดคนเดี๋ยวข้าใช้ของบางอย่างช่วยตรวจสอบให้ได้ ส่วนอาหารก็ง่าย ข้าสอนศิษย์หญิงจากยอดเขาอื่นที่สนใจงานครัวก็ได้ปะ”


    คำพูดยาวเหยียดจบลง


    เงิน วัสดุ คนงาน เขตใน ค่ายกล การคัดคน ทุกอย่างที่ยูรันพูดออกมา


    แต่ทั้งสี่คนกลับเหมือนฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ได้ยินเพียงประโยคเดียว


    ศิษย์หญิงจากยอดเขาอื่น


    ยูรันคิ้วกระตุกเล็กน้อย


    ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกเหมือนได้กลิ่นเปรี้ยว (หึง) บางอย่างลอยอยู่ในอากาศ


    หนานอวี้วางตะเกียบลงทันที


    “ศิษย์น้อง”


    “หืม”


    “ทำไมต้องเป็๲ศิษย์หญิงจากยอดเขาอื่น”


    ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง


    “ข้ายกตัวอย่าง”


    “ตัวอย่างก็ไม่ได้!”


    หลานชิงอวี้พยักหน้าเบา ๆ


    “ศิษย์พี่ยู ตัวอย่างนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร”


    ไป๋หลิงจิบชาเงียบ ๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “ข้าเห็นด้วย”


    ยูรันมองทั้งสามคน แล้วถอนหายใจเบา ๆ


    “งั้นก็เอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ยังไม่ต้องรับใครทั้งนั้น”


    เขาเคาะนิ้วลงบนกระดาษรายการเบา ๆ


    “ตอนนี้ข้ากำลังคิดอยู่ว่าควรเริ่มจากอะไรก่อนดี เพราะมีบางอย่างที่ต้องทดลอง แต่ถ้าเป็๲ไปได้ ข้าอยากทำตำหนักหลักที่ค้างไว้ให้เสร็จก่อน”


    หนานอวี้เอียงคอ


    “ทำไมต้องทำตำหนักหลักก่อน?”


    ยูรันประสานมือเข้าด้วยกัน แล้วเท้าคางมองนางด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม


    “ศิษย์พี่สาม ท่านบอกว่าจะย้ายมาอยู่กับข้าไม่ใช่เหรอ ลืมแล้วรึไง”


    หนานอวี้ตบหน้าผากดังแปะ


    “โอ๊ะ จริงด้วย! ข้าลืมไปได้ยังไง!”


    หลานชิงอวี้รีบกล่าวขึ้นทันที


    “ข้าก็จะย้ายมาด้วย!”


    หนานอวี้หันขวับ


    “เ๽้าไม่เกี่ยว!”


    ไป๋หลิงที่นั่งอยู่เงียบ ๆ เม้มปากเล็กน้อย


    [จริงด้วย... ตอนนั้นยูรันชวนหนานอวี้มาอยู่ด้วย แต่ไม่เห็นชวนข้าเลย]


    คิ้วของนางขมวดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    หลิงเยวี่ยหรี่ตามองเหล่าศิษย์ของตนที่จู่ ๆ ก็เริ่มคุยเ๱ื่๵๹ย้ายเรือนกันอย่างเป็๲ธรรมชาติ


    “พวกเ๽้าไปคุยเ๱ื่๵๹นี้กันตอนไหน ทำไมข้าไม่รู้เ๱ื่๵๹”


    หนานอวี้สะดุ้งทันที


    “อะ เอ่อ... ก็วันนั้น...”


    “วันนั้น?”


    หลานชิงอวี้ตอบแทนด้วยน้ำเสียงเรียบ


    “วันที่สองหลังจากพวกเรากลับจากเมืองท่าชลวารีเ๽้าค่ะ วันถัดมาหลังจากปล่อยสัตว์น้ำลงบ่อเพาะพันธุ์เสร็จ ศิษย์พี่ยูก็ชวนศิษย์พี่สามมาอยู่ด้วยกัน”


    หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว


    [อยู่ด้วยกัน?]


    “ชายหญิงจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง เหลวไหล”


    นางหันไปมองยูรัน


    “จริงรึเปล่าที่เ๽้าชวนหนานอวี้มาอยู่ด้วยกัน”


    ยูรันจิบชาหนึ่งคำ ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน


    “จริง ข้าชวนศิษย์พี่สามเองแหละ เห็นนางมาที่นี่ทุกวัน น่าจะเหนื่อย อีกอย่างข้ากำลังจะสร้างตำหนักใหม่แทนเรือนพักศิษย์กับตำหนักหลักเก่าอยู่แล้ว ห้องก็มีเยอะ ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ”


    หลิงเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย


    นางนึกถึงสภาพตำหนักหลักซอมซ่อที่ตนอาศัยอยู่ตอนนี้ แล้วหันไปมองตำหนักใหม่ที่เพิ่งสร้างได้เพียงบางส่วน


    แม้มันยังไม่เสร็จ แต่แค่ส่วนที่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าดีกว่าตำหนักหลักเดิมหลายเท่า


    อีกทั้งห้องก็มีมากพอ ไม่ได้ให้อยู่ห้องเดียวกันเสียหน่อย


    “ได้”


    ทุกคนชะงัก


    หลิงเยวี่ยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ


    “เสร็จเมื่อไร ข้าจะย้ายมาอยู่ด้วย”


    หนานอวี้ลุกพรวด


    “อาจารย์ ไม่ได้นะ!”


    [อ๊าก! ถ้าอาจารย์ย้ายมาด้วย ข้าก็กินได้ไม่เต็มที่ทุกมื้อสิ!]


    หลิงเยวี่ยมองนางนิ่ง ๆ


    “เ๽้ากับชิงอวี้ยังย้ายมาได้ แล้วทำไมข้าจะย้ายมาไม่ได้”


    หนานอวี้ชะงักค้างทันที


    นางอ้าปากเหมือนอยากเถียง แต่กลับหาเหตุผลดี ๆ ออกมาไม่ได้สักคำ


    ไป๋หลิงมองอาจารย์ของตนเงียบ ๆ พลางรู้สึกแปลกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


    [อาจารย์... กำลังหึง?]


    ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงชั่ววูบ ก่อนนางจะรีบกดมันลงไปทันที


    [เป็๲ไปไม่ได้]


    ยูรันรีบบอกก่อนเหตุการณ์จะแย่ลงไปมากกว่านี้


    “เอาละ ๆ ขอเวลาข้าสักหนึ่งสัปดาห์ลองสร้างตำหนักใหม่ดูก่อน ไว้ทุกคนค่อยมาหาข้าใหม่นะ ส่วนอาหารเดี๋ยวข้าทำใส่กล่องไปให้หนึ่งอาทิตย์”


    คำพูดของยูรันทำให้บรรยากาศที่กำลังวุ่นวายค่อย ๆ สงบลงอย่างประหลาด


    หนานอวี้แม้จะยังทำหน้าไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นยูรันเริ่มจัดกล่องอาหารสำหรับหนึ่งสัปดาห์ สีหน้าของนางก็อ่อนลงอย่างรวดเร็ว หลานชิงอวี้นั่งอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ สายตายังคงจับจ้องมือของเขาที่แยกอาหารแต่ละมื้อออกเป็๲ส่วน ๆ ส่วนไป๋หลิงรับกระดาษรายการกลับไปเก็บไว้กับตัว ราวกับเริ่มจัดเรียงงานทั้งหมดในหัว๻ั้๹แ๻่ชั่วขณะนั้น


    ไม่นานนัก กล่องอาหารหลายชุดก็ถูกวางเรียงบนโต๊ะศาลาอย่างเป็๲ระเบียบ มีทั้งอาหารคาว ของหวาน น้ำซุป และของกินเล่นที่แยกไว้ต่างหากสำหรับหนานอวี้


    หลังจากทุกคนรับส่วนของตนเองแล้ว หลิงเยวี่ยจึงลุกขึ้นก่อน ตามด้วยไป๋หลิง หลานชิงอวี้ และหนานอวี้ที่กอดกล่องอาหารไว้แน่นกว่าคนอื่นเล็กน้อย


    เงาร่างทั้งสี่ค่อย ๆ ห่างออกไปตามสะพานไม้


    ศาลากลางน้ำกลับมาเงียบอีกครั้ง


    ยูรันนั่งอยู่คนเดียว มองแผนที่ตำหนักใหม่บนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอนหลังพิงเสาอย่างเกียจคร้าน


    หนึ่งสัปดาห์


    น่าจะพอให้เขาลองทำอะไรหลายอย่างได้พอดี