่ก่อนฤดูเก็บเกี่ยว ทุกครอบครัวจะเตรียมฟืนผักดอง เนื้อแห้ง เสบียงอาหารเอาไว้ั้แ่เนิ่น ๆ เติมที่เหลือเพื่อที่ขาดถึงปลายฤดูใบไม้ร่วงจะได้ไม่ต้องยุ่งใน่หลัง
บ้านสวีไม่ได้แตกต่างจากครอบครัวอื่นในหมู่บ้านเกาเซิงหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาแปลงสุดท้ายเสร็จ ทุกคนพร้อมใจกันขึ้นเขาตัดฟืนกักตุนเอาไว้ใช้ในหน้าหนาวอันโหดร้าย
“ตัดต้นไผ่มาทำไมเยอะแยะ?” สวีฝูหรงมองต้นไผ่ที่สองพี่น้องลากลงมา
“พี่ใหญ่บอกว่าจะนำมาเผาถ่านขอรับ”
“ต้นไผ่ใช้ได้หรือ?”
“ข้าอยากลองทำถ่านไร้ควันดูเ้าค่ะ”
“ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“เห็นไหมท่านแม่ยังเห็นด้วยกับข้าเลย” สวีเหมยฮวาหัวเราะ
“แบบนี้จะเผาทันหรืออีกเดือนกว่าก็เข้าฤดูหนาวแล้ว”
“ข้าอยากลองทำดูได้เท่าไหร่เอาเท่านั้นเ้าค่ะ”
“เหนื่อยมาทั้งวัน ไปอาบน้ำมาทานข้าวกันก่อนแม่ทำอาหารเย็นเอาไว้แล้ว”
“เ้าคะ/ขอรับ”หลังมื้อเย็นสวีเหมยฮวาบอกวิธีการทำคร่าว ๆนางเคยอ่านเจอไม่เคยลงมือทำได้แต่ซื้อใช้ยามจำเป็ ในเมื่อมีโอกาสได้ลองหลายอย่างในสิ่งที่ไม่เคยทำนางควรลงมือดีกว่ามานั่งเสียดายทีหลัง
จะว่าไปเรายังไม่ได้ไปสำรวจูเาในมิติเลยนี่...
มัวแต่ยุ่งกับการเก็บผลผลิตในแปลงนาจนไม่มีเวลาเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่เหลือสักทีเวลาอื่นสวีเหมยฮวาแค่เข้ามิติไปอาบน้ำ อ่านหนังสือหรือหาของกินยังไม่กล้านำอะไรผิดแผกออกมาใช้สักอย่าง แม้กระทั่งผักผลไม้ในมิติที่ไม่เน่าเสียตามระยะเวลาอันสมควรวันนี้สวีเหมยฮวาเลยถือโอกาสตอนฉงฉงหลับแอบเข้ามาอีกรอบ
“ผักพวกนี้สวยกว่าสวนข้างบ้านอีก..”สวีเหมยฮวาเอื้อมมือไปเด็ดแตงกวาลูกเล็กขึ้นมาชิมความกรอบหวานสดชื่นทำให้นางแปลกใจ พอหยิบแตงกวาอีกชนิดมาชิม รสชาติแตกต่างกันเล็กน้อยแต่ความกรอบอร่อยไม่ได้ต่างกันเลย
ภายในสวนผักแห่งนี้มีพืชปลูกอยู่หลากหลายชนิดผักกินหัว กินใบ กินผลต่างมีครบ และยังมีมากกว่าหนึ่งสายพันธุ์ เหมือนรู้ความชอบของนางส่วนนาข้าวมีข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวสาลี และข้าวไรซ์เบอร์รี่พืชตระกูลถั่วอีกจำนวนหนึ่ง
“บอกทุกคนดีไหมนะ” คืนนี้สวีเหมยฮวาตัดสินใจเดินดููเาหลังตำหนักในมิติมีแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา สวีเหมยฮวาไม่รู้ว่าเวลาด้านในและด้านนอกต่างกันมากแค่ไหนคิดไว้ว่าค่อยหาเวลาคำนวณวันหลัง
“เอ๊ะ!...พวกนี้มันสมุนไพรทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือ? หน่อไม้อะไรใหญ่ขนาดนี้”แค่เดินมาถึงตีนเขา สวีเหมยฮวาก็พบสมุนไพรจำนวนหนึ่ง ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งเจอสมุนไพรล้ำค่าอย่างโสมคนโสมซานซี เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า ฯลฯ ตามหมวดหมู่
“หมวดหมู่?” พอมองดี ๆ เหมือนสมุนไพรทั้งหมดถูกแยกเป็หมวดหมู่เอาไว้อันไหนสำหรับบำรุงร่างกาย ลดไข้ ใช้สำหรับแผลสด ฯลฯ ตามรายทางยังมีผักป่าหลากหลายชนิดขึ้นอยู่เต็มไปหมด
“แบบนี้ยิ่งกว่าร้านขายยา ร้านขายผักเลยไม่ใช่หรือ...”สวีเหมยฮวาเก็บโสมคนต้นใหญ่มาหนึ่งต้น
มองแล้วมองอีกก่อนตัดสินใจนำกลับไปพร้อมหน่อไม้เห็ดสน และผักในสวนอีกสองสามอย่างสำหรับทำมื้อเช้า ตัดต้นไผ่ตากแดดสำหรับเผาถ่าน ตัดฟืนสำหรับทำอาหารเอาไว้บางส่วน
เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร สวีเหมยฮวารู้สึกหิวหลังใช้พลังงานไปไม่น้อยจู่ ๆ นึกอยากทานบะหมี่ถ้วย เลยเดินไปที่ร้านค้าหยิบบะหมี่ถ้วยเติมน้ำร้อน คว้าขวดเบียร์ออกมานั่งม้านั่งใต้ต้นดอกเหมยหน้าตำหนัก
“อ่า...คิดถึงกลิ่นนี้จัง” สวีเหมยฮวาดมกลิ่นบะหมี่อันคุ้นเคยบางครั้งนางก็โหยหาความสะดวกสบายในโลกก่อน คิดถึงอาหารหลากหลายเสียงความวุ่นวายยามเช้าถึงยามเย็น
พอมาเจอชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติวิถีชีวิตดั้งเดิมเหมือนเยียวยาจิตใจให้มีสติ พิจารณาชีวิตทุกลมหายใจผ่อนคลายไม่ต้องรีบเร่งใช้ชีวิตวิ่งตามกระแส แต่ตัวแปรสำคัญยังเป็เงินอยู่ดีไม่ว่ายุคไหน
‘เงิน’ ที่ทำให้คนเราได้เห็นข้อดีข้อเสียของคนอื่นยากจนหรือร่ำรวย ชีวิตยังต้องดิ้นรนต่อไป คนที่มีอยากมีมากขึ้นคนที่ไม่มีก็ขวนขวายเสาะแสวงหาเพิ่มไม่มีหยุดนิ่ง
สำหรับสวีเหมยฮวา่ชีวิตที่ผ่านมาได้เห็นเกือบหมดทั้งคนมีมากล้นฟ้ากับคนที่แทบไม่มีอาหารบนโต๊ะในแต่ละมื้อ ประสบการณ์ชีวิตเฉียดตายได้สอนนางให้พอใจและมีความสุขกับสิ่งที่มีมากกว่าเป็ทุกข์กับสิ่งที่ไม่สำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นความโลภของคนอื่นยังทำร้ายตัวนางอยู่ดี
เช้าตรู่วันถัดมา.... สวีเหมยฮวานำผักจากมิติดอกเหมยมาปรุงอาหารทำไก่ตุ๋นโสม ซาลาเปาหมู หมั่นโถวฟักทอง ระหว่างรออาหารสุก นางออกมานั่งอยู่ข้างประตูห้องครัวดูแสงวันใหม่แตะขอบฟ้า พิจารณาเื่ราวในชีวิตที่ผ่านมาและกำลังจะเดินหน้าต่อ
“กลิ่นหอมจังพี่ใหญ่ทำอะไรเป็มื้อเช้าขอรับ” สวีซือซงเดินเข้ามาในครัวไปเปิดดูหม้อทีละใบ
“ไก่ตุ๋น!!”
“โสม”
“หะ?”
“ไก่ตุ๋นโสม 100 ปี”สวีเหมยฮวาเอี้ยวตัวไปมองด้านหลัง พลางยักคิ้วให้
พี่ใหญ่ยักคิ้ว? ไม่ ๆ
“โสม 100 ปี พี่ใหญ่ไปเอาโสม 100ปีมาจากไหน เมื่อวานข้าไม่เห็นเลย” แต่กลิ่นนี้หอมจัง
“เก็บมาจากที่หนึ่ง อาซือบ้านเรามีเงินเท่าไหร่” สวีซือซงเดินมานั่งข้างพี่สาว
“ข้าไม่รู้ ลองถามท่านแม่ดูสิแต่เราไม่ได้ลำบากคิดว่าพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง พี่้าใช้เงินหรือ?”
“แค่ถามเผื่อเอาไว้ หากวันหนึ่งวันใดต้องใช้เงินขึ้นมาเราจะได้ไม่เดือดร้อน”
“มันก็จริง เดี๋ยวข้าไปถามท่านแม่ให้ป่านนี้น่าจะตื่นแล้ว” สวีเหมยฮวาอดยิ้มไม่ได้ น้องชายนางช่างไม่กระตือรือร้นหาเงินเอาเสียเลยแบบนี้เมื่อไหร่จะได้แต่งงาน พอคิดนึกถึงเื่แต่งงานรอยยิ้มเมื่อครู่กลับหายไปจากใบหน้า
ข้าจะไม่สมหวังในรักสักครั้งเลยหรือ...
“ท่านแม่บ้านเราเหลือเงินเท่าไหร่เ้าคะ?”พอฉงฉงยกถ้วยชามไปล้าง สวีเหมยฮวาเรียกมารดาเพื่อสอบถามเงินในบ้าน
“น่าจะประมาณ 200 ตำลึงทองได้”สวีเหมยฮวามองนางนิ่ง ๆ
“ท่านแม่เอาเงินทั้งหมดไปใช้ในงานแต่งข้าหรือเ้าคะ?” เพราะเงินตระกูลหลีมอบให้ตอนบิดาเสียชีวิตประมาณ1000 ตำลึงทอง ตอนนี้เหลือ 200 ตำลึงทองภายในระยะเวลา 2 ปี คงคิดเป็อย่างอื่นไม่ได้
“แม่ไม่อยากให้ใครมาดูถูกลูก”
“ท่านแม่ห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”
“แม่รู้ แต่แม่ไม่อยากให้ลูกต้องไปอยู่อย่างลำบากที่ตระกูลหลี”สวีฝูหรงรู้ว่าหลีฮูหยินไม่ได้ชื่นชอบบุตรสาวนาง ไม่ช้าก็เร็วทางนั้นคงสร้างความลำบากให้ดังนั้นคนเป็แม่คงทำได้แต่มอบเงินให้ไว้ใช้จ่ายส่วนตัวเพื่อไม่ให้ทางนั้นกล่าวหาบุตรสาวนางว่าแต่งเข้าตระกูลหลีเพราะเงิน
“วันนี้เราเข้าเมืองกันเถอะเ้าค่ะ”
“ไปทำไม?”
“ขายโสม” สวีฝูหรง สวีซือซงมองหน้ากัน
ไม่ได้มีโสมต้นเดียว?
สวีฝูหรงและสวีเหมยฮวาเดินออกจากร้านขายยาในเมืองเฉียงฉู่โสม 100 ปีหนึ่งต้นถูกรับซื้อไปในราคา 800 ตำลึงทอง ราคานี้คือราคารับซื้อเมื่อนำไปขายต่อน่าจะได้มากกว่าอีกเท่าตัว
“ท่านแม่เราไปซื้อผ้าสำหรับหน้าหนาวดีหรือไม่”
“ดีเหมือนกันชุดกันหนาวปีที่แล้วของลูกกับอาซือคับแล้ว”
“ซื้อเนื้อหมูกลับไปมากหน่อยก็ดีเ้าค่ะ”
“ตกลง”สวีเหมยฮวาไม่คิดประหยัดเงินเพื่อครอบครัว มารดาต้องลำบากเลี้ยงดูนางกับน้องชายเวลาบิดาไม่อยู่นับดูแล้วอย่างน้อยก็สิบวันในหนึ่งเดือน หน้าหนาวในบางปีก็ไม่ได้พัก
อีกอย่างบ้านสวีไม่ได้ขาดแคลนขนาดที่ต้องประหยัดกินประหยัดใช้เพื่อให้อยู่รอดที่บ้านไม่ขาดข้าว ปลูกผัก ไม่ขาดเนื้อ หน้าหนาวมีเสื้อผ้าใส่อยู่ในบ้านแข็งแรงอบอุ่น
สวีเหมยฮวาเหลือบมองมารดาใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข นางอยากเห็นรอยยิ้มเช่นนี้ไปตลอด ในเมื่อได้โอกาสได้พบกันอีกต่อให้มารดาคนนี้ไม่ใช่มารดาในชาติก่อน นางยินดีปกป้องรอยยิ้มนี้เอาไว้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
“ท่านแม่..”
“หือ?”
“ท่านเชื่อ...”
“เชื่อ?”สวีฝูหรงเงยหน้าจากผ้าตรงหน้า
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ”สวีฝูหรงเหลือบมองบุตรสาวกำลังเลือกผ้าเนื้อดีอยู่ข้าง ๆ บางอย่างในตัวนางเปลี่ยนไปจะว่าคล้ายคนเดิมก็ไม่ใช่ทั้งหมด จะว่าเปลี่ยนไปทั้งหมดเลยก็พูดได้ไม่เต็มปาก
สองแม่ลูกเลือกผ้านวมผืนหนาพร้อมผ้าชั้นดีอีกหลายพับกลับบ้านแน่นอนว่าไม่ใช่ร้านผ้าสกุลจิว สวีเหมยฮวาไม่อยากไปยุ่งเกี่ยว หลีกหนีได้ไกลมากที่สุดยิ่งดีพอถึงเขียงหมู สวีเหมยฮวาตัดสินใจสั่งทั้งตัว จำนวน 2 ตัวให้พ่อค้านำไปส่งที่บ้านส่วนนางจ้างรถม้าไปส่งแทน
“กลับมาแล้ว!”
“คุณหนูข้าน้อยช่วยเ้าค่ะ” ฉงฉงรีบวิ่งออกมาขนของจากรถม้าเข้าบ้าน
“อาซือล่ะ?”
“ไปตัดต้นไผ่เ้าค่ะฮูหยินนั่งก่อน ข้าน้อยไปชงชาให้”
“ฉงฉง”
“เ้าคะ?”
“พักบ้างเถอะเ้าเอาแต่ทำนั่นทำนี่ไม่พักเลย งานในบ้านไม่ได้มากมายขนาดนั้น”
“ให้ข้าน้อยทำเถอะเ้าค่ะ”
“ท่านแม่อย่าห้ามนางเลยงานในบ้านเราถือว่าน้อยมากเทียบกับตระกูลหลี”
“คุณหนูพูดถูกเ้าค่ะแค่นี้ข้าน้อยไม่เหนื่อยเ้าค่ะ”
“เอาเถอะๆ ตามใจเ้า แต่ถ้าเหนื่อยต้องพักรู้ไหม”
“เ้าค่ะ”ฉงฉงเดินเข้าในครัวเพื่อชงชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข ชีวิตนี้จะหาเ้านายที่ดีเหมือนบ้านสวีไม่มีอีกแล้ว
สวีเหมยฮวาตัดสินใจยังไม่บอกเื่มิติดอกเหมยให้ครอบครัวฟังในตอนนี้นางไม่ได้อยากปิดบังเพียงแค่คิดว่ายังไม่ถึงเวลา
ชีวิตบ้านสวีดำเนินไปทุกวันด้วยความสุขกลิ่นอายเหมันตฤดูย่างเยื้องเข้ามาใกล้ ใบไม้ร่วงหล่นลงพื้นผู้คนไกลบ้านเร่งรีบกลับบ้านเกิด ถือโอกาสซื้อข้าวของติดไม้ติดมือเพื่อฝากคนด้านหลังเพียงไม่นานหิมะแรกบางเบาราวกับปุยนุ่นแต่งแต้มพื้นดินจนขาวโพลน
“หือ?” สวีเหมยฮวาอยู่ในมิติดอกเหมยกำลังส่องกระจกพิจารณาใบหน้าตัวเองดูมือที่เคยด้านก่อนหน้านี้
“ผิวเนียนขึ้นหรือเปล่ารอยด้านก็ไม่มีแล้วด้วย” เส้นผมยังเงางามผิวกายขาวเนียนไม่เหมือนคนทำงานหนักกลางแดดสักนิด
“ไม่มั้ง....หรือว่าจะใช่?”นอกจากแช่บ่อน้ำร้อน สวีเหมยฮวายังใช้ครีมบำรุงผิวกันแดดไปพร้อมกันด้วย
ต๊อกต๊อก ต๊อก นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะ
“พรุ่งนี้ค่อยลองดูแล้วกัน”ว่าแล้วสวีเหมยฮวาเดินออกจากห้องนอน ตรงไปยังห้องตำราที่เชื่อมต่อกับห้องปรุงยาข้างๆ
สวีเหมยฮวาไม่เคยอ่านตำราสมุนไพรจริงจังเคยแค่อ่านผ่านตาในบางครั้งเวลาหาข้อมูล ดังนั้นเมื่อมีวัตถุดิบจำนวนมากให้ใช้ นางจึงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือยังมีตำราเกี่ยวกับฝังเข็ม นวดจุด จับชีพจร ตำราเกี่ยวกับการรักษาพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงในนี้ล้วนมีหมด
นอกจากนี้ยังมีตำราฝึกวรยุทธนางไม่ได้เข้าใจหลักการมากมายแต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยเรียนคอร์สป้องกันตัวพื้นฐานมาบ้างทำให้นางตีความหมายได้ไม่ยาก ยังไงเสียฤดูหนาวเช่นนี้นางไม่มีอะไรทำลองตั้งใจฝึกสักตั้งเผื่อได้ใช้ป้องกันตัวในอนาคต
“อาซือ?”
“พี่ใหญ่ข้าอยู่นี่” อาซือเดินมาจากหน้าบ้าน
“กวาดหิมะหรือ?”
“ขอรับพี่ใหญ่เรียกข้ามีอะไรหรือไม่”
“อยากฝึกวรยุทธไหม?”
“ฝึกวรยุทธ?”ขนาดมารดาที่นั่งเย็บผ้าอยู่ยังเงยหน้าขึ้นมอง
“พี่ใหญ่รู้วรยุทธหรือขอรับ?”
“ท่านพ่อเคยสอนนิดหน่อยอยากฝึกหรือไม่?”
“ฝึกขอรับ!” สวีซือซงตอบรับด้วยใบหน้ายินดี
“ตกลงตามนี้เดี๋ยวพี่เอาตำรามาให้อ่านก่อน ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถาม กวาดหิมะใกล้เสร็จหรือยัง”
“เหลือไม่มากแล้วขอรับ”
“เดี๋ยวพี่ไปชงโสมดองน้ำผึ้งมาให้”
“ขอบคุณขอรับ”โสมในูเามีอายุต่างกันั้แ่ 10 ปีขึ้นไปส่วนอายุมากสุดแค่ไหนสวีเหมยฮวาไม่อาจรู้ได้ เพียงแค่นางนำโสมอายุมากระดับหนึ่งมาหั่นแว่นดองน้ำผึ้งไว้ชงดื่มบำรุงร่างกายยังมีขิงแช่น้ำผึ้งอีกอย่าง
สวีเหมยฮวาถือโอกาสเปลี่ยนน้ำดื่มในถังเป็น้ำแร่จากมิติส่วนบ่อน้ำร้อนนางลงแช่ไปแล้วค่อนข้างตะขิดตะขวงใจนำมาให้คนอื่นอาบต่อ เลยเลือกที่เอาน้ำจากบ่อธรรมดามาแทน
“ถ่านนี้ดีจริงๆ ไม่มีควันแถมยังร้อนนานอีกด้วย” สวีฝูหรงมองเตาถ่านเล็กตั้งอยู่กลางบ้าน
“ปีหน้าเราเผาเก็บไว้แต่เนิ่นๆ ดีไหมเ้าคะ?”
“แม่เห็นด้วย”
“อาซือฉงฉง เข้ามาอุ่นร่างกายก่อน”
“ขอรับ/เ้าค่ะ”สวีซือซงถอดถุงมืออังไฟอุ่น ฉงฉงอังไฟอีกเตาด้านข้าง นางยังไม่กล้านั่งร่วมโต๊ะกับครอบครัวเ้านายดังนั้นสวีเหมยฮวาจึงตั้งชุดเก้าอี้เล็กไว้ด้านข้างสำหรับฉงฉงโดยเฉพาะ
ส่วนตัวนางไม่ได้รังเกียจเพราะตลอดเวลาเกือบสองปีที่ตระกูลหลีฉงฉงคอยดูแลนางเท่าที่สาวใช้คนหนึ่งจะทำได้ สวีเหมยฮวาหยิบตำรามายื่นให้น้องชายนั่งอธิบายพูดคุยอยู่พักใหญ่ ชีวิตดำเนินไปแต่ละวันช่างมีความสุขนัก
หลายวันผ่านไป....
“หิมะยังไม่หยุดตกอีก”สวีฝูหรงเปิดประตูดูหิมะโปรยปรายไม่ยอมหยุดติดต่อกันมาหลายวัน
“นั้นสิขอรับปีนี้หิมะคงไม่ปิดเส้นทางอีกนะ”
“แบบนั้นแย่แน่ๆ”
“ตกหนักั้แ่ต้นฤดูเช่นนี้ก็ไม่แน่”
“ฮูหยินฝีเข็มเช่นนี้ถูกต้องไหมเ้าคะ”ฉงฉงยื่นผ้าในมือมาถาม สวีเหมยฮวาอมยิ้ม สายตาเหลือบมองทุกคนในห้องมารดาสอนฉงฉงปักผ้า น้องชายอ่านตำราฝึกวรยุทธ ส่วนนางอ่านตำราปรุงยา บนโต๊ะมีกาน้ำชากับขนมวางอยู่เสียงเอ่ยถามพูดขึ้นดังขึ้นในบางครั้ง ความเงียบท่ามกลางความหนาวเช่นนี้อบอุ่นยิ่งนัก
ควรบอกความจริงดีไหมนะ?
สวีเหมยฮวาอยากบอกความจริงทุกคนเพื่อความสะดวกไม่ใช่แค่ผักสดผลไม้เพียงเท่านั้น ตัวยาบางอย่างนางอยากนำออกมาใช้ พวกครีมบำรุงผิวของใช้ในครัว หากมัวแต่เก็บหงำไม่เปิดเผย นางคงเอาของเ่าั้ออกมาใช้ไม่ได้
“ท่านแม่”
“หือ?” สายตาสามคู่จับจ้องมองสวีเหมยฮวานางจึงวางตำราปรุงยาลง
“ข้ามีเื่ปิดบังทุกคนอยู่เื่หนึ่งเพียงแต่ข้าไม่แน่ใจว่าสมควรบอกดีไหม เพราะข้าไม่รู้ว่ามันจะอันตรายกับครอบครัวเรามากน้อยแค่ไหนหากคนนอกรู้ดังนั้น ข้าจึงอยากถามความเห็นทุกคนว่าอยากรู้หรือไม่เ้าคะ?”
“อันตรายขนาดนั้นเลยหรือ?”สวีฝูหรงถามเสียงเบา
“ข้าไม่แน่ใจเ้าค่ะข้าบอกได้แค่ว่าพรที่ข้าได้มาเกี่ยวกับที่มาของโสมร้อยปี”
“ข้าไม่อยากรู้...ไม่ใช่ว่ากลัวอันตรายนะขอรับข้าแค่คิดว่าคนรู้น้อยยิ่งปลอดภัยมากกว่า”
“ทำไมอยากบอกพวกเราล่ะ”
“เพราะข้าอยากนำของออกมาใช้แต่ถ้าจู่ ๆ ในบ้านมีของที่ไม่ควรมีทุกคนจะไม่สงสัยที่มาหรือเ้าคะ?”
“พี่ใหญ่พูดมาก็ถูก”ฉงฉงพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อสวีฝูหรงเห็นทุกคนพยักนางจึงได้เอ่ยขึ้นมา
“บอกตามตรงว่าแม่สงสัยที่มาตำราพวกนี้เหมือนกันแม่ไม่เคยเห็นพ่อของลูกเอ่ยถึงสักครั้ง ไหนจะโสมร้อยปีนั่นอีก ที่แม่ไม่ถามเพราะคิดว่าลูกคงมีเหตุผลฮวาเอ๋อร์...แม่ดีใจที่ลูกเลือกจะไม่ปิดบัง แต่ลูกไม่จำเป็ต้องบอกและแม่จะไม่ถามที่มาเหมือนกัน”
“ข้าด้วยขอรับ”
“ข้าน้อยไม่อยากรู้เ้าค่ะ”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านแม่ขอบใจมากนะอาซือ ฉงฉง”
“ข้าถามสักข้อได้ไหมขอรับ?”
“ตอบได้พี่จะตอบ”
“นอกจากโสมกับตำราแล้วมีอะไรอีกขอรับ”สวีเหมยฮวายิ้มกว้าง
ของในมิติดอกเหมยหลายอย่างอาจทำให้ครอบครัวอ้าปากค้างแต่สวีเหมยฮวารู้ว่าสิ่งไหนควรนำมาใช้ สิ่งไหนเหมาะให้นางใช้เพียงคนเดียวบางอย่างไม่ควรนำออกมาเลยตลอดชีวิตและตัวสวีเหมยฮวาหวังว่าจะไม่ได้ใช้ของอันตรายพวกนั้นในอนาคตเหมือนกัน