บทที่ 20
ร่วมโต๊ะเดียวกัน
การปรากฏกายของชินอ๋องทำให้จิ้งเส้าหวงไม่สบายใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่ถึงคฤหาสน์ตระกูลจิ้งก็หมกตัวอยู่ในเรือนของนายท่านผู้เฒ่า ส่วนซิ่งหลิงก็ถูกจัดให้อยู่ในเรือนเล็กที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเรือนนอนของจิ้งเส้าหวงนัก แม้จะเป็นเรือนหลังเล็กตั้งอยู่อย่างสันโดษแต่ก็ร่มรื่นงดงามเกินฐานะ ซิ่งหลิงรู้ถึงเรื่องนี้ดีและไม่มีปัญหาใดทั้งสิ้น
“ข้าน้อยเหวินหวานับแต่นี้จะคอยดูแลแม่นางซิ่งหลิงเรื่องธรรมเนียมในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องมากพิธี” ซิ่งหลิงส่งสายตาให้แก่อี้ฉุนนำถุงแดงมอบให้เหวินหวาเป็นของแรกพบ
การมาเมืองหลวงครั้งนี้นางให้อี้ฉุนที่ดูมีไหวพริบติดตามมาด้วยเท่านั้น ครั้งล่าสุดนางระแวงถังน่า
ถังน่าบอกเล่าข่าวของตระกูลกัวได้ในจังหวะประจวบเหมาะกับนางได้รับผีผาจนเกินไป ไม่ว่าเพราะถังน่าหลงกลผู้อื่นหรือจงใจแต่ความระแวงของซิ่งหลิงก็แตกหน่อขึ้นแล้ว ความใสซื่อไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถตบตาเสแสร้งได้อย่างแนบเนียน คิดให้ถี่ถ้วนคงเป็นจิ้งเส้าหวงที่แยบยลขุดหลุมพรางเอาไว้
จิ้งเส้าหวงเคยพบผู่เอ๋อร์ของนางมาก่อน ถังน่าที่ให้ความรู้สึกคล้ายผู่เอ๋อร์จึงทำให้สนิทชิดเชื้อโดยไม่รู้ตัวอะลุ่มอล่วยให้นางมากกว่าอี้ฉุน ทั้งเขารู้ว่าหากนางได้ยินข่าวที่ถังน่าพูดจะไม่ปล่อยผ่าน ต้องคิดว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร
ซิ่งหลิงปิดตาปรับอารมณ์ปล่อยผ่านเรื่องที่ผ่านมา หันสนใจสาวใช้รุ่นใหญ่ที่อายุมากกว่านางสี่ห้าปี ใบหน้าของนางหมดจดเรียบร้อยน่ามอง ท่วงท่างดงามทุกกระเบียดนิ้ว
“นับแต่นี้ข้าก็ต้องฝากตัวกับเจ้าแล้ว”
“แม่นางกล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
เหวินหวาผู้นี้ไม่ได้เข้ามาประจบประแจงซ้ำยังมีระยะห่างรวมถึงความเย่อหยิ่งเบาบาง มองปราดเดียวก็คาดเดาได้ว่าเหวินหวาคนนี้คงมีหน้ามีตาอยู่บ้าง เข้าใจดีว่าฐานะของตนเองเองไม่ได้ดีไปกว่าพวกนางนัก หากบ่าวไพร่สาวใช้จะดูแคลนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
จะแผลงฤทธิ์แสดงตัวว่ามิใช่มะพลับนิ่ม [1] ก็ทำได้ แต่นางยังต้องพึ่งพาเหวินหวาคนนี้อีกมาก อยากให้ผู้คนเคารพยำเกรงอย่างแท้จริงมีแต่ต้องใช้ความสามารถไม่ใช่อำนาจ ทั้งเวลานี้นางก็มีแผนการก่อร่างสร้างตัว ไหนเลยจะนำสายตาของผู้อื่นมาใส่ใจให้มากมาย
“ชินอ๋องถูกฮ่องเต้เรียกตัวกลับเมืองหลวง ดูท่าทรงจะเตรียมการดึงอำนาจกลับคืนแล้วกระมัง”
ห้องหับปิดมิดชิด บานหน้าต่างถูกปิดเข้าหากันจน แสงแดดด้านนอกไม่อาจส่องถึง ภายในมีเพียงเปลวเทียนมอบแสงสว่าง จิ้งเกาเล่อลูบเคราขาว แววตาคมปลาบประดุจมีดจับจ้องยังจิ้งเส้าหวง
จิ้งเกาเล่อผู้นี้แม้อายุจะล่วงเลยไปถึงหกสิบกว่าปีท่วงท่ายังคงองอาจเฉียบคม ใบหน้ามีร่องรอยแห่งกาลเวลาฝากฝังเอาไว้แต่ก็ไม่ทำให้นายท่านผู้เฒ่าจิ้งดูแก่ชราแต่อย่างใด
ปกติแล้วจิ้งเกาเล่อมักมีรอยยิ้มประดับใบหน้า แต่หากอยู่ในช่วงต้องพูดคุยหารือเรื่องสำคัญใบหน้าก็ไม่หลงเหลือรอยยิ้ม มีเพียงนัยน์ตาทรงอำนาจเท่านั้นที่ทำให้ผู้อื่นยำเกรง
“ท่านพ่อคิดอย่างไร”
“คำถามนี้ควรถามเจ้าเสียมากกว่า ตระกูลจิ้งจะรุ่งเรืองหรือล่มสลายก็ขึ้นอยู่กับเจ้า” คำถามนี้จากบุตรชายทำให้จิ้งเกาเล่อกระตุกยิ้มมุมปาก เอนกายไปด้านหลังอย่างผ่อนคลาย
ตระกูลจิ้งมีบุตรยากมาทุกรุ่นกว่าจะมีจิ้งเส้าหวงอายุอานามก็ปาไปสามสิบปลายๆ ทั้งตอนที่จิ้งเส้าหวงกำเนิดก็มีความกังวลว่าเจ้าบุตรชายจะเติบโตกลายเป็นบุรุษเหลวแหลกไม่เอาไหนหรือไม่ ทว่าทุกสิ่งล้วนมีเวลา แม้ลูกชายคนนี้ต้องรอเวลานานกว่าเทพเซียนจะประทานให้แต่จิ้งเส้าหวงก็เลิศล้ำสมแก่การรอคอย
เข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าเทพเซียนบรรจงปั้นแต่งให้อย่างดีเป็นเช่นไร...
บุตรชายคนนี้ทุกสิ่งอย่างดีเยี่ยมไร้ที่ติ มีเพียงข้อเดียวที่ทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้าก็คือเรื่องของสตรี
อาจเป็นเพราะในเยาว์วัยตนเองเลี้ยงดูเขาด้วยเงินตราและข้ารับใช้ จึงทำให้จิ้งเส้าหวงมีบางมุมที่แข็งกระด้างจนน่าเวียนหัว
จิ้งเกาเล่อมองบุตรชายที่กำลังขบคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นึกถึงเรื่องราวที่อาวุโสสามรายงานจึงกระตุกยิ้ม “สตรีแดนเหนือไม่ถูกใจหรือ”
“ขอรับ” จิ้งเส้าหวงตอบอย่างตรงไปตรงมา ยิ่งเห็นรอยยิ้มลี้ลับของบิดาก็ถอนใจแรงๆ
“ข้าเพิ่งยี่สิบห้า ยังห่างไกลกับท่านพ่ออยู่หลายขุม รออีกสักห้าปีก็ไม่ได้สายเกินไป” บรรพบุรุษตระกูลจิ้งล้วนมีบุตรโทนมาทุกรุ่น ต่อให้มีสตรีเรือนหลังมากมายเพียงใดสุดท้ายก็สามารถออกไข่มาได้เพียงฟองเดียวเท่านั้น
จิ้งเกาเล่อเพียงแค่หัวเราะกับถ้อยคำของจิ้งเส้าหวง เข้าใจกฎแห่งฟ้าและกงล้อของโชคชะตาที่มนุษย์เดินดินไม่อาจหยั่งถึงได้เป็นอย่างดี หากถึงเวลาเมื่อใดก็จะปรากฏออกมาเอง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกระมัง
ว่ากันว่ามารดาที่ขยันมักมีบุตรเกียจคร้าน จิ้งเกาเล่อก็เป็นเช่นนั้นแต่อาจจะสลับบทบาทกันสักหน่อย จิ้งเส้าหวงขยันขันแข็ง เฉลียวฉลาด คนแก่เช่นเขาจึงไม่ต้องร้อนใจหรือต้องคอยควบคุมจัดการกิจธุระในตระกูลมากนัก เพียงให้บุตรชายคอยจัดการก็หมดเรื่อง
จิ้งเส้าหวงรู้ว่าตอนนี้หากอยู่ที่นี่ต่อไปคงมิวายถูกบิดานำเรื่องบรรดาคุณหนูหรือการแต่งงานพูดออกมาไม่จบสิ้น ประสานมือขอตัวหลีกหนีอย่างรวดเร็ว
หลังจากมาถึงเมืองหลวงครึ่งเดือนก็ผ่านไปอย่างเรียบง่าย จิ้งเส้าหวงยังคงวุ่นวายกับกิจการร้านค้า ส่วนซิ่งหลิงก็ตั้งใจเรียนธรรมเนียมจากเหวินหวาเป็นอย่างดีจนกระจ่างแจ้งถึงการปฏิบัติตนในเมืองหลวง
“อี้ฉุนเจ้าไปรายงานพ่อบ้านสักหน่อยว่าข้าอยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”
“เจ้าค่ะ”
ไม่นานนักอี้ฉุนก็กลับเรือนมาพร้อมกับเซี่ยจี้ ซิ่งหลิงเห็นแล้วระเบิดเสียงหัวเราะยกใหญ่ หนก่อนยามอยู่แดนเหนือนางเคยขอคนจากจิ้งเส้าหวงให้ติดตามนางออกนอกคฤหาสน์ หนนั้นไม่เพียงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปซ้ำยังถูกใช้งานเสียด้วย ต่อมานางจึงแผลงฤทธิ์ออกไปข้างนอกโดยไม่แจ้งผู้ใด ทั้งยังไปกลั่นแกล้งผู้อื่นเข้า ไม่รู้ว่าหนนี้ที่จิ้งเส้าหวงให้เซี่ยจี้ติดตามเป็นเพราะห่วงใยหรือคิดให้เซี่ยจี้คอยห้ามปรามไม่ให้นางก่อเรื่องใหญ่โต
แต่หากให้คาดเดาดูแล้วคงเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า
“ไปถนนตะวันออกดีหรือไม่ขอรับ คฤหาสน์ตระกูลจิ้งอยู่ไม่ไกลตลาดตะวันออกนัก ที่นั่นมีสิ่งของงามๆ มากมายแม่นางต้องชอบมากแน่”
ท่าทางตื่นเต้นยินดีนี้ทำให้ซิ่งหลิงขบขัน ส่ายหัวเล็กน้อย ไฉนท่าทางของเซี่ยจี้ถึงได้ดูตื่นเต้นกว่านางนักเล่า
“ข้าจะไปตลาดตะวันตก” ซิ่งหลิงยกยิ้ม ใบหน้าเซี่ยจี้ที่แข็งค้างนี้ทำให้นางหลุดขำออกมาอีก มองรถม้าที่เคลื่อนมาจอดหน้าคฤหาสน์จึงมุดเข้าไปด้านในพร้อมกับอี้ฉุน
“ทำไมแม่นางถึงไปถนนตะวันตกหรือเจ้าคะ” อี้ฉุนอดถามออกมาไม่ได้
ซิ่งหลิงวันนี้สวมชุดสีเขียวผลแพรการตัดเย็บเรียบง่ายทว่ามีความประณีต ปิ่นประดับและต่างหูก็เน้นความเรียบง่ายเป็นส่วนใหญ่ ข้างเอวไม่แขวนหยกพกมองดูแล้วแม่นางซิ่งหลิงคล้ายอยากมาถนนตะวันตกตั้งแต่แรก ได้ยินว่าตลาดตะวันตกขายสินค้าให้กับชาวบ้านทั่วไป เต็มไปด้วยสินค้าแปลกตาจากพ่อค้าต่างแดน
“ข้าไม่ได้คิดเที่ยวเล่น”
อี้ฉุนนิ่งเงียบ ช้อนตาพิจารณาแม่นางตรงหน้าให้ละเอียดอีกครา แม่นางซิ่งหลิงอายุสิบเจ็ดสิบแปดแม้ไม่ใช่สาวน้อยแรกแย้มแต่ก็ไม่ใช่หญิงชราแก่หง่อม ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากนางสลับซับซ้อน บางครานางก็ดูสุขุมฉลาดเฉลียวจนน่าหวั่นเกรงแต่บางคราก็ดูใจร้อนมุทะลุไม่ต่างจากเด็กน้อย
แต่หากให้นิยามแม่นางซิ่งในหนึ่งประโยคก็คง...
เด็ดเดี่ยวและเข้มแข็ง
ซิ่งหลิงทอดสายตาผ่านหน้าต่างรถม้า มุมปากยกยิ้มน้อยๆ เมื่อรถม้าแล่นเข้ามายังถนนตะวันตก เด็กน้อยนุ่งกางเกงเปิดก้นวิ่งเล่นกันอย่างคึกคัก ดวงตาคู่งามอ่อนแสงลง
ตัวนางไม่ว่าจะชาติไหนก็ไม่เคยมีชีวิตวัยเด็กเช่นนี้...
[1] มะพลับนิ่ม หมายถึง คนอ่อนแอรังแกได้ง่าย