คำทำนายสื่อรัก

    ไอ้บ้า!

    ยามซื่อ(10.30) 
           กลุ่มคุณชายหานเดินทางมาถึงหน้าโรงเตี๊ยม ที่นั่งด้านหน้ามีลู่ชิงเทียน จางซิงอีและกลุ่มทหารเดินกันประปรายเพื่อตรวจตรารอบๆสถานที่
         “คุณชายหาน” จางซิงอีที่วันนี้สวมชุดสีดำเช่นเดิมเดินเข้ามาทักพร้อมรอยยิ้ม ยามนี้ทุกคนรับรู้แล้วว่าคุณชายท่านนี้หาใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่น่าจะเป็นขุนนางสักคนในราชสำนักเป็นแน่เพราะมีผู้ติดตามมากมายที่ไม่ปรากฏตัวเช่นเดียวกับองครักษ์
         “แม่นาง” ทักทายพร้อมมองไปยังบุรุษที่อุ้มกระถางดอกกุหลาบเมื่อวานเขม็ง..ราวกับอีกฝ่ายก็มิชอบหน้าตน
         “มาหาพวกเราที่นี่มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” 
         “ข้ามาหาแม่นาง.” 
          “คุณชายกลับไปเถิด เฟิ่งเซียนดื่มยาและนางนอนหลับไปแล้วและนี่หาใช่เรื่องที่ท่านจะต้องใส่ใจ” 
           “มิทราบว่าท่านคือ?” มุ่ยกงกงผู้ชอบสอบถามเอ่ยขึ้นแทรกก่อนที่จะมีเรื่องกับคนต่างแคว้น 
           “ข้าคือองครักษ์ของรัชทายาทเจ้าอี้หลิงนามและองค์ชายเจ้าหยางหลงแห่งชินอ๋องนาม ลู่ชิงเทียน” 
           “อ่อ..เช่นนั้นองค์หญิงเจ้าเฟิ่งเซียนก็คือบุตรสาวฝาแฝดคนน้องจากแคว้นเจ้า” มุ่ยกงกงถามซ้ำย้ำฐานันดรศักดิ์
           “เป็นเช่นนั้น ยามนี้นางต้องพิษเกสรดอกไม้นางมิอยากพบผู้ใดเชิญคุณชายกลับไปเถิด” 
            “อ่อ..เช่นนั้นรึ” เพ่ยหานหรงหรี่ตามองบุรุษตรงหน้าที่ทำท่าไล่เขาออกจากที่นี่ตลอดเวลา ‘องครักษ์ผู้นี้ทำท่าราวกับหวงนาง’ ใช่หรือไม่
          “ช่างพี่ชิงเทียนเถิด ยามนี้คุณชายหานว่างหรือไม่เจ้าคะท่านช่วยพาข้าเดินเล่นรอบบริเวณนี้ด้วยเถิดข้าเป็นคนต่างถิ่นมิค่อยคุ้นชินที่ทางแถวนี้นัก” จางซินอีชักชวนบุรุษแปลกหน้าที่ถูกใจเธอตั้งแต่วันวาน 
         “_” คุณชายหานผู้หล่อเหลามองสตรีใจกล้าชักชวนบุรุษ ในใจครุ่นคิดถึงกิริยาของนาง 'เหตุใดสตรีแคว้นนี้ถึงได้กล้าเอ่ยชวนบุรุษก่อน’ ละสายตามองขึ้นไปด้านบนของโรงเตี๊ยมที่ตัวเขาขึ้นไปส่งสตรีอัปลักษณ์เมื่อวาน ‘เจ้าเฟิ่งเซียนก็เช่นกัน’ “ได้สิ” บุรุษหล่อเหลาตอบตกลง สองมือไขว้หลังเดินนำออกไปไม่สนใจองครักษ์ที่ทำท่าทีรังเกียจเขาตั้งแต่เมื่อวาน
        จางซิงอียกยิ้มก้าวตามหลัง คำถามมากมายพรั่งพรูออกมา “คุณชายมีฮูหยินแล้วหรือไม่เจ้าคะ” ก้มหน้าลงเอียงอาย 
           ฝ่ายคนสนิทที่ติดตามด้านหลังต่างมองหน้ากัน สองคนสองวัยไม่นึกแปลกใจแม้เพียงนิดที่สตรีจะนิยมชมชอบนายเหนือหัวของตนเองเหตุเพราะพระองค์หล่อเหลาอย่างยากที่จะหาบุรุษใดมาเปรียบได้
          เพ่ยหานหรงมองคนที่เดินเคียงข้างอย่างไร้ความรู้สึก “มีอนุสามคนแต่ยังมิมีฮูหยิน” เขาตอบตามความจริงทั้งหมด 
          จางซิงอีตกใจในคำตอบเพราะท่านพ่อของนางมีท่านแม่เพียงคนเดียวเป็นภรรยาเอกและนางก็อยากได้คนรักเช่นนั้น 
         “เจ้าเล่ามีคู่หมายแล้วใช่หรือไม่?” 
         “ยังเจ้าค่ะข้ายังมิถึงวัยปักปิ่นจึงยังมิได้คิด” 
          “อ่อ” ฝ่ายบุรุษมิได้ถามสิ่งใดฝ่ายสตรีจึงมิได้ต่อความ ทั้งสี่คนเดินไปตามทางที่มีร้านรวงขายของ จางซิงอียังเด็กนางจึงแวะซื้อขนมหวานไปจนสุดเส้นทางจนมาถึงทางแยกด้านหน้าร้านบะหมี่ เสียงโวยวายดังขึ้น 
           “ว๊ายย!!ช่วยด้วยคนร้าย!!! ช่วยข้าด้วย!!” สตรีชราผู้หนึ่งร้องเรียกเสียงดังผู้คนแตกตื่นมองซ้ายมองขวาหาตัวคนร้ายที่วิ่งไวๆไปทางที่ถูกชี้ จางซิงอีบุตรสาวท่านแม่ทัพดึงกระบี่อ่อนข้างเอวออกมาสายตามุ่งมั่นกระโดดขึ้นไปตามหลังคาบ้านเรือนติดตามไปทันทีอย่างมิสนใจขนมทุกชิ้นที่นางหาซื้อมาเมื่อครู่ 
          เพ่ยหานหรงสั่งให้ต้าสึตามนางไปอย่าให้คลาดสายตา ในหัวสมองฮ่องเต้เช่นเขาครุ่นคิด “คิดเห็นอย่างไรมุ่ยกงกง” 
          “ไม่แน่ว่าจะเป็นนางพะยะค่ะ” 
          “_” ไร้เสียงตอบกลับมาจากบุรุษผู้สูงส่งเหนือผู้คนในแคว้น “นางยังเด็กและมันคงจะเป็นธรรมดาของบุตรสาวผู้มีบิดาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ความกล้าหาญเฉกเช่นบุรุษย่อมมีมากเป็นธรรมดา” 
          “แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่าอาจจะเป็นนางใช่หรือไม่พะยะค่ะ” 
          “_” ที่เหลือคงเป็นเรื่องของความรู้สึก เพ่ยหานหรงหันกลับไปทางโรงเตี๊ยมโดยไม่รั้งรอจางซิงอีและองครักษ์ของตนเพราะใจกระหวัดนึกถึงสตรีที่รอนแรมไปด้วยกันในคืนนั้น ขาแกร่งมุ่งหน้าไปยังที่พักฝั่งตรงข้ามกับโรงเตี้ยมเสี่ยวซื่อซึ่งก็คือโรงเตี๊ยมเสี่ยวซาน ทั้งสองโรงเตี๊ยมนี้มีเถ้าแก่เซียวเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว มุ่ยกงกงถูกสั่งให้ไปจองห้องพักบนชั้นห้าชั้นเดียวกันกับสตรีหน้าตุ่มแต่อยู่ฝั่งตรงข้ามและเหมาในระยะยาวอย่างไม่มึกำหนดการกระทำของฮ่องเต้ทำให้มุ่ยกงกงแปลกใจ
          ขันทีชรานั่งมองเจ้าเหนือหัวจิบสุราไปอย่างช้าๆ ตาคมมองหน้าต่างของโรงเตี๊ยมด้านหน้าคำตอบจากคำถามที่ว่าพระองค์มาทำสิ่งใดที่นี่ ..บุรุษหล่อเหลาตอบกลับมา.. ‘มาดูสตรีหน้าตุ่มเพียงครู่ถ้านางมิเป็นอะไรข้าจึงจะกลับ’ ขันทีชราคาดเดาได้ว่าสตรีหน้าตุ่มผู้นี้คือผู้ที่ตามหากุหลาบพันปีกับพระองค์เมื่อวันก่อนเป็นแน่ ‘องค์หญิงเจ้าเฟิ่งเซียน’ แต่ที่ยังไม่เข้าใจคือเหตุใดต้องเหมาชั้นมานั่งมอง ‘ความห่วงใยเช่นนี้คือเรื่องปกติงั้นรึ’
         หนึ่งชั่วยามที่ฮ่องเต้แคว้นเพ่ยนั่งอยู่ที่เดิมมิเคลื่อนไหว บานประตูฝั่งตรงข้ามจึงค่อยๆเปิดออกช้าๆ ราวกับรู้ว่ามีบุคคลกำลังเฝ้ารอ แอ้ดด!!! 
         สตรีรูปร่างอรชรในชุดสีฟ้าชะงักนิ่งไปเพียงครู่ก่อนจะยกยิ้มหวานจนตาปิดเอ่ยทักทายด้วยสภาพเนื้อตัวเป็นตุ่ม และหน้าผากบวมปูด คำแรกที่นางกล่าวออกมาผ่านผ้าปกปิดใบหน้าด้านล่าง “พี่หาน..ท่านคิดถึงสตรีหน้าตุ่มเช่นข้าจนทนไม่ไหวเลยรึ ท่านถึงได้มานั่งรอข้าอยู่ฝั่งตรงข้าม” 
          “55555” เพ่ยหายหรงหัวเราะออกมาสุดเสียง 
          ขันทีชรายกผ้าขาวขึ้นมาซับไปรอบๆหน้าผาก ‘สตรีผู้นี้มีร่างกายอรชรเย้ายวนแต่ใบหน้าของนางอัปลักษณ์จนสุดจะทน’ นี่หรือคือสตรีที่ฮ่องเต้ต้องลงมือปิดชั้นทั้งชั้นเพื่อเฝ้ามอง มุ่ยกงกงมีสีหน้าหวาดหวั่น 
        สตรีตรงข้ามนั่งเท้าคางมองบุรุษหล่อเหลาที่ตกระกำลำบากไปด้วยกันเมื่อวันก่อนอย่างชอบใจ..แต่ก็มิได้อยากเข้าใกล้เพราะ “พี่เจอสหายรุ่นน้องของข้าจางซิงอีรึยัง นางน่ารักยิ่งนักแถมยังเก่งกาจในเพลงกระบี่เทียบเท่ากับบุรุษ” 
          เสียงหัวเราะเงียบหายไปจากบุรุษฝั่งตรงข้าม “เจอแล้วอย่างไร” 
          “ดูเหมือนนางจะนิยมชมชอบพี่” นางเอ่ยคำออกมาตรงๆ
          “แล้วอย่างไร” กระดกจอกสุราเข้าปากมองสตรีปากกล้าที่คิดจะทำตัวเป็นแม่สื่อให้สหายรุ่นน้องของนางซึ่งเขามิได้ชื่นชอบนัก ‘มิรู้ว่าเพราะเหตุใด’ 
         “ก็ข้าอยากจะให้พี่พานางออกไปเที่ยวชมดูสถานที่น่าสนใจในแคว้นนี้อย่างไรเล่า พวกพี่จะได้พูดคุยกันมากยิ่งขึ้น” 
         “แล้วเหตุใดต้องพูดคุยมากขึ้น?” 
         “ก็เผื่อท่านจะยังมิมีฮูหยิน เผื่อจะพึงใจนางอย่างไรเล่า!!” เจ้าเฟิ่งเซียนตะโกนเสียงดังข้ามฟาก ผู้คนด้านล่างต่างก็เงยหน้าขึ้นมอง
        “แล้วมันเรื่องอันใดของเจ้าเล่า!!!” เพ่ยหานหรงตะโกนกลับไปสร้างความแปลกใจให้มุ่ยกงกงยิ่งนัก “ข้าจะคุยหรือไม่คุยกับผู้ใดเจ้าหาได้มีสิทธิ์มาสั่งข้า!!” 
          เจ้าเฟิ่งเซียนมีสีหน้ามืดครึ้มหอบหายใจอย่างโมโห ที่บุรุษผู้นี้กล่าวมานั้นไม่ถูกต้อง นางมิได้สั่งแต่นางแค่จะสื่อ ‘บ้าจริง’ เมื่อทนอึดอัดไม่ไหวนางจึงตะโกนด่าออกมาเป็นภาษาไทยเสียงดังลั่น “โว๊ย..ไอ้บ้า!!" แล้วนางก็ปิดประตูดัง ปั่ง!!!! 
          เพ่ยหานหรงทำสีหน้าโง่งมหันมองคนสนิทข้างกาย “นางพูดว่าอย่างไรนะ?” 
           “กระหม่อมมิทราบพะยะค่ะ” ขันทีชราทวนคำของนาง ‘อายบ้ารึ’ “หรือจะเป็นคำเฉพาะของแคว้นเจ้าพะยะค่ะ” 
         “งั้นรึ?” ใบหน้าคมคายมีแววครุ่นคิดก่อนจะนั่งจิบสุรามองผู้คนด้านล่างเพียงครู่เมื่อไม่เห็นสตรีหน้าตุ่มออกมาแล้วจึงเดินทางกลับเข้าวังหลวงไปแม้จะมิเข้าใจนักว่าทำไมถึงกลายมาเป็นฮ่องเต้เถียงกับสตรีอัปลักษณ์ได้…แต่ทุกอย่างมันก็เป็นไปแล้ว 
            ต้าสึกลับวังหลวงในอีกครึ่งชั่วยามต่อมาในสภาพเปียกไปหมดทั้งตัว สอบถามได้ความว่าโจรผู้นั้นขว้างถุงเงินของท่านป้าลงแม่น้ำ แม่นางจางซิงอีบอกเขาซึ่งเป็นบุรุษกระโดดลงไปงมเก็บมีนางนั่งมองและจิบชาอยู่ริมฝั่งอย่างสบายใจ 
     

    คล้ายกับเรื่องคำทำนายสื่อรัก ที่คุณอ่าน