สวะผู้นี้จะครองสวรรค์

    ตอนที่ 13(3) เดิมพันวามกระบวนท่า

    “เขาพูดว่า ถ้าตนไม่กลับมา ให้ข้านำของชิ้นหนึ่งไปมอบแก่หัวหน้าตระกูลฉิน”

    ฉินเฟิงกับพ่อบ้านลู่มองกัน

    “ของอยู่ที่ใด?”

    หญิงชรากล่าว

    “ใต้เตียง”

    ฉินเฟิงถามทันที

    “คนร้ายค้นบ้านหรือยัง?”

    “ข้าไม่รู้…”

    สีหน้าฉินเฟิงเปลี่ยน

    ถ้าคนร้ายรู้เรื่องของชิ้นนั้น อาจเอาไปแล้ว

    เขาหันหาพ่อบ้านลู่

    “ส่งคนกลับไปค้นเดี๋ยวนี้!”

    “ขอรับ!”

    แต่หญิงชรากลับพูด

    “ไม่อยู่บ้าน”

    ฉินเฟิงหยุด

    “ท่านบอกว่าใต้เตียง?”

    “ใต้เตียงมีช่อง”

    นางตอบ

    “แต่ของจริงข้าซ่อนไว้ในหมอน”

    ทุกคนเงียบ

    หญิงชรามองพวกเขา

    “อาเฉิงเคยบอกว่า ถ้ามีคนตามหา อย่าซ่อนในที่ที่เขาบอก”

    ฉินเฟิงอดชื่นชมไม่ได้

    อาเฉิงอย่างน้อยก็รู้ว่าตนกำลังเผชิญอันตราย

    “หมอนอยู่ที่บ้าน?”

    หญิงชราส่ายหน้า

    “ข้านำมาด้วยตอนคนของท่านพาข้าขึ้นรถ”

    พ่อบ้านลู่รีบไปหยิบ

    หมอนเก่าใบหนึ่งถูกนำมา

    หญิงชราชี้ตะเข็บ

    ฉินเฟิงใช้กระบี่เลาะ

    ด้านในมีผ้าห่อเล็ก ๆ

    เมื่อเปิดออก

    มีของสองอย่าง

    หนึ่งคือกระดาษพับ

    อีกหนึ่งคือเหรียญทองแดงรูปครึ่งวง

    ฉินเฟิงเปิดกระดาษ

    มีข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด

    ลายมือสั่น

    “ข้าอาเฉิง ถูกสั่งให้เปลี่ยนสมุนไพรหนึ่งชนิดในยาของหัวหน้าตระกูลฉิน ข้าไม่รู้ตอนแรกว่าจะทำให้พิษกำเริบ ผู้สั่งให้เงินข้าห้าร้อยเหรียญทองและขู่ว่าจะฆ่ามารดาหากไม่ทำ”

    บรรทัดต่อมา

    “คนที่พบข้าไม่เปิดเผยชื่อ แต่เขาถือเหรียญอีกครึ่งหนึ่งที่ประกบกับเหรียญนี้ได้”

    ฉินเฟิงมองเหรียญทองแดง

    พ่อบ้านลู่ถาม

    “ไม่มีชื่อ?”

    “ไม่มี”

    ฉินเฟิงพลิกกระดาษ

    ด้านหลังมีอีกหนึ่งบรรทัด

    “ข้าเคยเห็นคนผู้นั้นเข้าออกประตูหลังจวนตระกูลฉินในคืนก่อนส่งยา”

    บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนทันที

    คนในตระกูลจริง

    หรืออย่างน้อย ผู้ว่าจ้างมีความเชื่อมโยงกับคนในตระกูล

    พ่อบ้านลู่มีสีหน้าโกรธ

    “คุณชาย เราควรนำเรื่องนี้ไปแจ้งนายท่าน!”

    “ยังไม่ต้อง”

    ฉินเฟิงพับกระดาษ

    “ท่านพ่อเพิ่งฟื้น”

    “และหลักฐานนี้ยังชี้ไม่ได้ว่าเป็นใคร”

    “ถ้าเราเปิดเผยตอนนี้ คนเบื้องหลังจะรู้ว่าเรามีหลักฐาน”

    พ่อบ้านลู่พยักหน้า

    “แล้วทำอย่างไร?”

    ฉินเฟิงมองเหรียญครึ่งวง

    “ง่ายมาก”

    “ตามหาอีกครึ่งหนึ่ง”

    พ่อบ้านลู่ถาม

    “จะหาอย่างไร?”

    ฉินเฟิงไม่ได้ตอบทันที

    เขามองเสี่ยวเหลย

    มังกรน้อยกำลังดมเหรียญ

    จากนั้นจาม

    เปรี๊ยะ!

    ประกายสายฟ้าออกจากจมูก

    “กลิ่น”

    ฉินเฟิงถามในใจ

    “เจ้าจำได้?”

    “ได้”

    “ตามได้หรือไม่?”

    เสี่ยวเหลยดมอีกครั้ง

    “ใกล้ได้”

    ดวงตาฉินเฟิงสว่างขึ้น

    เหรียญนี้ถูกคนอีกฝ่ายถือร่วมกับครึ่งหนึ่งเป็นเวลานาน อาจมีกลิ่นโลหะ น้ำมัน หรือสมุนไพรบางชนิดเหมือนกัน

    เสี่ยวเหลยมีประสาทรับรู้เหนือสัตว์ทั่วไป

    นี่อาจใช้ได้

    แต่เขาไม่รีบออกตามกลางดึก

    คนร้ายรู้แล้วว่าผู้ปิดปากถูกจับก่อนถูกสังหาร

    คืนนี้ย่อมระวังตัวที่สุด

    ฉินเฟิงเก็บหลักฐาน

    สั่งให้พ่อบ้านลู่ดูแลหญิงชราในสถานที่ปลอดภัย

    จากนั้นกลับเรือน

    เมื่อประตูปิด เขาจึงเรียกกระถางดำออกมา

    วางกลางห้อง

    คืนนี้ยังเหลือเวลา

    เขาไม่คิดนอน

    ศัตรูกำลังเคลื่อนไหว

    อีกสามวันมีการประลองคัดเลือกสำนักเมฆาฟ้า

    และฉินเหว่ยอยู่ขั้นรับปราณขั้นเก้า

    นอกจากนี้ อัจฉริยะจากตระกูลอื่นอาจแข็งแกร่งกว่านั้น

    เขาต้องใช้ทุกช่วงเวลาให้คุ้มค่า

    ฉินเฟิงหยิบหญ้ามังกรอัสนีหนึ่งต้นออกมา

    ตามด้วยสมุนไพรที่มีอยู่ในถุง

    ตรวจทั้งหมด

    สามารถปรุงโอสถได้สองชนิด

    โอสถฟื้นวิญญาณเมฆา

    ช่วยฟื้นพลังวิญญาณและเพิ่มความแข็งแกร่งของดวงจิตทีละน้อย

    กับ

    โอสถชำระชีพจรอัสนี

    ช่วยเส้นชีพจรสายที่เก้าและสิบ

    เขาไม่คิดเพิ่มระดับพลังโดยตรง

    ขั้นเจ็ดเพิ่งมั่นคง

    สิ่งสำคัญกว่าคือเปิดเส้นชีพจรเพิ่ม

    และเพิ่มพลังวิญญาณ

    หากพลังวิญญาณสูงขึ้น ความสามารถด้านโอสถจะก้าวหน้าเร็วกว่าเดิม

    ฉินเฟิงจุดไฟ

    กระถางดำเริ่มร้อน

    เสี่ยวเหลยนั่งอยู่ข้าง ๆ

    ดวงตาทองมองสมุนไพร

    “กิน?”

    “ไม่ใช่ของเจ้า”

    มันมองหญ้ามังกรอัสนี

    “อันนั้นกินได้”

    “รู้แล้ว”

    ฉินเฟิงหยิบใบเล็กหนึ่งใบโยนให้

    เสี่ยวเหลยรับกลางอากาศ

    เคี้ยวอย่างพอใจ

    “พอ”

    มันมองต้นที่เหลือ

    “พอจริง ๆ”

    เสี่ยวเหลยจึงนอนลง

    ฉินเฟิงเริ่มหลอมโอสถ

    เปลวไฟไหลใต้กระถาง

    สมุนไพรชนิดแรกถูกใส่

    พลังวิญญาณแบ่งออก

    กลิ่นยาเริ่มลอย

    หนึ่งชั่วยามผ่านไป

    โอสถฟื้นวิญญาณเมฆาสามเม็ดสำเร็จ

    ความบริสุทธิ์แปดถึงเก้าส่วน

    ฉินเฟิงกินหนึ่งเม็ด

    ฤทธิ์ยาไหลขึ้นสู่ห้วงจิต

    พลังวิญญาณที่เหนื่อยจากทั้งวันได้รับการฟื้นฟู

    หมอกในห้วงจิตหนาขึ้นเล็กน้อย

    เขาไม่หยุด

    เริ่มหม้อที่สอง

    โอสถชำระชีพจรอัสนี

    ครั้งนี้ใช้หญ้ามังกรอัสนีเป็นแกน

    กระถางตอบสนองดีเป็นพิเศษ

    สายฟ้าเล็ก ๆ ไหลตามผิวกระถาง

    หลังผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม

    ปัง!

    ฝาเปิด

    โอสถสีม่วงสองเม็ดลอยขึ้น

    ฉินเฟิงรับไว้

    ความบริสุทธิ์เก้าส่วน

    ดี

    เขาไม่กินสองเม็ดพร้อมกัน

    เลือกหนึ่งเม็ด

    นั่งขัดสมาธิ

    กลืน

    ฤทธิ์ยาไหลลงสู่เส้นชีพจร

    สายที่เก้าซึ่งเปิดเกินครึ่งเริ่มตอบสนอง

    ฉินเฟิงหมุนคัมภีร์เก้าชีพจรคืนกำเนิด

    ไม่เร่ง

    ทีละส่วน

    สิ่งอุดตันในเส้นชีพจรถูกชำระ

    หนึ่งจุด

    สองจุด

    สามจุด

    ผ่านไปครึ่งชั่วยาม

    ตูม!

    เส้นชีพจรสายที่เก้าเปิดสมบูรณ์

    พลังปราณหมุนเวียนเร็วขึ้นทันที

    แต่ฤทธิ์ยายังเหลือ

    มันเริ่มไหลเข้าสู่สายที่สิบ

    ฉินเฟิงปล่อยให้ชำระเพียงเล็กน้อย

    เมื่อรู้สึกว่าร่างเริ่มเหนื่อย เขาหยุด

    ไม่ฝืน

    เปิดเก้าเส้นในระดับขั้นรับปราณขั้นเจ็ด

    เพียงพอแล้ว

    เขาลืมตา

    นอกหน้าต่างเริ่มมีแสงตะวันยามเช้า

    ผ่านไปทั้งคืน

    แต่ฉินเฟิงไม่รู้สึกอ่อนล้ามาก

    โอสถฟื้นวิญญาณช่วยไว้

    เสี่ยวเหลยหลับอยู่ข้างกระถาง

    ท้องกลมเล็กน้อยจากใบหญ้ามังกรที่กินไป

    ฉินเฟิงกำลังจะเก็บของ

    เสียงเคาะประตูก็ดัง

    “คุณชาย!”

    เป็นพ่อบ้านลู่

    น้ำเสียงเร่งรีบ

    ฉินเฟิงเปิด

    “เกิดอะไรขึ้น?”

    พ่อบ้านลู่ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่ง

    “มีคนพบศพอาเฉิงแล้ว”

    ฉินเฟิงรับ

    “ที่ไหน?”

    “แม่น้ำนอกกำแพงตะวันตก”

    “ตายเมื่อใด?”

    “หมอบอกประมาณเมื่อคืน”

    ฉินเฟิงไม่แปลกใจ

    คาดไว้แล้ว

    แต่พ่อบ้านลู่ยังไม่พูดจบ

    “และมีอีกเรื่อง”

    “ว่า”

    “เมื่อคืนมีคนเห็นรถม้าคันหนึ่งออกจากประตูหลังตระกูลเรา”

    ดวงตาฉินเฟิงเย็นลง

    “รถของใคร?”

    พ่อบ้านลู่ตอบช้า ๆ

    “เรือนอารอง”

    ฉินเฟิงเงียบ

    หลักฐานเริ่มชี้ทิศเดียวกัน

    แต่ยังไม่พอ

    “ใครเป็นคนเห็น?”

    “ยามประตูหลัง”

    “เชื่อถือได้หรือ?”

    “เขาอยู่กับนายท่านมาสิบปี”

    “รถออกเวลาใด?”

    “ประมาณหนึ่งชั่วยามหลังเรากลับตระกูล”

    ฉินเฟิงคำนวณ

    ใกล้กับเวลาที่นักฆ่าคนที่สองปรากฏเพื่อฆ่าปิดปาก

    บังเอิญเกินไป

    “ผู้ใดอยู่ในรถ?”

    “ยามบอกว่าม่านปิด มองไม่เห็น”

    “กลับเมื่อใด?”

    “ก่อนฟ้าสาง”

    ฉินเฟิงถาม

    “ตอนนี้อารองอยู่ที่ไหน?”

    “เรือนตนเอง”

    “ฉินเหว่ย?”

    “ลานฝึก”

    ฉินเฟิงพยักหน้า

    “อย่าเพิ่งทำอะไร”

    พ่อบ้านลู่ถาม

    “เราจะรอ?”

    “ไม่”

    ฉินเฟิงกล่าว

    “เราจะหาอีกครึ่งของเหรียญ”

    เขาเรียกเสี่ยวเหลย

    มังกรน้อยบินมาเกาะไหล่ด้วยท่าทางง่วง

    ฉินเฟิงนำเหรียญครึ่งวงออกมา

    “จำกลิ่นได้หรือ?”

    เสี่ยวเหลยดม

    “ได้”

    “ไปเดินเล่นกัน”

    พ่อบ้านลู่มองมังกรตัวเล็กอย่างสงสัย แต่ไม่ได้ถาม

    ฉินเฟิงเดินออกจากเรือน

    มุ่งไปยังลานกลาง

    ไม่แสดงท่าทีว่าจะไปสืบเรื่องใด

    ระหว่างทางทักทายคนรับใช้ตามปกติ

    เมื่อใกล้เรือนฉินซวนเฮ่อ เสี่ยวเหลยบนไหล่เริ่มขยับ

    จมูกดมอากาศ

    “มี”

    ฉินเฟิงไม่หยุด

    “ด้านไหน?”

    เสี่ยวเหลยหันหัว

    “ขวา”

    ทางขวาคือเรือนฉินซวนเฮ่อ

    ฉินเฟิงเดินต่อ

    ผ่านประตู

    เสี่ยวเหลยดมอีก

    “ชัด”

    ฉินเฟิงมีสายตาเย็น

    แต่ยังไม่เข้า

    ถ้าอีกครึ่งอยู่กับฉินซวนเฮ่อจริง เขาต้องเอาหลักฐานมาโดยไม่ให้อีกฝ่ายทำลาย

    ขณะนั้นเสียงหัวเราะดังจากลานฝึกใกล้ ๆ

    “โอ้ นี่มิใช่อัจฉริยะคนใหม่ของตระกูลเราหรือ?”

    ฉินเหว่ยเดินออกมา

    มีชายหนุ่มตระกูลฉินอีกห้าหกคนตามหลัง

    สายตาทุกคนมองฉินเฟิงแตกต่างกัน

    บางคนตกใจ

    บางคนอิจฉา

    บางคนไม่เชื่อ

    ฉินเหว่ยหยุดตรงหน้า

    “ได้ยินว่าเมื่อคืนเจ้ากลับมาก็วุ่นวายไปทั่ว”

    ฉินเฟิงมองเขา

    “เกี่ยวกับเจ้าหรือ?”

    “ข้าเพียงถาม”

    ฉินเหว่ยยิ้ม

    “อีกสามวันเราต้องประลองคัดเลือกเข้าสำนักเดียวกัน”

    “ข้าจึงอยากรู้ว่า ขั้นรับปราณขั้นเจ็ดของเจ้ามีพลังจริงเพียงใด”

    คนรอบข้างเริ่มสนใจ

    ฉินเฟิงตอบ

    “อีกสามวันเจ้าก็รู้”

    ฉินเหว่ยขยับขวาง

    “ไม่ต้องรอ”

    “ลานฝึกอยู่ตรงนี้”

    “ประลองกันสักสิบกระบวนท่า”

    ฉินเฟิงมองลาน

    จากนั้นมองฉินเหว่ย

    ระดับขั้นรับปราณขั้นเก้า

    สูงกว่าเขาสองขั้น

    ก่อนเข้าสนาม ช่องว่างนี้อาจเป็นปัญหา

    ตอนนี้?

    ฉินเฟิงกำลังจะตอบ

    เสี่ยวเหลยกลับส่งเสียงในจิต

    “กลิ่น!”

    “ที่ใคร?”

    มังกรน้อยหันไปทางคนกลุ่มนั้น

    จากนั้นดวงตาทองหยุดที่ชายคนหนึ่งด้านหลังฉินเหว่ย

    อายุประมาณยี่สิบ

    รูปร่างผอม

    ชื่อจากความทรงจำปรากฏ

    ฉินกัง

    คนสนิทของฉินซวนเฮ่อ

    เสี่ยวเหลยกล่าว

    “เหมือนเหรียญ”

    ฉินเฟิงมองฉินกัง

    อีกฝ่ายเห็นสายตาแล้วมีท่าทีผิดปกติเล็กน้อย

    เพียงนิดเดียว

    แต่ฉินเฟิงเห็น

    เรื่องน่าสนใจแล้ว

    เขาหันกลับมาหาฉินเหว่ย

    “เจ้าต้องการประลอง?”

    “ใช่”

    ฉินเหว่ยยิ้ม

    “กลัวหรือ?”

    ฉินเฟิงตอบ

    “ได้”

    คำเดียวทำให้คนรอบข้างตื่นเต้น

    ฉินเหว่ยเองไม่คิดว่าจะตอบรับง่าย

    “สิบกระบวนท่า?”

    ฉินเฟิงส่ายหน้า

    “ไม่จำเป็น”

    “หมายความว่าอย่างไร?”

    ฉินเฟิงเดินเข้าสู่ลานฝึก

    กระบี่อยู่ข้างเอว

    เสี่ยวเหลยบินไปเกาะราวไม้

    เขาหันกลับ

    “ถ้าเจ้ารับข้าได้สามกระบวนท่าโดยไม่ออกนอกวง”

    “ถือว่าเจ้าชนะ”

    ทั้งลานเงียบ

    จากนั้นเสียงฮือฮาดัง

    ฉินเหว่ยหน้ามืด

    “เจ้าว่าอะไร?”

    ฉินเฟิงชี้วงกลมกลางลาน

    “สามกระบวนท่า”

    “หากเจ้ายังยืนอยู่ในวง เจ้าชนะ”

    “หากออกนอกวง ข้าชนะ”

    ฉินเหว่ยหัวเราะด้วยความโกรธ

    “เจ้าคิดว่าขึ้นขั้นเจ็ดแล้วจะเหยียบหัวข้าได้?”

    แรงกดดันระดับขั้นรับปราณขั้นเก้าระเบิดออก

    ผู้เยาว์รอบลานถอย

    ฉินเฟิงเดินเข้าวง

    พลังขั้นรับปราณขั้นเจ็ดแผ่ออก

    แต่ปราณหนาแน่นผิดปกติ

    เส้นชีพจรเก้าสายทำให้การหมุนเวียนพลังเร็วกว่าเดิมมาก

    ฉินเหว่ยชักดาบ

    “ถ้าเจ็บหนัก อย่าโทษข้า!”

    ฉินเฟิงวางมือบนด้ามกระบี่

    “เข้ามา”

    ฉินเหว่ยพุ่ง

    “ดาบพยัคฆ์แยกศิลา!”

    ดาบฟันลง

    ฉินเฟิงไม่ชักกระบี่

    ก้าวเฉียง

    หลบ

    ดาบกระแทกพื้น

    ปัง!

    ฉินเหว่ยหมุนตัว

    ฟันขวาง

    ฉินเฟิงก้ม

    ผ่าน

    คนรอบข้างเริ่มเงียบ

    ความเร็วของฉินเฟิงสูงกว่าที่คิด

    ฉินเหว่ยโกรธ

    “เอาแต่หนีหรือ!”

    ฉินเฟิงตอบ

    “สองกระบวนท่าแล้ว”

    ฉินเหว่ยชะงัก

    คำท้าคือฉินเฟิงมีสามกระบวนท่าโจมตีเขา

    ไม่ใช่ให้เขาโจมตีสามครั้ง

    หมายความว่าฉินเฟิงยังไม่ได้ใช้แม้แต่หนึ่ง!

    เสียงหัวเราะบางส่วนดังจากรอบลาน

    ฉินเหว่ยหน้าแดง

    “เจ้าหาที่ตาย!”

    เขารวมพลังเต็ม

    ดาบสว่าง

    ฉินเฟิงกลับหยุดหลบ

    มือจับกระบี่

    พลังปราณจากเก้าเส้นชีพจรไหลพร้อมกัน

    อัสนีในโลหิตสั่น

    ชักกระบี่!

    เคร้ง!

    ประกายม่วงพุ่ง

    ฉินเฟิงตวาด

    “กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”

    ปลายกระบี่แทงตรงจุดอ่อนกลางท่าดาบ

    เคร้ง!

    ดาบฉินเหว่ยเบน

    แรงพุ่งทะลุทำให้แขนชา

    ฉินเฟิงไม่หยุด

    ก้าวเข้า

    ไหล่กระแทกอก

    ปึก!

    ฉินเหว่ยถอยสามก้าว

    เกือบออกวง

    แต่ยังยืนได้

    สีหน้าตกใจ

    คนรอบข้างเงียบสนิท

    หนึ่งกระบวนท่า

    ขั้นเจ็ดทำให้ขั้นเก้าถอยเกือบออกวง

    ฉินเฟิงยกกระบี่

    “ยังเหลือสอง”

    ฉินเหว่ยกัดฟัน

    “เมื่อครู่ข้าประมาท!”

    “คราวนี้ข้าจะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว!”

    เขาปักเท้า

    สองมือจับดาบ

    พลังทั้งหมดรวม

    ฉินเฟิงมองท่าทาง

    หากโจมตีตรงอีกครั้ง อาจผลักออกได้

    แต่เขาไม่ได้ต้องการเพียงชนะ

    เขาต้องการสร้างแรงสั่นสะเทือนให้คนในตระกูลเห็นชัดว่า

    ฉินเฟิงคนเดิมไม่มีอีกแล้ว

    และต้องการใช้การประลองนี้เข้าใกล้ฉินกังโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายสงสัย

    ฉินเฟิงลดตัว

    พลังอัสนีรวมที่ขา

    ครั้งนี้เขาไม่ใช้กระบี่ดาวตก

    ร่างพุ่ง

    ฉินเหว่ยตวาด

    “พยัคฆ์คำรามผ่าภูผา!”

    ดาบฟันตรง

    ฉินเฟิงพุ่งเหมือนจะชน

    แต่ก่อนปะทะ

    เท้าเปลี่ยนทิศ

    ร่างเลื่อนไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว

    ดาบพลาด

    ฉินเฟิงใช้สันกระบี่ฟาดข้อมือ

    ปึก!

    ดาบเกือบหลุด

    จากนั้นหมุนตัว

    ฝ่ามืออัสนีกระแทกหลัง

    เปรี๊ยะ!

    ฉินเหว่ยชา

    เซไปหน้า

    หนึ่งก้าว

    สอง

    ปลายเท้าเหยียบเส้นวงพอดี

    ยังไม่ออก

    ฉินเฟิงหยุด

    “สอง”

    ฉินเหว่ยหอบ

    เหงื่อเริ่มไหล

    ตอนนี้ไม่มีใครหัวเราะแล้ว

    ผู้เยาว์ทุกคนจ้องฉินเฟิง

    ความต่างสองขั้นเหมือนไม่มีอยู่

    ไม่สิ

    ฉินเฟิงกลับเป็นฝ่ายควบคุมทั้งหมด

    ฉินเหว่ยคำราม

    “กระบวนท่าสุดท้าย!”

    “ข้าจะรับให้ได้!”

    เขาถอยไปกลางวง

    ลดศูนย์ร่าง

    ใช้ดาบป้องกันหน้าอก

    ไม่คิดโจมตีแล้ว

    ขอเพียงไม่ออกวงก็ชนะตามเงื่อนไข..



    คล้ายกับเรื่องสวะผู้นี้จะครองสวรรค์ ที่คุณอ่าน