เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 ข้ายอมแพ้

            เมื่อรู้ว่าซูเฉินเทียนคือเด็กหนุ่มที่มองตนเองฝึกกระบี่ในวันนั้นเซียวเฉินอดรู้สึกดีต่อเขาไม่ได้

            “ศิษย์พี่ซู ข้าคิดจะแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านสักหน่อย”

            ซูเฉินเทียนมองเซียวเฉินแล้วยิ้ม “ศิษย์น้องเซียวเฉินหมายตาอันดับหนึ่งบนผังชางหวงหรือ?”

            เซียวเฉินผงกศีรษะ

            “ข้ารู้สึกว่าข้าอาจจะมีความสามารถนั้น”

            ซูเฉินเทียนมองศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งเข้าสถานศึกษาได้ไม่ถึงหนึ่งปีคนนี้ใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา “สมดังคำเล่าลือจริงๆ อายุเยาว์เปี่ยมพลังเหมือนข้าในตอนนั้น”

            “แต่หากมอบอันดับหนึ่งนี้ให้ เกรงว่าเจ้าคงแบกรับไม่ไหว ตอนนี้ข้าไม่ใส่ใจแต่คนที่อยู่ตำแหน่งด้านล่างข้าอาจใส่ใจ เขาถูกข้ากดข่มไว้สี่ปีแล้วและอยากดำรงตำแหน่งนี้มาตลอด”

            เซียวเฉินนิ่งอึ้ง

            “ลั่วเฉินอวี่หรือ?”

            ซูเฉินเทียนพยักหน้า

            พวกเขาสองคนได้รับการเรียกขานว่าดาวคนคู่ บุคคลอัจฉริยะไร้เทียมทานแห่งสถานศึกษาชางหวงแต่ลั่วเฉินอวี่กลับถูกซูเฉินเทียนกดศีรษะไว้เสมอมา เรื่องนี้ทำให้ลั่วเฉินอวี่ที่แข็งแกร่งมาโดยตลอดไม่ยินยอม ทว่าลั่วเฉินอวี่กลับไม่มีทางเหนือกว่าซูเฉินเทียนได้เลย

            ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเซียวเฉินจะได้อันดับหนึ่งนี้ไปหรือไม่ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรแต่หากได้มา เกรงว่าเขาจะต้องยุ่งยากไม่มีที่สิ้นสุด

            จุดนี้ แม้แต่ซูเฉินเทียนก็ยังปวดศีรษะ

            เซียวเฉินแย้มยิ้มอย่างไม่นำพา

            “หากข้าได้รับการยอมรับจากศิษย์พี่ซูเกรงว่าถึงตอนนั้นศิษย์พี่ลั่วก็น่าจะทำอะไรข้าไม่ได้”

            เห็นเซียวเฉินมีความมั่นใจเช่นนี้ ซูเฉินเทียนก็ไม่พูดมากอีก

            “หลายวันก่อน เห็นวิชากระบี่ของศิษย์น้องเล็กยอดเยี่ยมตอนนี้คิดจะขอคำชี้แนะสักครา”

            เซียวเฉินดวงตาเปล่งประกาย

            “มีความคิดเช่นนี้พอดี”

            ชิ้ง!

            กระบี่หนักเบิกฟ้าในมือหลุดจากฝัก แผ่อานุภาพกระบี่แข็งกร้าวแม้พยายามจะปิดบัง แต่ยังซ่อนเจตจำนงกระบี่อันไพศาลหนักหน่วงและความแหลมคมไว้ไม่อยู่ทำให้ซูเฉินเทียนส่งเสียงชมเชย

            “กระบี่ดี!”

            “ศิษย์พี่ซู ระวัง” เสียงเพิ่งสิ้นสุดเซียวเฉินก็ยกกระบี่หันปลายชี้ใส่เข่นฆ่าไป ทำลายสิ้นทุกสิ่ง ราวกับกระบี่ในมือของเซียวเฉินเป็นราชันแห่งกระบี่ที่ได้เปรียบทุกประตูแม้แต่ซูเฉินเทียนก็มีสีหน้าหนักใจและเริ่มทำตามกฎเกณฑ์

            ซูเฉินเทียนมองเซียวเฉิน แสงวิญญาณในมือวูบวาบ หอกยาวด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นตัวหอกเป็นสีทองทั้งชิ้น เมื่อซูเฉินเทียนกุมหอก สภาวะบนร่างก็เปลี่ยนไปทันควัน

            หากบอกว่าก่อนหน้านี้ซูเฉินเทียนเหมือนบัณฑิตหล่อเหลาสง่างามเช่นนั้นเขาในเวลานี้ก็ประดุจราชันผู้ดูแคลนทวยราษฎร์เทพแห่งสงครามผู้ใช้กลยุทธ์เชื่อมแนวขวางประสานแนวดิ่ง [1]

            หอกทองพลันทิ่มแทงอย่างหนักหน่วงคราหนึ่งแสงเสวียนแต่ละสายกลายเป็นลูกศรยิงออกไปจำนวนมากเซียวเฉินร่ายรำเบิกฟ้าในมือทำลายแสงเสวียนทั้งหมด จากนั้นสะอึกเข้าหาซูเฉินเทียน

            ตูม!

            สะเก็ดไฟกระจายรอบด้าน พลังเสวียนสั่นสะเทือน

            เซียวเฉินลอยคว้างออกไป ส่วนซูเฉินเทียนก็ถอยหลังหลายก้าว มองเซียวเฉินและกระบี่ในมือเขาดวงตาฉายแววตกตะลึง

            “ศิษย์น้องเซียวเฉินมีเรี่ยวแรงเทพ!”

            สมกับเป็นซูเฉินเทียนมองแวบเดียวก็ดูความไม่ธรรมดาของกระบี่ในมือเซียวเฉินออก กระบี่เล่มนี้แม้ไม่แตกต่างจากกระบี่ทั่วไปมากนักแต่กลับหนักอย่างประหลาด อย่างน้อยมีสี่ห้าพันชั่ง ต้องรู้ก่อนว่า ขั้นตานฟ้ามีเรี่ยวแรงสามพันชั่งก็ถือว่ามีแรงมหาศาลแล้วทว่าเซียวเฉินถึงกับร่ายรำกระบี่หนักขนาดนี้ได้ด้วยมือเดียวโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีเรียกได้ว่ามีเรี่ยวแรงเทพ!

            พละกำลังเช่นนี้บวกกับความดุดันของเซียวเฉินแม้แต่ซูเฉินเทียนก็ต้านรับไม่อยู่ หากมิใช่ถ่ายเรี่ยวแรงทั้งหมดลงพื้นเกรงว่าพลังมหาศาลห้าพันชั่งก็เพียงพอจะทำให้เขาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

            ในขณะเดียวกับที่ชื่นชมเรี่ยวแรงของเซียวเฉินอยู่นั้น เขาก็ชื่นชมความสามารถของเซียวเฉินเช่นกัน

            เซียวเฉินยังไม่ย่างเข้าสู่เก้าชั้นฟ้าก็มีความสามารถถึงเพียงนี้หากคนทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกัน เกรงว่าเขาคงไม่ได้เปรียบ

            “ศิษย์พี่ซูชมเกินไปแล้ว”

            เซียวเฉินยิ้ม จากนั้นกระบี่ในมือมีแสงวูบวาบเซียวเฉินเป็นฝ่ายบุกจู่โจมอีกครั้ง แสงเจิดจรัสวิบวับ ดูเหมือนงดงาม ทว่าความเป็นจริงเจตนาสังหารกลับหนาแน่นโจมตีเป็นชุดๆ

            กระบวนท่าแรก ใบไม้ร่วงพันสารท ประกายวาบห่านป่าตื่น

            เซียวเฉินกุมกระบี่ใช้คัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ทันทีเนื่องจากรู้สึกได้รางๆ ว่าซูเฉินเทียนอยู่เหนือขั้นตานฟ้าไปแล้ว ดังนั้น เขาจึงลงมือด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดโดยไม่กล้าออมรั้งยั้งมือ!

            ซูเฉินเทียนก็ไม่หลบเลี่ยง ใช้หอกยาวในมือโจมตีไปจุดที่ปลายหอกจิ้มแต่ละครั้ง มีบงกชสีทองผุดขึ้น บงกชสีทองค่อยๆ ผลิบานดูเหมือนเฉิดฉัน ทว่าความจริงกลับแกร่งกร้าวกระบวนท่านี้แม้แตกต่างแต่ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับกระบวนท่าแรกในคัมภีร์กระบี่ทัณฑ์สวรรค์ของเซียวเฉิน

            “หอกศึกบงกชทอง บงกชทองสงครามทวยเทพ!”

            ซูเฉินเทียนใช้หอกศึกบงกชสีทองกวาด ยิงบงกชสีทองออกมาเป็นสายๆทันใดนั้นก็ระเบิดออกกลางอากาศ เกิดพลังทำลายล้างไร้ผู้ต่อต้าน เงาร่างของเซียวเฉินไหววูบร่ายรำเบิกฟ้าทำลายบงกชสีทองทันใดแล้วขยับกายหลบเลี่ยง

            แม้ว่าเคล็ดวิชาสองแขนงจะยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน แต่ใบไม้ร่วงพันสารทประกายวาบห่านป่าตื่นของเซียวเฉินมีประสิทธิภาพจู่โจมสังหารในคราเดียวส่วนบงกชสีทองรบสวรรค์ของซูเฉินเทียนกลับเข่นฆ่าเป็นวงกว้าง!

            แม้ว่าทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่าง แต่พลังทำลายล้างใกล้เคียงกันยากแบ่งแยกสูงต่ำ วิชากระบี่ของเซียวเฉินพัฒนามาจากเคล็ดวิชาขั้นศักดิ์สิทธิ์ส่วนเคล็ดวิชาของซูเฉินเทียนก็ไม่อ่อนด้อยเช่นกันเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาไม่กี่ชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเคล็ดวิชาขั้นนิลระดับสูงสุดของหอเคล็ดวิชาแห่งสถานศึกษาชางหวง

            ตูม!

            ครืนครัน!

            รังสีกระบี่ผ่าทลายบงกชทอง ส่วนบงกชทองก็ทำลายรังสีกระบี่ แต่อานุภาพที่หลงเหลือยังแข็งแกร่งดังเดิม สะเทือนจนแขนของเซียวเฉินชาหนึบต้องถอยหลังติดๆ กัน แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนซูเฉินเทียนกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิมในที่สุดก็แสดงสีหน้าตกตะลึง

            “ศิษย์น้องเซียวเฉินมีความสามารถนัก ข้าในตอนนั้นยังหลีกทางให้แทบไม่ทัน”ซูเฉินเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ แสงเสวียนบนร่างราวกับมีและไม่มี แผ่ออกทั้งหมดปกป้องเขาไว้ภายใน ใช้ได้ทั้งรุกและรับ

            “เทียบกับศิษย์พี่แล้วยังต้องพัฒนาอีกมาก” ยากนักที่เซียวเฉินจะถ่อมตนทุกคนที่อยู่ด้านล่างกลับสงบใจไม่ได้

            “ไม่ถูกสิ ขนาดผู้อาวุโสสามเจ้าบ้าเซียวเฉินยังกล้าเถียงเหตุใดจึงถ่อมตนต่อหน้าซูเฉินเทียน?”

            “เซียวเฉินคนนี้ไม่ธรรมดาจู่โจมและตั้งรับกับศิษย์พี่ซูเฉินเทียนหลายครั้งขนาดนี้ ถึงกับยังไม่พ่ายแพ้!”

            “เซียวเฉินแข็งแกร่งมาก”

            นี่คือศิษย์สตรีคนหนึ่ง รูปโฉมโดดเด่น เป็นสาวน้อยจากตระกูลเล็กๆสายตาที่มองเซียวเฉินเปล่งประกายวิบวับ ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำงามจับใจคน

            “ศิษย์พี่เซียวเฉินร้ายกาจนิดหน่อย”

            ศิษย์สตรีอีกคนหนึ่งส่งเสียงอีก “ร้ายกาจมาก”

            “...”

            ซูเฉินเทียนได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านล่างเวทีก็มองเซียวเฉินเลิกคิ้วอมยิ้มกล่าว “ฮ่าฮ่า ศิษย์น้องเซียวเฉินได้รับความนิยมมากกว่า”

            เซียวเฉินลูบคาง

            “ยังใช้ไม่ได้ก็มีแฟนคลับที่จงรักภักดีหลายคนแล้ว?”

            ว่าแล้วก็เคลื่อนไหวหลอกล่อ จ่อคมกระบี่ปานเบิกภูผาทลายศิลา

            กระบวนท่าที่สอง มังกรตระหนกพิโรธ เก้าชั้นฟ้าเปี่ยมวายุคลั่งและอสนีบาต!

            ทันใดนั้น พลังสายฟ้าแผ่ขยายจากคมกระบี่ แสงวูบวาบดับลงอสุนีบาตไหลเวียนไม่ขาดตอนดั่งอสรพิษสายฟ้า บ้าคลั่งสุดขีดเซียวเฉินฟันลงกลางอากาศ ยิงวิชชุควบคู่กับรังสีกระบี่เข่นฆ่าไปอสรพิษสายฟ้าพัวพัน ไร้จุดอ่อนให้จู่โจม

            “มาได้ดี”

            ซูเฉินเทียนตวาดลั่น หอกศึกบงกชทองสะบัด แสงเสวียนกลายเป็นแสงทองเป็นสายๆ แสงทองกลายเป็นหอขนาดเล็กทะยานฝ่าอากาศไปแต่ทุกคนที่อยู่ด้านล่างต่างรู้สึกได้ถึงพลังกำราบอันแข็งแกร่งขุมหนึ่ง

            “หอกทองหอทองสยบแผ่นดิน!”

            ตูม!

            เสียงดังสนั่น แสงรัศมีกลืนกินคนทั้งสอง ทุกคนกลั้นหายใจ จะจบแล้วหรือใครเป็นผู้ชนะกันแน่

            แสงรัศมีเลือนหาย เงาร่างของคนทั้งสองปรากฏขึ้น

            ทุกคนเห็นฉากนั้นก็เบิกตาโตมองคนทั้งสองบนเวทีประลอง

            เห็นหอกจ่อตรงลำคอของเซียวเฉิน อีกนิดเดียวก็จะแทงทะลุคอหอยส่วนกระบี่หนักเบิกฟ้าของเซียวเฉินก็จ่ออยู่ตรงส่วนท้องของซูเฉินเทียนหากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจเลือดตกยางออกได้

            คนทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม

            “ข้าแพ้แล้ว”

            ซูเฉินเทียนเอ่ยปาก เซียวเฉินนิ่งอึ้ง หากจะแยกแพ้ชนะกันจริงๆคนอื่นไม่รู้ แต่เซียวเฉินต้องรู้แน่นอน ซูเฉินเทียนไวกว่าตนเองหนึ่งก้าว

            ตนเองสมควรแพ้ถึงถูกต้อง!

            แต่คำพูดต่อมาของซูเฉินเทียนกลับทำให้ทุกคนสูดลมหายใจหนาวเหน็บ

            “ศิษย์น้องเซียวเฉิน ข้าแพ้แล้วจริงๆ เพราะข้าอยู่ขั้นเสวียนฟ้า!”

            ไม่เพียงเซียวเฉิน แม้แต่ทุกคนที่อยู่ด้านล่างเวทีก็ตกใจสุดขีด

            ซูเฉินเทียนถึงกับอยู่ขั้นเสวียนฟ้าแล้ว ส่วนเซียวเฉินอยู่ขั้นตานฟ้าแปดชั้นฟ้าระดับสูงสุดถึงเป็นการศึกษาชี้แนะ แต่ประสบความสำเร็จได้ภายใต้ระยะห่างขนาดนี้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสามารถของเซียวเฉินได้แล้ว

            “เจ้าแบกรับตำแหน่งอันดับหนึ่งของสถานศึกษาชางหวงได้”

             ---

            [1] กลยุทธ์เชื่อมแนวขวางประสานแนวดิ่งเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองในสมัยจั้นกั๋ว

    คล้ายกับเรื่องเหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน