สวีฝูหรงและลูกชายสวีซือซงยืนรอสวีเหมยฮวาอยู่หน้าบ้านด้วยความกระวนกระวายใจพอเห็นรถม้าวิ่งมาแต่ไกล สวีฝูหรงยิ่งตื่นเต้น กลัวไม่ใช่ลูกสาวของนาง
“ท่านแม่ อาซือ”
“ฮวาเอ๋อร์/พี่ใหญ่”ฉงฉงประคองสวีเหมยฮวาลงจากรถม้า ช่วยกันขนของเพียงน้อยนิดเข้าบ้าน
“ไม่กลับไปแล้วใช่ไหมขอรับ”
“พี่หย่าแล้ว”สวีเหมยฮวามองบ้านหลังเล็กแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นหลังเดิม
หมู่บ้านเกาเซิงอยู่ห่างจากตัวเมืองเฉียงฉู่เพียงครึ่งชั่วโมงดังนั้น หลังแต่งงานสวีเหมยฮวาสามารถเดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัวได้บ่อยครั้งแต่สำหรับนางในตอนนี้นี่คือครั้งแรกที่เห็นบ้านหลังนี้จริง ๆไม่ใช่ความคุ้นเคยในความทรงจำ
ฐานะครอบครัวสวีไม่ได้ลำบากขนาดที่ต้องอดมื้อกินรั้วบ้านสร้างจากอิฐสูงท่วมหัวเพื่อความปลอดภัยเวลาหัวหน้าครอบครัวไม่อยู่ตัวบ้านสร้างจากไม้เนื้อดี 3 ห้องนอน หนึ่งห้องโถง หนึ่งห้องเก็บของ ห้องครัวข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าแม้ไม่ได้หรูหราแต่ล้วนเป็ของดีพื้นที่บ้านยังกว้างพอให้ได้ปลูกผัก ที่ดิน 2 ไร่ข้างบ้านก็เป็ของครอบครัวสวีเช่นกัน
งานเลี้ยงเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่นเสียงพูดคุยไถ่ถามเื่ราวใน่เวลาที่ไม่ได้เจอกันดังมาถึงด้านนอกเป็ระยะกระทั่งควรแก่เวลาแยกย้ายพักผ่อน
“โชคชะตา หรืออะไรกันแน่...” สวีเหมยฮวาพึมพำออกมา
“นี่คือมิติดอกเหมย ถือว่าเป็คำขอโทษจากพวกเราแค่นึกถึงก็สามารถเข้าได้แล้ว ขอโทษนะ ความผิดพวกเราเอง ขอให้เธอโชคดี”
“ใช่ ๆ ตอนนั้นมันเป็อุบัติเหตุผิดพลาดนะ”
“ห้ามด่าพวกเราอีกเด็ดขาด”
“ไม่ใช่ฝันจริง ๆ ด้วย” คราแรกนางยังนึกว่าเป็ห้วงจิตสุดท้ายก่อนความตายพอผ่านไปหลายวันจึงเริ่มเข้าใจบางอย่าง เหตุผล ความไม่เข้าใจมากมายยังไม่ได้คำตอบ
“มิติดอกเหมยคืออะไร..” พรึบ!
“เฮ้ย!!” แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างบางชั่วพริบตา สวีเหมยฮวามายืนอยู่บนพื้นที่กว้างแห่งหนึ่งสายตานางกวาดมองรอบ ๆ
“อะไรเนี่ย...”หญิงสาวใกับภาพตรงหน้า ตำหนักหลังใหญ่ตั้งตระหง่าน ดอกเหมยหลายสิบต้นกำลังผลิบานส่งกลิ่นหอมด้านหลังเป็ูเาเขียวขจีมีลำธารไหลผ่านข้าง ยาวไปจนถึงบึงน้ำด้านหน้าแปลงผักเขียวขจี นาข้าวเหลืองอร่าม ต้นไม้หลากชนิดหลายสิบต้นกำลังออกดอกติดผล
“นี่มันเหมือนภาพวาดของเราตอนเด็ก ๆเลยนี่..” คิดได้ดังนั้นสวีเหมยฮวารีบเดินเข้าตำหนัก พอเปิดประตูเข้าไปเป็อย่างที่นางคิดจริงๆ
ภาพตามจินตนาการในวันเด็กกลับเป็จริงตรงหน้าผิดแผกแค่กระท่อมหลังเล็กกลายเป็ตำหนักหลังใหญ่ จินตนาการตอนนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนบ้านหลักเล็ก ร้านขายทุกอย่างที่้า สวนผัก นาข้าว ปลูกผลไม้ที่ทุกคนชอบอยากได้อะไรก็หาได้ทันที พ่อกับแม่ไม่ต้องออกไปทำงานข้างนอกมีเวลาอยู่ด้วยกันไปตลอด
ตัวสวีเหมยฮวาในชาติก่อนก็ไม่ได้ลำบากคนหาเงินเข้าบ้านหลัก ๆ คือบิดาส่วนมารดาเป็แม่บ้านทำอาชีพเสริมแก้เหงาระหว่างดูแลลูกสาวอย่างนาง
หลังเกิดอุบัติเหตุสวีเหมยฮวาได้รับเงินประกันชีวิตและเงินชดเชยจากคู่กรณีจำนวนมากพอที่จะทำให้ตำรวจสงสัยว่าอุบัติเหตุครั้งนี้อาจเป็การวางแผนโดยน้องสาวมารดาที่มีชื่อเป็ผู้จัดการมรดกกว่าทุกอย่างจะคลี่คลายกินเวลานานถึงสองปี พอคดีสิ้นสุดน้าสาวได้รับนางไปอยู่ด้วย
ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีเมื่อนางได้รับความสามารถพิเศษสามารถจดจำทุกอย่างได้ขอเพียงผ่านตาหรือได้ยินผ่านหูตัวนางในตอนนั้นไม่ได้รู้ทันทีแต่ค้นพบตอนอายุ 12
หลังพิสูจน์จนแน่ใจ นางเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองการเปลี่ยนแปลงทำให้น้าสาวยิ้มทั้งน้ำตา และคิดว่าพ่อกับแม่คงไม่อยากให้นางจมอยู่กับความเศร้าไปตลอดชีวิต
ตอนอายุ 15สามารถสอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ ปริญญาใบแรกตอนอายุ 18ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ระหว่างเรียนได้ทำงานพิเศษไปพร้อมกัน น้าสาวคอยอยู่ข้างๆ สนับสนุนสิ่งที่เธอทำเต็มที่ สวีเหมยฮวาขอบคุณและรักน้าสาวมากหากไม่มีน้าสาวชีวิตนางคงไม่รู้จะเดินไปทางไหน
สวีเหมยฮวาใช้ชีวิตอย่างอิสระในเื่ส่วนตัวและมีระเบียบวินัยในการทำงานเข้ากับคนอื่นได้ง่ายแต่ไม่ชอบความวุ่นวาย อาจเพราะอาการป่วยโดยเฉพาะโรคแพนิคที่ยังเกิดขึ้นบ้างในบางครั้งส่วนโรคซึมเศร้าไม่จำเป็ต้องทานยาเป็ประจำเหมือน่แรก แต่ยังติดตามอาการเป็ระยะ
หลังคว้าปริญญาตรีใบที่สองปริญญาโทใบแรกมาได้ตอนอายุ21 สวีเหมยฮวาออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์แรงบันดาลใจในการทำงานนานถึงสองปี ตอนนั้นคือ่เวลาที่นางได้รู้จักสามี แต่งงานในวัย27 ตกแม่น้ำในวัย 35 พอดิบพอดี
“บ่อน้ำร้อน!” สวีเหมยฮวาไม่รอช้า ร่างบางที่เหนื่อยล้ามาหลายวันรีบถอดเสื้อผ้าชำระร่างกายด้วยสบู่กลิ่นหอมก่อนลงแช่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติกลางสวนในส่วนที่ติดอยู่กับห้องน้ำด้านในทันที
“อ่า...สบายจัง” สวีเหมยฮวาหลับตาลงความอุ่นกำลังพอดีช่วยผ่อนคลายร่างกายที่ได้รับาเ็ทั้งภายในภายนอก ดอกไม้ข้างรั้วไม้ไผ่สูงกำลังบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมเคล้าคลอไปกับต้นดอกเหมยที่อยู่ข้างบ่อน้ำร้อน
ลูกแม่.. ฝ่ามือนุ่มวางบนหน้าท้องแบนราบ แม้อายุครรภ์เพียงแค่เดือนกว่า ยังไม่ได้ผูกพันมากมายแต่สายใยความเป็แม่รุนแรงสะท้านในอก
เหตุผลที่สวีเหมยฮวา้าหย่าไม่ใช่แค่การสูญเสียลูกในครรภ์ทว่าสามีหลีอี๋เจ๋อมีหน้าตาเหมือนกับสามีในชาติก่อนแทบจะทุกอย่าง
ถ้าถามว่าการตัดขาดครั้งนี้อดีตมีผลมากแค่ไหนนางสามารถตอบได้ทันทีว่ามาก สวีเหมยฮวาไม่อยากอยู่กับผู้ชายที่ไม่ซื่อสัตย์แม้ธรรมเนียมที่นี่สามีสามารถมีภรรยาหลายคน นางไม่ใช่คนใจกว้างขนาดทำใจแบ่งสามีให้คนอื่นได้และตระกูลจิวไม่ยอมให้ลูกสาวคนเดียวแต่งเข้ามาเป็ภรรยารองแน่ ๆ
“ในเมื่อไม่รักข้าทำไมต้องแต่งงานกับข้าด้วย..” สวีเหมยฮวาปาดน้ำตาออก สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่คล้ายกับบอกตัวเองว่าต่อจากนี้นางจะไม่มีวันอ่อนแออีกเด็ดขาด
“เหมยฮวาเอ๋ยเหมยฮวาจำเอาไว้เป็บทเรียน ผู้ชายไม่ได้ดีเหมือนท่านพ่อทุกคน” ดวงตาแน่วแน่จ้องมองไปยังดอกโบตั๋นสีแดงสดอดีตคืออดีต สูญเสียไปไม่อาจเรียกคืนในเมื่อตัดสินใจออกมาควรเริ่มต้นใหม่ในแบบที่ตัวเอง้า
ร่างระหงลุกจากบ่อน้ำร้อนความเหนื่อยล้าหายไปเป็ปลิดทิ้ง มือขาวหยิบชุดคลุมมาสวมเดินสำรวจบ้านตรงกลางคือส่วนห้องโถง ด้านหลังคือห้องครัวใหญ่สองแบบ พอเดินมาทางปีกซ้าย สวีเหมยฮวาต้องใอีกครั้งเมื่อห้องแต่ละห้องคือร้านสะดวกซื้อที่มีทุกอย่างวางขาย
“บ้าไปแล้ว” ใช่ถ้าคนให้ไม่บ้าก็แปลว่านางอาจบ้าคิดไปเองแน่ ๆ
“มิติดอกเหมยงั้นหรือ..” สวีเหมยฮวานึกถึงรอบตำหนักมีต้นเหมยกำลังออกดอกส่งกลิ่นหอมหลายสิบต้น
“นี่มันป่าดอกท้อ...ไม่ใช่สิป่าดอกเหมยชัด ๆ” ยิ่งเดินสำรวจ ใบหน้าหญิงสาวยิ่งยิ้มกว้างขึ้นความเศร้าเมื่อครู่ปลิวหายไปสายลมชั่วขณะ
สวีเหมยฮวาไม่รู้ว่านางใช้เวลานานแค่ไหนในการสำรวจตำหนักใหญ่ทั้งหมดที่รู้ ๆ คือข้าวของในโลกก่อนสามารถหาได้จากตำหนักนี้เหมือนกับจินตนาการวัยเด็กหรือบางทีอาจมากเกินกว่าจินตการที่้าก็ว่าได้ พอถึงเวลาสมควรนางกลับออกมาจากมิติดอกเหมยฉงฉงยังคงหลับสนิทอยู่ข้างเตียง
“ให้คนมาต่อเติมห้องอีกสักห้องดีไหมนะจะได้ทำห้องน้ำด้วย”
เช้าวันถัดมา....
“ท่านแม่ ข้าอยากต่อเติมบ้าน”
“ต่อเติมบ้าน?”
“ข้าอยากสร้างห้องให้ฉงฉง ทำห้องน้ำใหม่ด้วย”
“บ่าวนอนบนพื้นได้เ้าค่ะ”สวีเหมยฮวาปรายตามองฉงฉง
“ข้า...ข้าน้อยนอนบนพื้นได้เ้าค่ะ” การเปลี่ยนแปลงชั่วข้ามคืนฉงฉงไม่อาจทำใจให้ชินได้นางถูกซื้อมาในฐานะทาสตอนอายุ 7 ขวบ ตอนนี้อายุ 15 ความเคยชินตลอด 8ปีไม่อาจเปลี่ยนได้ชั่วพริบตาแน่นอน
“ตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวคิดว่าช่างในหมู่บ้านคงมีเวลาสร้างให้ อาซือทานข้าวเสร็จไปเรียกลุงหวังมาให้หน่อย”
“ขอรับท่านแม่” ฉงฉงมองทั้งสามด้วยความซาบซึ้ง ตอนอยู่สกุลหลีนางได้รับการปฏิบัติไม่ดีเท่าไหร่ว่ากันตามจริงนางคือทาสระดับต่ำสุดในบ้าน
ดังนั้นหลีฮูหยินจึงได้ส่งนางมาปฏิบัติฮูหยินน้อยเพื่อหยามเกียรติหรือนัยหนึ่งบอกว่านางคือฮูหยินน้อยที่แม่สามีไม่ยอมรับและมีฐานะไม่ต่างอะไรจากสาวใช้ระดับต่ำ
สายวันเดียวกันช่างหวังซานซูได้มาดูบ้านเพื่อปรับปรุงใหม่และซ่อมแซมต่อเติมบ้านบางส่วนไปพร้อมกัน ส่วนห้องนอนต่อเติมใหม่ไม่ใช่เื่ยากที่ช่างหวังสงสัยคือส่วนห้องน้ำที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
สวีเหมยฮวา้าห้องน้ำคล้ายยุคโรมันโบราณฐานก่ออิฐปิดด้วยฝาไม้ ต่อท่อหาบ่อเกรอะที่สร้างอยู่นอกกำแพงบ้าน ยังไงเสียที่ดินข้างบ้านก็เป็ของบ้านสวีอยู่แล้ว
ต่อเติมบ้านไม่ได้ใช้เงินมากเหมือนสร้างใหม่สวีเหมยฮวาใช้เงินสินเดิมตอนแต่งงานมาใช้จ่ายตรงส่วนนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่นางอยากให้ฉงฉงมีห้องส่วนตัวเพื่อที่จะได้เข้าออกมิติเหมยฮวาได้สะดวกไม่ต้องคอยกังวลว่าฉงฉงจะตื่นมากลางดึกแล้วไม่เจอนางระยะเวลาต่อเติมรวมสร้างห้องน้ำใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนเท่านั้น
ชีวิตที่ไม่ต้องตื่นมาคอยสังเกตสีหน้าคนในทุกเช้าบวกกับรอยยิ้มเสียงหัวเราะจากครอบครัวเป็สิ่งที่เยียวยาจิตใจให้หายจากความเศร้าได้ดีที่สุดถึงบางครั้งจะได้ยินเสียงซุบซิบนินทาดังเข้าหู หากเราไม่เก็บมาใส่ใจปล่อยวางได้ ใจเราย่อมไม่เป็ทุกข์
“ท่านแม่ข้าวนี่อีกครึ่งเดือนน่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้วมั้ง”
“เก็บถั่วเหลืองเสร็จน่าจะพอดีร้อนไหม พักก่อนก็ได้นะ”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นท่านแม่น่าจะรู้”
“ลูกสาวแม่เก่ง”
“ข้าไม่เก่งหรือขอรับ”
“ลูกชายแม่ก็เก่ง” พอพูดเสร็จทั้งสามต่างหัวเราะออกมาพร้อมกันฉงฉงพลอยหัวเราะตามไปด้วย พวกเขาทำงานอยู่ข้างบ้าน ยามเหนื่อยก็พักยามว่างขึ้นเขาตัดฟืนเพื่อตุนไว้ใช้หน้าหนาว
“พี่สะใภ้”น้ำเสียงคุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง สวีเหมยฮวาหันไปมองที่ถนน
“คุณชายรอง มาได้ยังไง” คุณชายรองงั้นหรือ หลีอี๋เฉินคิดในใจ
“ท่านพ่อมอบหนังสือตัดขาดให้ท่านจริงหรือขอรับ?”
“มอบให้เมื่อครึ่งเดือนก่อน”
“ท่าน...ข้าไม่อาจเรียกท่านว่าพี่สะใภ้ได้แล้วใช่ไหม?”
“คุณชายรองมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”
“ฮวาเอ๋อร์ เชิญคุณชายรองเข้าบ้านก่อนเถอะยืนอยู่แบบนี้คงไม่เหมาะ”
“คารวะท่านป้าขอรับ”
“เชิญตามสบายนะ” สวีเหมยฮวาเชิญหลีอี๋เฉิน คุณชายรองตระกูลหลีเข้าบ้านขณะที่ทุกคนยังทำงานต่อไม่มารบกวน
“พี่สะใภ้...”
“ข้าไม่ใช่สะใภ้ตระกูลหลีแล้ว”
“ข้าขอโทษขอรับ ท่าน...”หลีอี๋เฉินไม่กล้าถามออกไป
“ข้าสบายดี ไม่มีใครบังคับข้าทั้งนั้นข้าตัดสินใจด้วยสติครบถ้วน” นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยากถามอะไรบางทีคำพูดของนางอาจทำให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นได้
“ท่าน..ตัดใจจากพี่ใหญ่ได้แล้วหรือขอรับ”
“ข้าไม่จำเป็ต้องมอบความรักให้คนที่ไม่เคยคิดรักข้าด้วย”หลีอี๋เฉินถึงกลับพูดไม่ออก
“คุณชายรองมาเพื่อพูดเื่นี่หรือ?”
“ข้าไม่อยากให้ท่านตัดขาดกับพี่ใหญ่แต่ดูเหมือนว่าท่านคงไม่คิดกลับไปใช่หรือไม่ขอรับ”
“ต่างคนต่างอยู่คือทางออกที่ดีที่สุด”
สมควรแล้วครอบครัวเขาไม่คู่ควรกับคนดี ๆ อย่างพี่สะใภ้
“ข้า...เอาสิ่งนี่มาให้ท่าน”หลีอี๋เฉินวางซองสีน้ำตาลลง สวีเหมยฮวาหยิบของด้านในออกมา มุมปากนางยกขึ้นเล็กน้อย
“เดิมทีหากท่านมีท่าทีลังเลข้าจะไม่มอบสิ่งนี้ให้แต่บางทีท่านไม่อยู่ตระกูลหลีคงดีกับท่านมากกว่า”
“ขอบคุณที่เข้าใจข้า”
“ข้ามาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ ได้หรือไม่ขอรับ”
“ข้าไม่อยากให้คุณชายทะเลาะกับหลีฮูหยิน”หลีอี๋เฉินเข้าใจคำปฏิเสธของนาง เขาเองก็รู้นิสัยมารดาดีไหนจะพี่ใหญ่กับน้องชายอีก
“ข้าเข้าใจแล้ว หากท่านเดือดร้อนสามารถไปหาข้าได้ทุกเมื่อข้าไม่รบกวนแล้วขอรับ”
“รักษาตัวด้วย”
“ท่านเช่นกัน”สวีเหมยฮวาลุกมาส่งหลีอี๋เฉินขึ้นรถม้า สายตานางมองตามหลังรถม้าอยู่พักใหญ่ก่อนดึงสายตากลับมามองสิ่งที่นางถืออยู่
หนังสือตัดขาดไม่พอ ยังฝากหนังสือหย่ามาให้น่าสมเพช
“ฮวาเอ๋อร์?”
“ท่านแม่”
“คุณชายรองมาทำไม?” นางยื่นของในมือให้มารดาดู พอได้เห็นสวีฝูหรงถึงกลับโมโหอดีตลูกเขย
“หยามหน้ากันเกินไปแล้วนะคิดว่าเราเป็ตัวอะไร!”
“ท่านแม่อย่าโมโหเลยดีเหมือนกันเขาส่งมาให้แบบนี้ทุกอย่างจะได้ชัดเจนขึ้น”
“ลูกไม่เสียใจเลยหรือ?”
“ทำไมข้าต้องเสียใจให้ผู้ชายห่วย ๆ ด้วยเ้าค่ะ”
“ดีแล้ว ลืมไปให้หมด คนเก่งอย่างลูกสามารถหาสามีได้ดีกว่าเขาร้อยเท่าพันเท่า”
“หาได้ไม่ดีเหมือนท่านพ่อข้าอยู่เป็โสดไปตลอดชีวิตดีกว่า”
“.....”
“ท่านแม่..ข้าขอโทษ” พอเห็นสีหน้ามารดาสวีเหมยฮวารู้สึกผิดขึ้นมาทันที
“แม่ไม่เป็ไร แต่ก็อดคิดถึงพ่อของลูกไม่ได้หากเขาอยู่ลูกคงไม่ต้องช้ำใจแบบนี้”
“เรากำหนดโชคชะตาไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”
“ลูกคิดถึงพ่อไหม?”
“คิดถึงเ้าค่ะ”
“เฮ้อ..ไม่เอาไม่พูดแล้วอย่าลืมลงชื่อในหนังสือหย่าล่ะ” สวีฝูหรงถอนหายใจเฮือกใหญ่ คืนหนังสือหย่าให้ลูกสาวก่อนเดินกลับไปทำงานต่อ
ชาตินี้ชาติหน้าอย่าได้เจอผู้ชายเฮงซวยแบบนี้อีกเลย!
“ฮัดเช้ย!”
“พี่อี๋เจ๋อไม่สบายหรือเ้าคะ”เสียงหวานออดอ้อนเอ่ยถามด้วยความห่วงใย หลีอี๋เจ๋อส่งยิ้มหวานให้คนข้าง ๆ
“ผิงเอ๋อร์ห่วงพี่หรือ?” จิวฮ่วนผิงก้มหน้าหลบสายตาเร่าร้อนของหลีอี๋เจ๋อ
“ข้า..กลัวพี่ไม่สบาย”
“อากาศเริ่มเย็นแล้ว พี่เลยรู้สึกหนาวๆ ผิงเอ๋อร์ช่วยให้ความอบอุ่นได้หรือไม่”
“เ้าคะ?” หลีอี๋เจ๋อยกยิ้ม โน้มใบหน้าลงหากลีบปากหวานหยอกเย้าสาวน้อยตรงหน้าด้วยความช่ำชอง สอดแทรกลิ้นอุ่นเข้าหาโพรงปากนางหลอกล่อให้คล้อยตาม
“อื้อ” เสียงครางดังออกมาจากริมฝีปากที่ถูกมือหนาบีบคลึงดอกบัวงามผ่านเนื้อผ้าด้านนอก
“..ยะ..อย่า”มือน้อยสั่นระริกผลักหน้าอกแกร่ง ประกายตารำคาญผ่านวูบหลีอี๋เจ๋อครู่หนึ่งก่อนจะปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
“ไม่รักพี่หรือ”น้ำเสียงนุ่มทุ้มดังชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารถจนนางขนลุกซู
“ระ..รักเ้าค่ะ”
“รักแล้วทำไมถึงได้ขัดใจพี่ ฮื้อ?”
“เรา..ยังไม่แต่งงานกันเลยนะเ้าค่ะ”
“ท่านแม่เอาดวงเราไปผูกกันแล้วไม่ใช่หรือป่านนี้คงกำลังจัดเตรียมงานแต่งอยู่” ดวงตาจิวฮ่วนผิงเบิกกว้าง วางฝ่ามือบนอกแกร่ง
“จริงหรือเ้าคะ?”
“จริงสิ” หลีอี๋เจ๋อได้แต่หงุดหงิดอยู่ในใจพยายามใจเย็นเมื่อจุดประสงค์ยังไม่บรรลุเป้าหมาย
“ไม่เชื่อพี่หรือ?”
“เชื่อเ้าค่ะ”
“เช่นนั้น...”
“รอก่อนได้ไหมเ้าคะ”
“ทำไม..”
“ข้า..ข้าไม่เคย”
“พี่รู้...ให้พี่รักผิงเอ๋อร์นะ..”
“.....” สายตาหลีอี๋เจ๋อสังเกตสีหน้าลังเลของนางพลางยกยิ้มมุมปาก
ก๊อก! ก๊อก!
“ใคร!?” ชิ! ใครกล้ามาขัดจังหวะ
“นายน้อยขอรับนายท่านกับฮูหยินเชิญที่ห้องโถงขอรับ”
“..ข้าเข้าใจแล้ว”จิวฮ่วนผิงเม้มริมฝีปากเอียงอาย หลีอี๋เจ๋อก้มจูบนางอีกครั้งอย่างเร่าร้อน
ครั้งหน้าไม่พลาดแน่....
“พวกเราออกไปเถอะ” สาวน้อยวัย 17พยักหน้าเอียงอาย แต่ในใจกลับกดด่าสาปส่งคนขัดจังหวะนาง ทั้งสองช่วยกันจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนเปิดประตูห้องออกมาโดยที่ไม่ได้สังเกตคนที่อยู่นอกห้อง