ตอนที่80 เหยื่อล่อ
ภายในอาคารเรียนเก่าของโรงเรียนมัธยมห้องทำงานของผู้อำนวยการในอดีตถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องทำงานของผู้นำค่ายมิดไนท์
โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่เคยใช้ตรวจเอกสารของนักเรียนตอนนี้เต็มไปด้วยแผนที่ กระดาษรายงาน และบัญชีทรัพยากรของค่าย
แฟ้มเอกสารหลายกองวางเรียงอย่างเป็นระเบียบมีทั้งรายงานเสบียงอาวุธกระสุน และจำนวนผู้รอดชีวิตในแต่ละหน่วย
แสงแดดยามสายส่องผ่านหน้าต่างบานกว้างเข้ามาเป็นเส้นยาวบนพื้นไม้ที่ซีดจางไปตามกาลเวลา
กัสนั่งอยู่หลังโต๊ะนั้น
เขากำลังตรวจสอบรายงานทรัพยากรอย่างเงียบ ๆปลายปากกาขีดเส้นใต้ตัวเลขบางส่วน ก่อนจะเขียนหมายเหตุสั่น ๆ ลงข้างเอกสาร
โลกภายนอกเต็มไปด้วยซอมบี้ความตายและความโกลาหลแต่ภายในห้องนี้กลับสงบอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าทุกอย่างยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม
ไม่ไกลจากโต๊ะทำงาน ฮันน่ายืนอยู่ข้างกำแพง
ดาบสั้นติดอยู่กับสายคาดเอวที่สะโพกมือทั้งสองไขว้กันหลวม ๆ แต่สายตาคมของเธอกลับจับจ้องทุกมุมของห้องอย่างระมัดระวัง
ก็อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง
กัสยังคงอ่านเอกสารต่ออีกครู่หนึ่งก่อนจะวางปากกาลงช้า ๆ
“เข้ามา”
“นายท่านผมเอง” ประตูถูกเปิดออก ลิชเดินเข้ามาอย่างสงบ
ฮันน่าหันสายตาไปมองเขาเพียงเสี้ยววินาทีและก็กลับมายืนนิ่งเหมือนเดิม
ลิชเดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานก่อนจะโค้งศีรษะเล็กน้อย
“นายท่านมีข่าวรายงานมาจากทางพันธมิตรผู้แก้แค้น”
“ว่ามา” กัสปิดแฟ้มเอกสารลงดูเหมือนว่าเขาจะรู้ดีอยู่แล้วว่ารายงานที่กำลังจะได้ยินคืออะไร
ลิชรายงานทันที“พันธมิตรผู้แก้แค้นดูเหมือนจะไม่สนใจข้อเสนอแลกเปลี่ยนกับพวกเราข่าวกรองระบุว่าพวกเขากำลังรวบรวมกองกำลังจำนวนมากคาดว่าพวกเขาน่าจะใช้เวลาอีกประมาณสามวันก่อนจะมาถึงที่ค่าย”
ฮันน่าขมวดคิ้วเล็กน้อย สำหรับเธอเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจโลกภายนอกเต็มไปด้วยคนที่อยากแย่งทรัพยากรของคนอื่น
แต่สิ่งที่เธอสังเกตคือ…
นายท่านไม่ได้ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
กัสเพียงเอนหลังพิงเก้าอี้ แล้วถอนหายใจเบาๆ เหมือนคนที่เพิ่งได้ยินผลลัพธ์ที่ตัวเองคาดไว้ตั้งแต่แรก“สุดท้ายแล้ว...พวกนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิม”
ยิ่งรู้เรื่องราวในอนาคตมากเท่าไหร่กัสก็ยิ่งรู้สันดานของพันธมิตรเหล่านี้ดี
คิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอจะกำจัดค่ายมิดไนท์ได้
กัสเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นสายตาของเขายกขึ้นมองลิชเป็นความนิ่งและเยือกเย็น ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างเรียบง่าย
“พวกนั้นหาเรื่องเอง งั้นก็ใช้แผนการนั้น”
แค่ได้ยินคำว่า “แผนการนั้น”ก็พอจะเดาได้ว่ามันถูกเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว
ลิชพยักหน้ารับทันที
กัสกล่าวคำสั่งต่อ
“กระจายข่าวออกไปทางค่ายของพันธมิตรราชา เรื่องการแลกเปลี่ยนโต๊ะสิ่งประดิษฐ์ออกไปให้กับพันธมิตรผู้แก้แค้นรู้”
นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือธรรมดา มันคือเหยื่อล่อถ้าข่าวนี้แพร่ออกไป ทั้งเขตดัลลัสคงสั่นสะเทือน
พันธมิตรผู้แกแค้นทำข้อตกลงกับลอร์ดไนท์เพื่อแลกเปลี่ยนโต๊ะสิ่งประดิษฐ์และยังมีคันธนูเหล็กดำสองร้อยคันT1 อาวุธยุค T1 แข็งแกร่งกว่าอุปกรณ์ธรรมดามาก
ถ้าพันธมิตรผู้แก้แค้นได้ไปและผลิตอาวุธ T1 เป็นจำนวนมาก ถึงตอนนั้นพันธมิตรราชาลอร์ดแกนนอนก็เดินออกมาเอาหัวมาให้กับลอร์ดพยัคฆ์ได้เลย
พอจะเดาได้เลยว่าพันธมิตรราชาไม่มีทางอยู่เฉยแน่นอนค่ายต่าง ๆ จะเริ่มเคลื่อนไหวความโลภจะเริ่มทำงานและเมื่อถึงตอนนั้น…คนที่เริ่มสงครามอาจไม่ใช่ค่ายมิดไนท์อีกต่อไป
“ฉันอยากจะรู้นักว่าพวกพันธมิตรผู้แก้แค้นจะทำยังไงพวกแกไม่ยอมเปิดศึกใหญ่กันสักที เวลาฉันก็เหลือไม่มากแล้วงั้นฉันจะช่วยเร่งให้เองก็แล้วกัน”
ลิชก้มศีรษะลง
“ขอรับ นายท่าน”เขาหันหลังเดินออกจากห้องอย่างสงบ
ประตูปิดลงอีกครั้ง
กัสหยิบปากกาขึ้นมาเปิดแฟ้มเอกสารต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นราวกับว่าการเคลื่อนไหวของหลายค่ายในเขตดัลลัสเป็นเพียงหมากอีกตัวหนึ่งบนกระดานลมช่วงสายของวันพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาเบา ๆ
พายุยังไม่มาถึง แต่บางที…มันอาจเริ่มขึ้นแล้ว
...
ค่ายแกนนอน
ลานฝึกขนาดใหญ่กลางค่ายเต็มไปด้วยเสียงโลหะกระทบกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
แดดยามสายส่องลงมาบนพื้นดินที่ถูกเหยียบย่ำจนแข็งเหมือนหินฝุ่นสีเทาลอยขึ้นทุกครั้งที่รองเท้าทหารกระทบพื้น
ตรงกลางลานกว้าง ผู้รอดชีวิตจำนวนหลายร้อยคนกำลังยืนเรียงแถวพวกเขาไม่ใช่ทหารอาชีพอย่างน้อยก็ไม่ใช่ทั้งหมด
เสื้อผ้าที่สวมใส่แตกต่างกันไปบางคนยังคงใส่เสื้อแจ็กเกตเก่าที่เคยใช้ก่อนวันสิ้นโลกมีคนสวมเสื้อเกราะที่ประกอบขึ้นจากแผ่นโลหะหรือหนังสัตว์บางคนมีเพียงเสื้อผ้าธรรมดาที่เสริมด้วยสายกระสุนพาดอก
แต่สิ่งที่เหมือนกันคืออาวุธในมือ
อาวุธที่ถูกเก็บมาจากเมืองร้าง จากคลังตำรวจจากบ้านเรือนที่ไม่มีเจ้าของอีกต่อไป บางกระบอกมีรอยสนิมบางกระบอกมีเทปพันสายไฟพันไว้ที่ด้ามจับ
แต่ในโลกที่ล่มสลายแบบนี้แค่ปืนที่ยิงได้ก็ถือว่าหรูหราแล้ว
นอกจากอาวุธปืน หลายคนยังพกอาวุธระยะประชิดมีดพก ดาบพร้า ขวานสั้น หรือแม้แต่เหล็กเส้นที่ถูกลับจนคม
ผู้รอดชีวิตรู้ดีว่าในบางสถานการณ์กระสุนอาจหมดได้
นับรวมแล้วมีจำนวนห้าร้อยคนนี้คือหลักฐานของความสูญเสียไม่นานมานี้ค่ายแกนนอนเพิ่งผ่านคลื่นซอมบี้กำลังคนจำนวนมากตายไปในแนวหน้า
บางคนถูกฉีกกระชากโดยฝูงซอมบี้บางคนหมดแรงแล้วถูกทิ้งไว้กลางฝูงศพเดินได้และบางคน…ไม่เคยกลับมา
ในช่วงเวลานั้นลอร์ดแกนนอนได้ตัดสินใจอย่างป่าเถื่อน เขาส่งผู้รอดชีวิตที่อ่อนแอกว่าออกไปสู้เด็ก คนแก่ และคนที่ไม่มีแรงพอจะถือปืนหนัก พวกเขาถูกส่งไปยืนแนวหน้า
เพื่อถ่วงเวลาทำให้ฝูงซอมบี้ช้าลงและให้ทหารของค่ายกับนักผจญภัย มีโอกาสยิงได้มากขึ้น
ผลลัพธ์คือ…
มากกว่าครึ่งของพวกนั้นตายไปแต่ค่ายยังอยู่รอด
ลอร์ดแกนนอนเดินตรวจดูกำลังพลของตัวเองเขาไม่ได้รีบร้อน แต่ทุกก้าวที่เดินผ่านแถวทหาร ทำให้หลายคนยืดตัวตรงขึ้นโดยสัญชาตญาณ
นี่คือลอร์ดผู้ปกครองค่ายมีสิทธิ์ชี้เป็นตายทุกคนในที่นี้มากกว่านั้นคือความกลัวในชื่อเสียงความโหดและเอาแต่ใจของอีกฝ่ายทหารใหม่ไม่มีใครกล้ากระดุกกระดิกแม้แต่น้อย
ด้านข้างของลอร์ดแกนน่อนมีลูก้าเดินตามมาติดๆ
ลูก้าอดีตทหารที่เคยผ่านสนามรบมาก่อนโลกจะล่มสลายเสื้อผ้าของเขาเรียบง่ายกว่าลอร์ดแกนนอนแต่ก็ยังดูเป็นทหารมากกว่าผู้รอดชีวิตทั่วไป
ปืนไรเฟิลสะพายอยู่บนไหลมีดทหารติดอยู่ที่เอว ดวงตาของเขามองตรวจแถวทหารอย่างเป็นระบบเหมือนกำลังประเมินกำลังรบของตัวเอง
ลอร์ดแกนนอนหยุดเดินสายตาของเขามองไปยังแถวทหารที่ยืนเรียงอยู่ตรงหน้า
“ห้าร้อยนาย”
เขาพูดช้า ๆ
ลูก้าพยักหน้า
“ใช่ครับ นายท่านนอกจากนี้ยังมีทหารที่ส่งไปแนวหน้าอีกสองร้อยนาย รวมกับกำลังในค่ายตอนนี้เรามีทหารประมาณเจ็ดร้อยคน”
ค่ายระดับสามจะมีประชากรประมาณหนึ่งพันคนแต่ตัวเลขนั้นเป็นเพียงขั้นต่ำที่ระบบกำหนด ถ้าจะมีมากกว่านั้นก็ไม่มีใครห้าม
แต่หลังจากคลื่นซอมบี้ครั้งใหญ่จำนวนผู้รอดชีวิตในค่ายก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ลอร์ดแกนอนมองไปยังแถวทหารอีกครั้งหลายคนในนั้นคือทหารใหม่ผู้รอดชีวิตที่เพิ่งถูกฝึกให้ถือปืนท่าทางของพวกเขายังไม่มั่นคงเหมือนทหารเก่า
แต่ในโลกนี้ไม่มีเวลาให้ฝึกนานกว่านี้
“แนวหน้าเป็นยังไง” ลอร์ดแกนนอนสอบถาม
ลูก้าตอบทันที“ตอนนี้กองกำลังของพันธมิตรราชาได้เปรียบครับ ถ้าเป็นไปตามแผนอีกไม่นานเราจะยึดพื้นที่เพิ่มได้อีกสองด้าน”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ถึงตอนนั้น ค่ายอสูรจะถูกล้อม”
ลอร์ดแกนนอนยิ้มบาง ๆ
“หนีไม่ได้”
“ใช่ครับ” ลูก้าพยักหน้า“ถ้าพวกมันยังอยู่ตรงนั้น…พวกมันจะติดอยู่เหมือนสัตว์ที่ถูกต้อนเข้ามุม”
ลมพัดผ่านลานกลางแจ้งธงผืนใหญ่ของพันธมิตรราชาที่ตั้งอยู่บนเสาเหล็กสะบัดดังแกรกๆ ลอร์ดแกนนอนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะถามอีกเรื่อง “แล้วพวกนักผจญภัยล่ะ”
“พวกนั้นยังสร้างปัญหาอยู่ครับพวกมันไม่สู้ตรง ๆ ใช้การซุ่มโจมตี ปล้นเสบียง แล้วก็หนี” ลูก้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลอร์ดแกนนอนพ่นลมหายใจเบา ๆ
“นักผจญภัยสารเลวพวกนั้นฉวยโอกาสหนีออกไปตอนสงคราม มันกล้าลอบโจมตีพันธมิตรราชาแสดงว่ามันคงได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรผู้แก้แค้น ไอ้ลูกหมาพวกนั้น”
ลูก้าพูดต่อ “ผมกำลังให้คนตามร่องรอยพวกมันถ้าเรารู้ที่กบดาน…ผมจะนำทีมทหารรับจ้างไปจัดการพวกมันเอง”
ลอร์ดแกนนอนหันมามองเขาสายตาของเขาเย็นเฉียบ คิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดออกมาสั้น ๆ
“ดี ฆ่าให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว”เสียงของลอร์ดแกนนอนไม่ได้ดัง แต่หนักพอที่จะทำให้ลูก้าหยุดนิ่ง
“ครับ นายท่าน” ลูก้าพยักหน้าอย่างจริงจัง
ลอร์ดแกนนอนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันสายตามองไปทางมอร์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปอีกเล็กน้อย
“เรื่องตราประทับดินแดนไปถึงไหนแล้วค่ายมิดไนท์ที่ฉันให้แกไปตรวจสอบก่อนหน้านี้ ตกลงใช่พวกมันไหม”เสียงของเขาเรียบและหนักแน่น
“มีโอกาสสูงครับ” มอร์พยักหน้าเล็กน้อยเสริมต่อ “ข้อมูลที่ได้จากคนของเราบอกว่าค่ายมิดไนท์เติบโตเร็วผิดปกติและมีข่าวว่าพวกมันครอบครองอาวุธ T1 หลายชิ้นถ้าเป็นแบบนั้น อาจจะใช้ความต่างอาวุธถล่มพวกบารอนชิงเอาตราประทับดินแดนไปได้”
“และถ้าตราประทับดินแดนไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง…ก็น่าจะเป็นที่นั่น”