จารึกที่ 288 : รวมพลคณะวิปลาส : เบาะแสไม้ดำ
เศษซากของผู้พิทักษ์ศิลาสีทองนับ 1000 ตัวที่เคยส่องประกายหยิ่งยโสและอวดอ้างพลังแห่งการพิพากษา บัดนี้กลายเป็นเพียงกองเศษโลหะวิญญาณที่แหลกละเอียด เกลื่อนกลาดอยู่ก้นหุบเหวแห่งดาราดับ ฝุ่นควันสีทองที่เกิดจากการบดขยี้ของมหานาวาปราณแห่งสูญตา ล่องลอยปะปนไปกับหมอกโลหิตที่ถูกทำให้เจือจางลงด้วยเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า
บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยแรงกดทับของความตายและความสิ้นหวัง ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามของมัจจุราชผู้สวมชุดคลุมสีดำขาดวิ่น
อาเจียยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง นัยน์ตาสีเงินยวงของเขาค่อยๆ กวาดมองร่างของมิตรสหายแต่ละคน บาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลังของฉินมู่หลาง รอยไหม้จากการฝืนรีดเค้นปราณของเฟิงอี้หราน และใบหน้าที่ซีดเซียวทว่าเปื้อนคราบน้ำตาของเหล่าสตรี ทุกร่องรอยของการดิ้นรนเอาชีวิตรอด สลักลึกลงไปในจิตวิญญาณของจอมขูดรีด
"ข้าบอกพวกเจ้ากี่ครั้งแล้ว..."
อาเจียเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาไม่ได้เจือความอ่อนโยน ทว่ามันกลับหนักแน่นและแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พยายามสะกดกลั้น "เลือดทุกหยด ปราณทุกสายในร่างของพวกเจ้า ข้าเป็นคนลงทุนใช้โอสถและศิลาปราณบำรุงมาตั้งเท่าไหร่! การที่พวกเจ้าปล่อยให้ไอ้หุ่นกระป๋องพวกนี้มาทำให้ร่างก่ายพวกเจ้าที่เป็นทรัพย์สินของข้ามีรอยขีดข่วน มันเป็นการขาดทุนที่ข้ายอมรับไม่ได้!"
"เจ้าบ้า..."
เฟิงอี้หรานทรุดนั่งลงกับพื้นหิน ชายหนุ่มผู้ใช้เพลิงอัคคีบรรพกาลหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา "พวกเราเกือบจะเอาวิญญาณไปทิ้งในทวีปต้องห้ามแล้วแท้ๆ เจ้าโผล่หัวกลับมา แทนที่จะถามไถ่อาการ กลับมาทวงบุญคุณเรื่องโอสถงั้นหรือ! ความละโมบของเจ้านี่มันฝืนลิขิตฟ้าดินยิ่งกว่าวิถีมารเสียอีก!"
หลินชิงเสวี่ยที่ยืนนิ่งงันมาตลอด สตรีผู้มีใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง 1000 ปี ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาอาเจีย แววตาของนางที่เคยมีแต่ความเยือกเย็น บัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตัดพ้อ โล่งใจ และโหยหา นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ระยะห่างเพียงครึ่งก้าว
"เจ้าหายไป... ในพายุพับมิติ..." เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย "ข้าคิดว่า... ข้าคิดว่ากฎเกณฑ์และการทำลายของมิติ ได้พรากเจ้าไปจากวัฏจักรนี้แล้ว..."
อาเจียเลิกคิ้วขึ้น เขามองเห็นหยาดน้ำตาที่เกาะอยู่ตรงหางตาของสตรีน้ำแข็ง ทว่าด้วยความซื่อบื้อในเรื่องอิสตรีที่ฝังรากลึกพอๆ กับความงก ชายหนุ่มจึงยื่นมือหยาบกร้านออกไป ไม่ใช่เพื่อเช็ดน้ำตา ทว่าเขาใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ลงบนหน้าผากของนาง!
"ป๊อก!"
"โอ๊ย! เจ้าทำอันใด!" หลินชิงเสวี่ยสะดุ้ง ถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าขาวเนียนแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
"เช็กดูว่าสมองของเจ้าถูกความเย็นแช่แข็งไปแล้วหรือไม่น่ะสิ" อาเจียแค่นเสียง "คนอย่างข้า! หากผู้ชักใยเบื้องหลังยังไม่จ่ายหนี้ที่ติดค้างข้าไว้ ข้าจะยอมให้มันเอาวิญญาณข้าไปได้อย่างไร! ต่อให้ต้องตกลงไปในนรก ข้าก็จะปีนกลับขึ้นมาพร้อมกับถอนเสาเข็มนรกมาขาย!"
"ฮึก... ศิษย์พี่อาเจีย!"
เฟิงหลิงเอ๋อร์ทนไม่ไหวอีกต่อไป ดรุณีน้อยพุ่งพรวดเข้ามากอดเอวของอาเจียแน่น ใบหน้าเล็กๆ ซุกซบลงกับแผ่นอกกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผล ซึมซับความอบอุ่นและจังหวะการเต้นของหัวใจที่ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ "ท่านห้ามทิ้งพวกเราไปไหนอีกนะ! ข้า... ข้ายอมให้ท่านเก็บค่าเช่าที่ดินในมิติพู่กันเพิ่มก็ได้! แต่ท่านห้ามหายไปไหนอีกเด็ดขาด!"
เย่ปิงอวิ๋นเดินเข้ามาลูบผมของหลิงเอ๋อร์เบาๆ รอยยิ้มงดงามประดับบนใบหน้าของสตรีผู้ใช้วิถีพฤกษา "การที่ท่านหวนกลับมาได้ ถือเป็นโชคดีที่สุดของพวกเราแล้ว... ทว่า ระดับพลังของท่าน... มันเปลี่ยนไป..."
ฉินมู่หลางพยักหน้าเห็นด้วย ยอดกระบี่จ้องมองทะลุเข้าไปในดวงตาสีเงินยวงของสหาย "รังสีที่แผ่ออกมาจากร่างของเจ้า... มันมิใช่แก่นทองคำอีกต่อไป ทว่ามันคือสภาวะวิญญาณแรกเริ่ม! แต่สิ่งที่แปลกประหลาดคือ... ข้าสัมผัสวิถีแห่งการกำเนิดไม่ได้เลย มันมีเพียง... ความว่างเปล่า"
อาเจียคลี่ยิ้มอหังการ เขาลูบหัวเฟิงหลิงเอ๋อร์เบาๆ ก่อนจะดันตัวนางออกอย่างนุ่มนวล "เรื่องการบรรลุวิถีของข้านั้น เอาไว้ค่อยคุยกันเมื่อมีเวลา... ตอนนี้ มีเรื่องที่สำคัญกว่าการรำลึกความหลังรออยู่"
ชายหนุ่มตวัดสายตาลงมองพื้นศิลาเบื้องล่าง กองซากศพของผู้พิทักษ์ศิลาสีทองนับ 1000 ตัว และเศษเนื้อของผู้คุมกฎซ้ายขวาแห่งวิหารเทพอนันตกาล
"นายท่านนนนนนน!!!"
ยังไม่ทันที่อาเจียจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงเล็กแหลมที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้น! 'เจ้าสัว' ราชันอเวจีร่างอ้วนสีทอง พุ่งพรวดออกมาจากมิติของห่อผ้าที่ฉินมู่หลางสะพายอยู่ มันกระโดดลงมากอดขาของอาเจียแน่น ท่าทางบีบน้ำตา!
"ข้าน้อยคิดว่านายท่านจะถูกพายุพับมิติย่อยสลายไปแล้ว! ข้าน้อยกินไม่ได้นอนไม่หลับ (เพราะไม่มีศิลาปราณให้กิน) มาตลอดหลายเดือนเลยนะขอรับ! โฮกกกก!"
ตามมาด้วย 'เจ้าถุงเงิน' แมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ที่ไต่ลงมาจากไหล่ของฉินมู่หลาง มาคลอเคลียอยู่ที่ข้อเท้าของอาเจียอย่างประจบประแจง
"เลิกบีบน้ำตาได้แล้วไอ้พวกตัวตะกละ! ข้าสัมผัสได้ว่าในพุงของพวกเจ้ามีแหวนมิติที่แอบอมไว้อยู่เป็น 10 วง!"
อาเจียเตะก้นเจ้าสัวเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู "หากอยากให้ข้าหายโกรธเรื่องที่พวกเจ้าแอบฮุบสมบัติ... ก็จงไปจัดการ 'เก็บกวาด' เศษโลหะวิญญาณของหุ่นสีทองพวกนั้นมาให้หมด! ลอกคราบชุดเกราะ อาวุธ และแกนพลังงานของพวกมันมาให้เกลี้ยง! เราจะเอาไปหลอมเป็นเงินทุนก้อนใหม่!"
"รับทราบขอรับนายท่าน! เรื่องชำแหละศพเพื่อหาทรัพย์สิน คืองานถนัดของข้าน้อย!"
เจ้าสัวและเจ้าถุงเงินตาวาวโรจน์ ทั้ง 2 พุ่งทะยานเข้าใส่กองซากศิลาประหนึ่งฝูงแร้งลงทึ้งซากศพ เสียงงัดแงะ คุ้ยเขี่ย และเสียงของแข็งกระทบกันดังก้องไปทั่วหุบเขา การกระทำที่ไร้ซึ่งความเคารพต่อศพของวิหารเทพ ทำให้มิตรสหายถึงกับลอบยิ้ม... นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของกลุ่มสหายพวกนี้!
"ตามข้ามา..."
อาเจียสะบัดแขนเสื้อ นำพามิตรสหายเดินไปที่มหานาวาปราณแห่งสูญตา ชายหนุ่มเรียกพู่กันนิรันดร์กลับมาไว้ในมือ ก่อนจะใช้อักขระปลดผนึกค่ายกลป้องกันของเรือเหาะ
"ที่นี่ไม่ปลอดภัย กลิ่นอายการตายของผู้คุมกฎทั้ง 2 ย่อมส่งสัญญาณเตือนไปถึงวิหารเทพอนันตกาลแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว พวกคนระดับสูงกว่านี้ต้องแห่กันมาแน่ เราจะเข้าไปคุยกันในโลกใบเล็กขององค์หญิงน้อย"
เมื่อทุกคนก้าวเข้าสู่นาวาปราณ อาเจียก็วาดพู่กันเปิดประตูมิติสีเงินยวง ร่างของกลุ่มสหายพร้อมด้วยเรือเหาะ ถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงมิติที่ซ่อนเร้น ตัดขาดการเชื่อมต่อจากทวีปต้องห้ามอย่างสมบูรณ์!
...
ณ 'โลกใบเล็ก' ภายในพู่กันนิรันดร์...
บรรยากาศภายในมิติแห่งนี้ ยังคงเงียบสงบและอุดมสมบูรณ์ ทุ่งดาราเรืองแสง ยอดเขาน้ำแข็ง และป่าหมอกพฤกษา แผ่ซ่านปราณบริสุทธิ์ออกมาหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง
อาเจียก้าวเข้ามาเป็นคนแรก ทว่าทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นดินบรรพกาล นัยน์ตาสีเงินยวงของเขากก็เบิกกว้าง!
"นี่มัน... โลกใบเล็กของข้า... ทำไมรู้สึกว่ามิติมันกว้างใหญ่ขึ้น! และกลิ่นอายปราณที่นี่... มันหนาแน่นยิ่งกว่าโลกภายนอกนับ 10 เท่า!"
เบื้องหน้าของเขา ปรากฏร่างโปร่งแสงของ 'มู่เฉิน' และ 'องค์หญิงน้อย' ดรุณีน้อยผมสีเงินยวง ผู้เป็นจิตวิญญาณของพู่กัน ทั้ง 2 ลอยตัวลงมาต้อนรับการหวนคืนของนายเหนือหัว
"ยินดีต้อนรับกลับมา... " มู่เฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ "ในยามที่เจ้าติดอยู่ในห้วงสุญญะ การบำเพ็ญเพียรและบรรลุวิถีแห่ง 'อักขระสูญตา' ของเจ้า ได้ส่งผ่านลมปราณมาถึงพู่กันนิรันดร์โดยตรง โลกใบเล็กแห่งนี้จึงดูดซับความเข้าใจในวิถีเต๋าของเจ้า และขยายอาณาเขตออกไปอย่างมหาศาล!"
องค์หญิงน้อยลอยเข้ามาใกล้ กอดอกมองอาเจียด้วยสายตาเชิดรั้น ทว่าหางตาของนางกลับมีรอยแดงระเรื่อ "อย่าคิดว่าข้าเป็นห่วงเจ้าหรอกนะ! ข้าแค่กลัวว่าถ้าเจ้าตายไป... จะไม่มีใครไปรีดเอา หาศิลาปราณมาป้อนคลังสมบัติ! และ แก่นอักขระวิญญาณ มาฟื้นฟูพลังให้ข้าต่างหาก! ขืนไม่มีเจ้า ข้าคงได้กลายเป็นแค่พู่กันวาดภาพไก่กาไปตลอดกาล!"
อาเจียหัวเราะร่า เขาไม่ถือสาความปากแข็งของจิตวิญญาณตัวน้อย ชายหนุ่มแบมือขวาออก ปรากฏ 'แผ่นศิลาโบราณสีดำ'ที่เขาปล้นมาจากคลังสมบัติของนิกายโลหิตมาร!
"ข้าไม่ได้กลับมามือเปล่าหรอกนะ..."
อาเจียวางแผ่นศิลาลงบนโต๊ะหยกที่เกิดจากการรังสรรค์ของวิถีพฤกษา ทันทีที่แผ่นศิลาปรากฏ กลิ่นอายความเก่าแก่และพลังที่ลึกล้ำ ก็แผ่ซ่านออกมากดทับปราณในโลกใบเล็กจนกระเพื่อมไหว!
มู่เฉินเบิกตากว้าง ปรมาจารย์แห่งอักขระพุ่งเข้ามาพินิจพิเคราะห์ลวดลายบนแผ่นศิลาอย่างละเอียด นิ้วมือที่โปร่งแสงของเขาลูบไล้ไปตามร่องรอยการสลัก
"ลวดลายเหล่านี้... มันคืออักขระวิถีมารโบราณ! และกลิ่นอายของมัน... คล้ายคลึงกับ 'กิ่งไม้ดำ' ที่ปู่หลินของเจ้าค้นพบยิ่งนัก!" มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน "เจ้าไปได้สิ่งนี้มาจากที่ใด!"
"ข้าไปปล้นมาจากนิกายโลหิตมาร..." อาเจียเล่าเหตุการณ์ที่เขาตกลงไปในวงล้อมของนิกายมาร และการใช้พลังวิญญาณแรกเริ่มในการบดขยี้บรรพชนของพวกมันอย่างรวบรัด "ในตอนที่ข้าติดอยู่ในห้วงความว่างเปล่า ข้าได้เห็นนิมิต... นิมิตของทารกไร้เนตรที่ลอยมาตามแม่น้ำสีเลือดในดินแดนที่เรียกว่า 'หุบเขาต้องห้าม' และสถานที่แห่งนั้น... ถูกซ่อนอยู่กึ่งกลางทวีปนี้!"
"หุบเขาต้องห้าม..." เฟิงอี้หรานทวนคำ "มันเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับแผ่นศิลานี้และวิหารเทพอนันตกาลที่กำลังไล่ล่าพวกเรา?"
มู่เฉินหลับตาลง รวบรวมสมาธิกวาดจิตสัมผัสเพื่ออ่านอักขระบนแผ่นศิลา ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป ปรมาจารย์ก็ลืมตาขึ้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและกระจ่างแจ้งในเวลาเดียวกัน!
"ข้าเข้าใจแล้ว! อาเจีย... แผ่นศิลานี้ มิใช่เพียงวัตถุโบราณ ทว่ามันคือ 'แผนที่และกุญแจ' ส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่ 'สุสานเทพบรรพชน'!"
มู่เฉินชี้ไปที่จุดศูนย์กลางของลวดลายบนแผ่นหิน "ทวีปต้องห้ามแห่งนี้ แท้จริงแล้วคือคุกขนาดยักษ์ที่ใช้กักขังและฝังกลบความลับของเอกภพ! สุสานเทพบรรพชน ตั้งอยู่กึ่งกลางทวีปนี้ ทว่า... มันถูกสร้างทับและปิดผนึกไว้ด้วยรากฐานของ 'วิหารเทพอนันตกาล'!"
ประโยคของมู่เฉินเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดผ่าลงกลางวงสนทนา!
"หมายความว่า... หากเราต้องการเข้าไปในสุสานเทพบรรพชน เพื่อค้นหาความลับเรื่องกิ่งไม้ดำและชาติกำเนิดของข้า..." อาเจียหรี่ตาลง รังสีสังหารปะทุขึ้น
"ใช่แล้ว..." มู่เฉินพยักหน้าอย่างหนักแน่น "พวกเจ้าต้องทะลวงผ่าน หรือไม่ก็... 'ทำลาย' วิหารเทพอนันตกาลให้สิ้นซากเสียก่อน! เพราะพวกมันคือ 'ผู้เฝ้าประตู' ที่ถูกดวงตาโลหิตบนฟากฟ้าแต่งตั้งขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงความลับที่อยู่เบื้องล่าง!"
ความเงียบเข้าปกคลุมกลุ่มสหาย วิหารเทพอนันตกาลคือขั้วอำนาจสูงสุดที่ปกครองทวีปหุบเขาต้องห้าม การประกาศศัตรูกับพวกมัน ย่อมหมายถึงการเผชิญหน้ากับยอดเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นสมบูรณ์ และอาจรวมถึงตัวตนที่ก้าวล่วงเหนือกว่านั้น!
ทว่า... บนใบหน้าของบุรุษผู้ครอบครองเนตรสูญตา กลับไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่นิดเดียว!
รอยยิ้มที่บิดเบี้ยว อหังการ และเปี่ยมไปด้วยหลักการแห่งการช่วงชิงที่สุด ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอาเจีย!
"ประเสริฐ... ประเสริฐที่สุด!"
อาเจียหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วโลกใบเล็ก "ข้ากำลังหาข้ออ้างดีๆ เพื่อไปปล้นขุมทรัพย์ของพวกมันอยู่พอดี! ในเมื่อบ้านของพวกมันสร้างทับสมบัติของตระกูลข้า... การที่ข้าจะไปรื้อถอนวิหารของพวกมันเพื่อทวงคืนที่ดิน ย่อมเป็นความชอบธรรมที่สุดในโลกผู้แสวงมรรค!"
ชายหนุ่มหันมามองเหล่าสหาย นัยน์ตาสีเงินยวงสาดประกายความมุ่งมั่น
"วิหารเทพอนันตกาลอ้างตัวเป็นตัวแทนสวรรค์ ขูดรีดศิลาปราณจากทุกขั้วอำนาจในทวีปมานับหมื่นปี...นับแสนปี ลองจินตนาการดูสิ ว่าในคลังสมบัติของพวกมัน จะมีศิลาปราณระดับสูงมากมายเพียงใด! จะมีอัญมณี โลหะวิญญาณ และโอสถล้ำค่ากองพะเนินเท่าขุนเขาขนาดไหน!"
คำพูดปลุกระดมของอาเจีย ทะลวงกำแพงความกลัวของกลุ่มสหายจนแหลกละเอียด!
"ปล้นมัน!" เฟิงอี้หรานทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ เปลวเพลิงในดวงตาลุกโชน!"
"กระบี่ของข้า... กระหายที่จะตัดความจอมปลอมของสวรรค์มานานแล้ว!" ฉินมู่หลางยิ้มกริ่ม รังสีวิญญาณแรกเริ่มครึ่งก้าวของเขาผสานกับเจตจำนงการต่อสู้
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นพยักหน้าอย่างแน่วแน่ ในขณะที่เฟิงหลิงเอ๋อร์กำหมัดแน่น "ข้าจะใช้อุกกาบาตทุบหลังคาของพวกมันให้พังยับเยินเลย!"
อาเจียพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ชายหนุ่มตวัดมือ ล้วงเอาหยาดโลหิตวิญญาณ แก่นพลังงาน และศิลาปราณโลหิตบริสุทธิ์ ที่เขาบีบอัดมาจากมหาสมุทรเลือดของบรรพชนมารและผู้คุมกฎ ออกมากองรวมกันบนโต๊ะหยก!
"พวกเจ้าจงรับสิ่งเหล่านี้ไปบ่มเพาะ! มู่เฉิน ท่านช่วยชี้แนะการดูดซับให้พวกเขาด้วย! ข้าต้องการให้ทุกคนมีระดับพลังที่แข็งแกร่งที่สุดก่อนที่เราจะเปิดศึกใหญ่!"
อาเจียประกาศกร้าวเสียงดุดัน "พวกเราคือผู้ก้าวเดินบนมรรคา! และเต๋าของพวกเรานับจากนี้... คือการทวงคืนทุกสรรพสิ่งที่สวรรค์เคยครอบครอง! จงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเป้าหมายต่อไปคือการบดขยี้วิหารเทพอนันตกาลให้ราบคาบ แล้วยึดทวีปแห่งนี้มาเป็นอาณาจักรของเราแต่เพียงผู้เดียว!"
ปฐมบทแห่งการปล้นชิงที่บ้าคลั่งและอหังการที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของผู้ฝึกตน ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว ณ โลกใบเล็กแห่งนี้! การปะทะกันระหว่าง 'ตัวแทนแห่งฟ้าดิน' และ 'จอมละโมบแห่งความว่างเปล่า' กำลังจะสั่นคลอนรากฐานของสังสารวัฏไปตลอดกาล!