ดวงตามัจจุราช

    ตอนที่ 46 รักษาธิดาเทพ

    อัสนีเข้ามาถึงก็พบว่าคนไข้บิดตัวงอเป็นกุ้ง แสดงว่าร่างกายต้องได้รับทุกข์ทรมาอย่างเจ็บปวดที่สุด

    อัสนีใช้เข็มรักษาปักเข้าไปที่หัวของคนไข้ตรงบริเวณเส้นประสาทรับรู้สึกเจ็บปวด

    เข็มที่ฝังเข้าไปทำการตัดเส้นประสาทรับรู้ความเจ็บปวดทำให้คนไข้ไม่มีโอกาสเจ็บปวดอีกเลย

    อัสนีเอ่ยจบก็สั่งพยาบาลช่วยถอดสายน้ำเกลือ ท่อที่อยู่ในปากของคนไข้ ที่ช่วยหายใจออกจนหมดสิ้นเพื่อให้คนไข้จะได้สั่งลากับ ญาติๆ อย่างไร้ความกังวลใดๆ

    คนไข้ค่อยลุกขึ้นมานั่งได้ราวปาฏิหารย์นอกจากนั้นยังพูดคุยกับ ครอบครัวได้เป็นปกติ

    “ ขอบคุณครับหมอผมหายแล้วหรือครับ” คนไข้ถามอย่างดีใจ ส่วนครอบครัวก็มองเขาอย่างมีความหวังแต่อัสนีส่ายหัวแล้วบอกว่า

    “คนไข้สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติ จนถึงเที่ยงคืน ดังนั้นช่วงเวลานี้ผมขอให้พวกคุณเก็บความทรงจำดีดี ในวันนี้เอาไว้”

    “ หลังจากเที่ยงคืนหมายความว่า ผมจะตายตอนเที่ยงคืนหรือครับ” คนไข้เอ่ยอย่างตื่นตระหนก

    อัสนีพยักหน้าภายในห้องก็นิ่งเงียบไปทันที อัสนีพยักหน้ากับรองผอ.เกรียงให้ออกมาสักพักคนไข้ก็เอ่ยว่า

    “ เป็นอย่างนี้ก็ดีฉันจะได้จากไปอย่างสบายใจ จะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานอีก

    พวกแกอย่าได้คิดมากกันอีกสมบัติของฉัน ก็โอนไปให้พวกแกหมดแล้ว เมื่อถึงเวลา พวกแกก็แค่ทำตามพิธีนำร่างของฉันไปที่สุสานที่ฉันซื้อเอาไว้ ไม่ต้องมาเสียใจกับคนแก่อย่างฉันจงใช้ชีวิตที่เหลือของพวกแกอย่างมีความสุข อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนอย่าเอาเรื่องภายในไปสู่ภายนอก มีเงินก็อย่าไปพูดให้คนอื่นรู้เขาจะอิจฉาได้ไม่มีเงินก็ไม่ต้องบอกใคร คนเขาจะดูถูกชีวิตคนเราเหมือนกับสายน้ำไหลไปแล้วไม่เคยไหลกลับ คนเราเกิดมา..........”

    ชายชราเอ่ยคำสั่งเสียมากมายจนเวลาผ่านไป พวกเขาก็ทำใจได้ พอถึงเวลาเที่ยงคืน คนไข้ก็จากไปตามที่อัสนีบอกจริงๆโดยที่ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน

    อัสนีกลับมาบ้านเร็วขึ้นในวันนี้เขาลงมือทำอาหารให้พ่อกับแม่กินด้วยตัวเอง แม้นมันจะไม่อร่อยเท่าไร พ่อกับแม่ก็บอกว่าใช้ได้ เพื่อไม่ให้เขาเสียน้ำใจ

    อัสนีจึงได้คิดว่าความสุขของคนเรานั้นจะมีอะไรสำคัญไปกว่า เห็นคนที่เรารักมีความสุขเขาหวนคิดถึง   หากหมวยเล็ก กับ เจเจอยู่กันพร้อมหน้ากับเขาคงมีความสุขไม่น้อย

    ระหว่างกำลังล้างจานก็แม่ก็ส่งเสียงเรียกเขาออกมาหน้าบ้าน

    “ อัสลูกแม่ออกมาหน้าบ้านหน่อยมีสาวมาหา”

    อัสนีวางมือแล้วเดินออกมาพบว่า เป็นไลลานั่นเอง

    “รู้ที่อยู่ผมได้ยังไง”

    “ ไม่มีอะไรที่วิหารอนันดาอยากรู้แล้วไม่รู้”

    “ มีอะไรก็ว่ามาเลยผมยังต้องทำงาน”

    “ ล้างจานเนี่ยนะ”

    “ แล้วมันงานไหมเล่าว่ามา”

    “ ธิดาเทพ..ป่วยอยากให้...คุณหมอไปดูอาการหน่อย” ไลลาเอ่ยไม่ค่อยเต็มเสียงนัก

    แต่อัสนีก็อดเป็นห่วงไม่ได้

    “   อาการเธอเป็นอย่างไรบ้าง”

    “   ก็..บอกไม่ถูก คุณหมอไปดูเองดีกว่า”

    “   งั้น คุณไปล้างจานให้เรียบร้อยผมจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”

    “  ให้ฉันล้างจานเนี่ยนะ ฉันเป็นองครักษ์..”

    “  หรือจะรอให้ผมล้างจานเอง”

    “ ก็ได้คุณหมอรีบไปเถอะ ฉันจะช่วยล้างให้ก็ได้”

    อัสนีเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จไลลา ก็ล้างเสร็จพอดี มองอัสนอย่างขุ่นเคืองที่เขาใช้งานเธอราวกับคนใช้แบบนี้

    อัสนีมาถึงวิหารอนันดาก็ถูกพาไปที่เรือนกล้วยไม้

    “หมอเข้าไปคนเดียวเลย ตอนนี้ธิดาเทพกำลังรออยู่ในห้องนอน”

    ไลลาเอ่ยจบก็ไม่เข้าไปด้วย อัสนีแม้นเคยเข้าออกเรือนกล้วยไม้อยู่บ่อยครั้งแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมไลลา ไม่พาเขาเข้าไปก่อน

    แต่พอเข้าไป ก็พบว่าธิดาเทพจัสมิน กำลังนั่งหลับอยู่ที่โซฟาเอนหลังใบหน้าไม่มีผ้าปิด     เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นเสื้อผ้าบางเบาใส่สบายๆ อยู่ในบ้าน

    อัสนีเองยิ่งเห็นสภาพหญิงงามที่ทำตัวสบายๆแบบนี้ เขาก็รู้สึกภายในร้อนเผ่าขึ้นมา

    ธิดาเทพจัสมินค่อยลืมตาขึ้นเห็นหมออัสนียืนยิ้ม เธอเองก็ยิ้มให้ แล้วเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า

    “ หมออัสนี”

    “ ใช่ครับ ผมเอง”

    ธิดาเทพพอได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ตกใจลุกขึ้นยืนมองอัสนี ราวกับเห็นภูตผี

    “นี่คุณเข้ามาได้ยังไงกัน”

    “ ไลลาบอกว่า คุณป่วยผมเลยรีบมา”

    “ ฉันนี่นะป่วย”ธิดาเทพพอพูดไป ก็รู้สึกว่า เสื้อผ้าของเธอมันไม่เหมาะสมเผยให้เห็นส่วนสัดและรูปร่างมากเกินไป แถมยังไม่มีผ้าปิดบังใบหน้าอีกจึงรีบหันตัวนำผ้าคลุมมาสวมใส่ แล้วกำลังจะสวมใส่ ผ้าคลุมหน้าแต่อัสนีวาร์ปเข้ามาใกล้ว แล้วจับมือเธอเอาไว้

    “ ให้ผมตรวจก่อน”

    ธิดาเทพจัสมินแม้นจะไม่ยินยอมแต่อัสนีคราวนี้ไม่ยอมอ่อนข้อให้ จับแขนของธิดาจัสมินดันไปกับผนังห้อง หน้าของเขาอยู่ใกล้กับเทพธิดาจัสมินไม่ถึงนิ้ว

    “คุณมีอาการนอนไม่หลับ จิตใจไม่สงบ มีหลายเรื่องให้กังวล โลหิตไหลเวียนไม่สะดวกทานอาหารไม่ค่อยได้ น้ำหนักลด คิดถึงผมอยู่ใช่ไหม”

    “ อี๊ย...ถอยไปเลยใครจะไปคิดถึงคุณกัน”  เทพธิดาจัสมินผลักอกของอัสนีจนถอยไปหลายก้าว

    “กลางคืนยังมีอาการแบบเดิมอยู่ไหม” อัสนียังไม่ถือสาจับมือของเทพธิดาจัสมินมานั่งบนเก้าอี้ แล้วตรวจชีพจร แล้วถามต่อ

    “ ไม่แล้ว”

    “ แต่ผมรู้สึกว่าคุณคิดถึงผมจริงๆ”

    “อะไรที่ทำให้คุณหลงตัวเองขนาดนั้น”

    “ ทางการแพทย์การบีบรัดของหลอดเลือดแต่ละจุด มันสามารถบ่งชี้อาการของคนได้เสมอ อย่างเช่นมีการบีบรัดที่สมองมากผิดปกติ ทั้งๆ ที่ร่างกายก็แข็งแรงไม่มีอาการของโรคร้ายใดใดแสดงว่า คนไข้กำลังเครียดจากเรื่องงาน หรือไม่ก็ผิดหวังในเรื่องบางอย่าง

    แต่หากว่ามีการบีบรัดที่ตำแหน่งของหัวใจแรงผิดปกติ  ทั้งๆ ที่ร่างกายก็แข็งแรงปกติแสดงว่าคนไข้กำลังมีความรัก หรือไม่ก็กำลังคิดถึงใครบางคนอยู่

    แต่หลอดเลือดของคุณกลับมีการบีบรัดอย่างแรงทั้งสองจุดแต่เป็นปัญหาที่จุดหัวใจมากกว่าที่ตำแหน่งสมอง ผมจึงลงความเห็นว่าธิดาเทพต้องมีความรักหรือไม่ก็คิดถึงใครบางคนอยู่ อาจเป็นผมอยู่ก็ได้เพราะตอนนี้นอกจากหลอดเลือดที่บีบรัดเร็วและแรงแล้วหัวใจของคุณยังเต้นเร็วกว่านักวิ่งเสียอีก”

    ธิดาเทพจัสมินรีบชักมือออกและหน้าแดงขึ้นไปอีก เพราะอัสนีพูดมาทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริง

    “ฉันไม่เคยได้ยินหมอที่ไหนเขาพูดแบบนี้เลย”

    อัสนียิ้มแล้วเอ่ยต่ออย่างใจเย็นว่า

    “ ผมรู้ว่าคุณส่งไลลา ไปสืบประวัติของผม ซึ่งคุณน่าจะรู้รายละเอียดมาแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะถามผมอย่างไรดีใช่หรือไม่”

    “ คุณ..รู้”

    “ ถามมาเถอะผมจะบอกทุกอย่าง โดยไม่ปิดบัง”

    “ ข้อแรกคุณรักหมอรินณลีมากถึงขนาดยอมตัดขาดพ่อกับแม่ เพื่อไปแต่งงานกับเธอแต่แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เกลียดกัน ถึงขนาดแจ้งตำรวจจับคุณ ทั้งๆ ที่เธอก็รู้ว่าคุณไม่ได้ฆ่าพ่อของเธอ”

    “ตอนนั้นผมมันชั่วช้า เลวทรามทำเรื่องอกตัญญู ตอนนี้ผมสำนึกผิดและก็เข้าใจตัวเองแล้ว ว่าตั้งแต่แรก ผมไม่เคยรักหมอรินเลยผมแค่ต้องการเงินทองและตำแหน่งที่เธอจะคอยสนับสนุนผม รู้แบบนี้แล้วเกลียดชังผมอย่างสบายใจได้”

    “ อีกเรื่องฉันได้ข่าวว่า คุณมินตราเคยคิดจะแต่งงานกับคุณ แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจ เพราะอะไร”

    “ โอ้วไลลานี่รู้เรื่องลึกขนาดนี้เลยหรือนี่”

    “จะตอบหรือไม่ก็เรื่องของคุณ”

    “ ตอบก็ได้ผมไม่มีอะไรปิดบังอยู่แล้ว คุณหนูมินตรา บอกให้ผมพูดเรื่องที่เลวร้ายที่สุดที่ผมเคยทำมา แต่พอผมเล่าให้เธอฟังแล้ว เธอก็ยกเลิกที่จะแต่งงานกับผมทันที อ้อเรื่องแต่งงานนั้น เธอเป็นคนที่คิดเองก่อน ผมไม่เคยคิดกับเธอแม้แต่น้อย”

    “เรื่องเลวร้ายนั่นคืออะไร”

    “ ผมเคยมีภรรยาและตอนนั้นเธอก็กำลังตั้งท้อง ผมกำลังเข้าเรียนแพทย์ปีหนึ่ง

    ผมถูกพวกทวงหนี้ตามทวงหนี้ค่าเทอมแต่ผมหาเงินให้พวกมันไม่ทัน จึงให้ภรรยาของผม ไปช่วยคุยกับพวกมันแทน นับแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย จนกระทั่ง พบเธอกับลูกเมื่อไม่กี่วันมานี้ พบว่าเธอกับลูกมีความเป็นอยู่ที่ดีและไม่ได้โดนพวกทวงหนี้ทำร้ายแต่อย่างใด แต่ว่า เธอกลับสูญเสียความทรงจำไปแล้วและผมยังถูกครอบครัวของเธอไล่ออกมาจากบ้านด้วย ผมเลวขนาดนี้คุณหนูมินตราเธอคงรับไม่ได้ เพราะจะทำให้จิตใจของเธอนั้นรู้สึกผิดชั่วชีวิตที่สามีของเธอได้สร้างตราบาปเอาไว้ให้กับสตรีที่บริสุทธิ์คนหนึ่ง”

    “ ไร้สาระ รักก็คือรักชอบก็คือชอบ เกลียดก็คือเกลียด ผิดก็คือผิด ใครทำอะไรผิดก็ต้องรับผิดชอบไปไม่เห็นต้องนำมาคิดมากเลย”

    อัสนีได้ยินที่ธิดาเทพพูดก็รู้สึกผู้หญิงคนนี้ช่างมีความคิดที่รวบรัดหมดจดจริงๆ

    “ อย่าอย่ามองฉันแบบนั้น ฉันก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้า มีคนมากมายที่ฉันต้องคอยดูแลหากฉันต้องคิดว่าย้อนหลังว่า คนที่ฉันอยู่ด้วยทำผิด แล้วฉันต้องรู้สึกผิดไปด้วยคงไม่ต้องทำอะไรแล้ว อีกอย่าง ขอบอกตามตรง ที่ฉันต้องสืบประวัติของคุณ

    ก็เพราะว่าคนที่เป็นเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์ของ วิหารอนันดาของเราต้องสามารถตรวจสอบประวัติได้แม้นทำผิด ก็สามารถอภัยโทษได้ หากแก้ไขและปรับตัวเป็นคนดี”

    “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ผมก็นึกเข้าข้างตัวเอง คิดว่า ธิดาเทพคิดถึงผมเสียอีก”

    อัสนีเอ่ยเสียงอ่อย

    “ ไม่ต้องกังวลไปคุณยังมีเวลาสร้างผลงานให้กับ วิหารอนันดาของเรา แล้วฉันอาจพิจารณาคุณเองในอนาคต”

    “นี่ยังต้องสร้างผลงานเพิ่มอีกหรือครับ”

    “ ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันยังไม่ประกาศว่าคุณคือเทพบุตรศักดิ์สิทธ์ เพราะหากประกาศออกไปจะต้องมีคนในวิหารอนันดามากมายอิจฉาคุณ และคิดฆ่าคุณให้ตายแล้วแย่งชิงดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตาไป ดังนั้นภายใน 1ปีนี้ฉันจะฝึกฝนคุณให้มีทักษะการต่อสู้ และฝึกฝนพลังจิตจะได้ไม่ให้มีใครมาทำร้ายคุณได้”

    “ เอ่อ ผมไม่เป็นได้ไหมเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์อะไรเนี่ย?”

    “ ไม่ได้คุณสามารถดึงดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตาในตำนานขึ้นมาได้ แสดงว่าดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตาเลือกคุณ ยกเว้นว่า คุณตายดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตาก็จะเลือกคนอื่นต่อไป

    “ เอ่อ ผมเป็นก็ได้ไม่มีปัญหา”

    อัสนียืดอก ยินดีรับเป็นเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์วิหารอนันดาไม่คิดเปลี่ยนใจอีก...........