จารึกที่ 248 : ม่านกักขังพังทลาย : มหาสงครามสามขั้วอำนาจใต้พิภพ
ท่ามกลางความเงียบงันอันศักดิ์สิทธิ์ภายในหอตำรากลไกฟ้า สถานที่ซึ่งเก็บงำมรดกและวิถีเต๋าของปรมาจารย์กงซูมาเนิ่นนานนับพันปี บัดนี้ กลิ่นอายแห่งปัญญาบรรพกาลกำลังถูกคุกคามด้วยเจตจำนงแห่งการทำลายล้างที่ปะทุขึ้นจากเบื้องบน
"แคร่ก... กร๊อบ..."
เสียงแตกร้าวแผ่วเบาทว่าบาดลึกเข้าไปในแก่นวิญญาณดังสะท้อนก้องไปทั่วซากมหานครใต้พิภพ อาเจียที่กำลังกำคัมภีร์กลไกสวรรค์ผสานวิญญาณไว้ในมือ พลันเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง นัยน์ตาสีเงินยวงจากเนตรสูญตาขั้นสองของเขาสะท้อนภาพของ 'ม่านกักขังบรรพกาล' ที่เขายอมเฉือนเนื้อสูญเสียศิลาปราณระดับสูงไปถึงหนึ่งหมื่นก้อนเพื่อรังสรรค์มันขึ้นมา บัดนี้ ม่านปราณสีเงินยวงที่เคยแข็งแกร่งดุจกำแพงสวรรค์ กลับปรากฏรอยร้าวขนาดมหึมาประหนึ่งใยแมงมุมที่กำลังจะขาดสะบั้น
"เป็นไปไม่ได้! ม่านกักขังที่หล่อหลอมจากวิถีจตุรธาตุบรรพกาลและศิลาปราณหนึ่งหมื่นก้อนของข้า... กำลังจะแตกงั้นหรือ!" อาเจียแผดเสียงลั่น น้ำเสียงของเขามิได้เจือความหวาดกลัวต่อความตาย ทว่ามันเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและปวดร้าวแสนสาหัสประหนึ่งถูกควักหัวใจ "ไอ้พวกก้อนหินบัดซบ! พวกแกกำลังทำลายเงินหมื่นก้อนของข้า!"
"กัมปนาทททท!!!"
สิ้นเสียงตะโกนของอาเจีย เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องยิ่งกว่าอัสนีบาตฟาดฟันก็อุบัติขึ้น ม่านกักขังบรรพกาลไม่อาจต้านทานน้ำหนักของหินผานับล้านชั่งและพละกำลังของเผ่าอสูรศิลาที่คลุ้มคลั่งได้อีกต่อไป มันแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ละอองปราณสีเงินยวงที่เคยเป็นศิลาปราณของอาเจีย ร่วงหล่นลงมาดุจหิมะที่ไร้ค่า แหลกสลายไปในอากาศธาตุอย่างไม่มีวันหวนกลับ
พริบตานั้น แสงสว่างสีส้มอมแดงจากทะเลลาวาเบื้องบนสาดส่องทะลุรอยแยกของเพดานถ้ำลงมา อาบไล้ซากมหานครแห่งสำนักหัตถ์กลให้กลายเป็นสีเลือด พร้อมกันนั้น เงาร่างอันดำทะมึนนับพันนับหมื่นร่างก็พุ่งหลาวลงมาจากเบื้องบนดุจห่าฝนอุกกาบาต!
พวกมันคือ เผ่าอสูรศิลา 石魔族 (สือหมัวจู๋) ผู้พิทักษ์แห่งผลึกปฐพีที่กราดเกรี้ยว ร่างกายที่หล่อหลอมจากหินอัคนีดำทมิฬและปราณดินที่หนักแน่น กระแทกลงบนพื้นโลหะวิญญาณของสำนักหัตถ์กลจนเกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น แผ่นดินใต้พิภพสั่นไหวอย่างรุนแรงประหนึ่งโลกกำลังจะแตกดับ ดวงตาสีทับทิมนับหมื่นคู่ของพวกมันสอดส่ายหาผู้บุกรุก เจตจำนงแห่งการทำลายล้างกฎเกณฑ์ทุกสิ่งแผ่ซ่านออกมากดทับจนมวลอากาศกลายเป็นของแข็ง
"พวกมันลงมาแล้ว! เตรียมรับมือ!" เฟิงอี้หรานคำรามลั่น เขากางพัดขนนกสีเพลิงออก ปราณวิญญาณธาตุไฟในร่างเดือดพล่านจนเส้นผมของเขาปลิวไสว "เพลิงอสูรคลั่ง... มังกรคู่กลืนนภา!"
เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะยานออกจากพัด กลายร่างเป็นมังกรเพลิงสองตัวที่แผดเผากฎเกณฑ์แห่งความเย็นเยียบ พุ่งเข้าปะทะกับร่างของอสูรศิลาแนวหน้าที่เพิ่งร่วงหล่นลงมา ทว่าอสูรศิลาเหล่านี้เมื่อได้สัมผัสกับพื้นดินของซากมหานคร แม้จะเป็นพื้นโลหะ ทว่ามันก็ยังเชื่อมต่อกับชีพจรปฐพีเบื้องล่าง พวกมันดึงเอาแก่นแท้แห่งดินมาเป็นเกราะคุ้มกาย เปลวเพลิงของเฟิงอี้หรานทำได้เพียงหลอมละลายผิวหินชั้นนอก ไม่อาจเผาผลาญไปถึงแก่นวิญญาณของพวกมันได้
ฉินมู่หลางก้าวทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ เจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่เฉียบคมและเยือกเย็นถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มขีดจำกัด "วิถีกระบี่... ตัดสายธารกาลเวลา!"
แสงกระบี่สีเงินวาววับนับร้อยสายฟาดฟันลงมาจากเบื้องบน สับร่างของอสูรศิลาหลายสิบตัวจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน ทว่าภาพอันน่าสิ้นหวังก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อชิ้นส่วนหินที่ขาดหลุดร่วง กลับถูกปราณปฐพีดึงดูดเข้าหากันและสมานตัวกลับเป็นร่างเดิมในชั่วพริบตา!
"พวกมันเป็นอมตะตราบใดที่ยังเหยียบอยู่บนแผ่นดิน!" หลินชิงเสวี่ยกัดฟันแน่น นางและเย่ปิงอวิ๋นเร่งกางม่านปราณเหมันต์และค่ายกลกระบี่คุ้มกันรอบตัวอาเจียและหอตำรา ทว่าแรงกดดันจากจำนวนที่มหาศาลของเผ่าอสูรศิลา ทำให้ม่านปราณของพวกนางเริ่มเกิดรอยร้าว
สถานการณ์เข้าสู่ขั้นวิกฤต คณะวิปลาสกำลังเผชิญหน้ากับคลื่นมนุษย์หินที่ไม่มีวันตาย ทว่าท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง กฎเกณฑ์ฟ้าดินภายในซากมหานครแห่งสำนักหัตถ์กล พลันเกิดการผันผวนอย่างรุนแรงและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม!
แรงกระแทกจากการร่วงหล่นของเผ่าอสูรศิลาและเจตจำนงแห่งการทำลายล้างที่พวกมันแผ่ซ่านออกมา ได้ไปปลุก 'สัญชาตญาณการปกป้อง' ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้ตื่นจากการหลับใหล!
"ครืดดดด... กึก... กึก... ตึง!!!"
เสียงฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์นับหมื่นชิ้นที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนโลหะวิญญาณและตามผนังถ้ำ พลันขยับเขยื้อนบดเบียดเข้าหากัน เสียงของมันมิใช่เสียงเครื่องกล ทว่ามันคือเสียงคำรามของเจตจำนงแห่งโลหะที่ถูกสลักเสลาด้วยวิถีเต๋าบรรพกาล!
อักขระควบคุมวิญญาณสีม่วงคล้ำที่สลักอยู่ตามซากปรักหักพัง สว่างวาบขึ้นพร้อมกันประหนึ่งดวงดาราในห้วงอวกาศที่มืดมิด ทั่วทั้งมหานครใต้ดินสั่นสะเทือน กลิ่นอายแห่งการสังหารที่ลึกล้ำและเย็นเยียบยิ่งกว่าเผ่าอสูรศิลา พวยพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดิน
พริบตานั้นเอง ซากโครงกระดูกโลหะ รูปปั้นหินสลัก และพยนต์เทวะรูปร่างวิจิตรพิสดารนับหมื่นตัว ที่เคยนอนทอดร่างระเกะระกะประหนึ่งซากศพไร้ค่า พลันขยับเขยื้อน!
นกยักษ์ปีกเหล็กกล้าที่เหลือเพียงโครงกระดูก สยายปีกที่เต็มไปด้วยคมมีดออกกว้าง ดวงตาที่ทำจากหยกวิญญาณส่องแสงสีฟ้าเรืองรอง พยัคฆ์หุ้มเกราะทองแดงที่ไร้ลมหายใจ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับอ้าปากคำรามปลดปล่อยคลื่นสั่นสะเทือนทำลายล้าง และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือหุ่นรบอสูรสงครามโบราณนับพันตัว ที่ถือขวานยักษ์และกระบี่โลหะนิลกาล ก้าวเดินออกมาจากเงามืดอย่างพร้อมเพรียง!
นี่คือ 'กองทัพพยนต์เทวะบรรพกาล' ระบบป้องกันขั้นสูงสุดของสำนักหัตถ์กล ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องมรดกของปรมาจารย์กงซู! พวกมันหลับใหลมาเนิ่นนาน รอคอยเพียงผู้รุกรานที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามา
เมื่อกองทัพพยนต์เทวะลืมตาตื่น สิ่งแรกที่พวกมันสัมผัสได้คือเจตจำนงของเผ่าอสูรศิลาที่กำลังอาละวาดทำลายซากมหานครของพวกมัน
เป้าหมายแห่งการทำลายล้างถูกกำหนดขึ้นทันที!
"กรรร!!!" อสูรศิลายักษ์ตัวหนึ่งคำราม ทุบกำปั้นหินใส่พยนต์พยัคฆ์ทองแดงที่กระโจนเข้าหา
"เคร้งงง!!!"
เสียงปะทะดังกึกก้อง พยัคฆ์ทองแดงมิได้แตกสลาย ทว่ามันใช้กรงเล็บที่อาบด้วยเจตจำนงแห่งโลหะ ฉีกกระชากแขนหินของอสูรศิลาจนขาดสะบั้น อักขระบนตัวพยัคฆ์เรืองแสง ปลดปล่อย 'ปราณตัดวิญญาณ' เข้าสกัดกั้นไม่ให้ปราณปฐพีเชื่อมต่อกับชิ้นส่วนที่ขาดได้ อสูรศิลาที่เคยเป็นอมตะ บัดนี้กลับสูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูเมื่อเผชิญกับวิถีเต๋าแห่งสำนักหัตถ์กล!
มหาสงครามสามขั้วอำนาจใต้พิภพได้อุบัติขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ!
ด้านหนึ่งคือ เผ่าอสูรศิลา ผู้เป็นดั่งตัวแทนของกฎเกณฑ์ปฐพีและธรรมชาติอันดิบเถื่อน
อีกด้านหนึ่งคือ กองทัพพยนต์เทวะบรรพกาล ผู้เป็นตัวแทนของปัญญาและเจตจำนงแห่งการสร้างสรรค์ที่ฝืนลิขิตฟ้า
และตรงกลางความบ้าคลั่งนั้น... คือคณะวิปลาสของอาเจีย ที่ถูกขนาบข้างด้วยความตายจากทั้งสองฝั่ง!
"ศิษย์น้องอาเจีย! พวกเราถูกล้อมแล้ว! กองทัพพยนต์พวกนั้นไม่ได้แยกแยะมิตรศัตรู พวกมันโจมตีทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว!" ฉินมู่หลางตะโกนพร้อมกับตวัดกระบี่สกัดกั้นหอกโลหะของหุ่นรบตัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามา
เฟิงอี้หรานพ่นเลือดออกมาคำโตจากการฝืนใช้ปราณเกินขีดจำกัด "หากข้าต้องตายที่นี่ ข้าขอตายด้วยการถูกลาวาเผาเสียยังดีกว่าถูกไอ้พวกเศษเหล็กนี่สับเป็นชิ้นๆ! อาเจีย! เจ้ามีแผนอะไรหรือไม่!"
อาเจียยืนนิ่งอยู่หน้าประตูหอตำรากลไกฟ้า ดวงตาสีเงินยวงของเขาเบิกกว้าง ทว่ามิใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่ด้วยความตื่นเต้นและสัญชาตญาณของพ่อค้าที่มองเห็นโอกาสทองท่ามกลางวิกฤต!
ในสมรภูมิที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า ซากของอสูรศิลาและพยนต์เทวะร่วงหล่นเกลื่อนกลาด ทุกครั้งที่อสูรศิลาถูกทำลาย 'ศิลาปราณบริสุทธิ์' ที่ซ่อนอยู่ในร่างของพวกมันจะกระเด็นออกมา และทุกครั้งที่พยนต์เทวะถูกบดขยี้ 'แกนปราณบรรพกาล' และ 'โลหะวิญญาณ' อันล้ำค่าก็จะกลิ้งหล่นลงบนพื้น!
'สวรรค์โปรด! นี่มันไม่ใช่สนามรบ! นี่มันคลังสมบัติที่กำลังเปิดประมูลด้วยเลือดต่างหาก!' อาเจียร่ำร้องในใจ เลือดในกายเดือดพล่านด้วยความโลภที่ไม่อาจดับได้
"สู้ไปก็เปลืองแรงเปล่า! ในเมื่อพวกมันอยากฆ่ากันเองนัก ก็ปล่อยให้หมามันกัดกันไป!" อาเจียตะโกนสั่งสหาย "ทุกคน! ถอยร่นเข้ามาใกล้หอตำรา! ข้าจะกางค่ายกลพรางตาระดับสูงสุด!"
อาเจียล้วงเอาแผ่นหยกสลักอักขระที่เขาเพิ่งปล้นมาจากชั้นหนังสือในหอตำราออกมา มันคือเคล็ดวิชา 'พรางฟ้าเร้นวิญญาณ' ของสำนักหัตถ์กล เขาตวัดพู่กันนิรันดร์ จารึกอักขระหลิง 零 ลงไปบนแผ่นหยก ผสานเข้ากับมหาภาวะชวีแห่งสูญตา
"วิถีแห่งเต๋า... ไร้รูป ไร้ลักษณ์ ลบเลือนตัวตน!"
แผ่นหยกส่องแสงวาบ ก่อนจะแผ่คลื่นปราณที่ไร้สีไร้กลิ่นออกไปครอบคลุมพื้นที่รอบหอตำรากลไกฟ้า พริบตานั้น ร่างของอาเจีย ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และนักพรตหมื่นอีแปะ พลันกลืนหายไปในความมืดมิดประหนึ่งหยดน้ำที่หยดลงในมหาสมุทร
กลิ่นอายและเจตจำนงการมีอยู่ของพวกเขาถูก 'ลบเลือน' ออกจากกฎเกณฑ์ฟ้าดินในบริเวณนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ!
เมื่อเป้าหมายหลักหายไป กองทัพเผ่าอสูรศิลาและพยนต์เทวะโบราณที่กำลังพุ่งเป้ามาที่พวกเขา ก็สูญเสียการจับสัมผัส พวกมันหันขวับไปเผชิญหน้ากันเอง เจตจำนงแห่งการทำลายล้างที่ไร้ที่ระบายจึงถูกสาดซัดเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง
การปะทะกันดุเดือดขึ้นเป็นทวีคูณ เสียงคำราม เสียงระเบิด และเสียงโลหะฉีกกระชากดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ แขนหินถูกฟันขาด ปีกโลหะถูกทุบทำลาย ซากศพของทั้งสองฝ่ายกองพะเนินสูงเป็นภูเขาเลากา
ภายในค่ายกลพรางตาที่ปลอดภัยประหนึ่งมิติเอกเทศ ฉินมู่หลางและคนอื่นๆ ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจอย่างโล่งอก ทว่าเมื่อพวกเขาหันไปมองอาเจีย พวกเขากลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนอ่อนใจ
อาเจียไม่ได้นั่งพักเหนื่อย เขากำลังยืนเท้าสะเอว แววตาสีเงินยวงสาดประกายรูปเหรียญทองคำอย่างเจิดจ้า รอยยิ้มชั่วร้ายและหน้าเงินปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
"ฮิฮิฮิ... ในที่สุด เวลาแห่งการเก็บเกี่ยวก็มาถึง!" อาเจียหัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์ เขาสะบัดมือขวา "เจ้าสัว! เจ้าถุงเงิน! ออกปฏิบัติการได้! จงจำไว้... ลอบสังหารเฉพาะตัวที่บาดเจ็บใกล้ตาย ขโมยเฉพาะแกนปราณและศิลาที่หล่นอยู่บนพื้น ห้ามปะทะซึ่งหน้าเด็ดขาด! ใครเก็บของมีค่ากลับมาได้น้อยที่สุด ข้าจะหักค่าข้าวสาร!"
"รับบัญชานายท่าน! เรื่องฉวยโอกาสตอนทีเผลอและปล้นสะดมศพ... ข้าผู้เป็นพยนต์เทวะ ถนัดยิ่งนัก!" กระแสจิตอันโอหังทว่าแฝงด้วยความตื่นเต้นยินดีของ เจ้าสัว ดังก้องขึ้น ร่างยักษ์สีทองอร่ามของราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ค่อยๆ หดขนาดลงจนสูงเพียงสองจั้ง ปีกโลหะทั้งหกพับเก็บแนบลำตัวเพื่อลดการลอบสังเกต อักขระที่แกนกลางหน้าอกหรี่แสงลงจนแทบกลืนไปกับความมืด มันก้าวออกจากค่ายกลพรางตาด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาประหนึ่งวิฬาร์ย่องเบา
เป้าหมายของมันคือพยนต์เทวะอสูรสงครามตัวหนึ่ง ที่เพิ่งถูกอสูรศิลาทุบจนเกราะแตกและกำลังเสียหลัก เจ้าสัวแทรกกายเข้าหาจากมุมอับ มือที่หล่อหลอมด้วยเจตจำนงโลหะพุ่งทะลวงเข้าไปในรอยแตกของเกราะนั้นอย่างเงียบเชียบ!
"ฉึก..."
ไม่มีเสียงร้องโหยหวน เจ้าสัวกระชาก 'แกนปราณบรรพกาล' ออกมาจากอกของพยนต์ตัวนั้นอย่างเลือดเย็น ก่อนจะยัดเข้าปากกลืนกินสดๆ เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองทันที!
"รสชาติแห่งอดีตกาล... ช่างหอมหวานเสียนี่กระไร!" เจ้าสัวแสยะยิ้มในความมืด มันกวาดสายตามองหาเหยื่อตัวต่อไปที่บาดเจ็บสาหัส ประหนึ่งมัจจุราชหน้าเงินที่เดินเลือกซื้อของในตลาดสด
ในขณะเดียวกัน เจ้าถุงเงิน ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ ก็แสดงสิทธิศักดิ์ศรีของสุดยอดสัตว์อสูรสายเลือดนักฆ่า ร่างของมันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงาของซากปรักหักพัง มันคืบคลานไปตามพื้นดินที่เต็มไปด้วยการต่อสู้
ดวงตาทั้งแปดของมันจับจ้องไปยัง 'ศิลาปราณบริสุทธิ์' ที่ร่วงหล่นมาจากร่างของอสูรศิลาที่ถูกฟันตาย เจ้าถุงเงินพ่น 'ใยเงาจันทรา' ออกไป เส้นใยที่มองไม่เห็นเกี่ยวรัดศิลาปราณเหล่านั้น แล้วดึงกลับมาซุกซ่อนไว้ในมิติเงาของมันอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ แม้จะมีพยนต์เทวะเดินเหยียบย่ำผ่านไปมา ก็ไม่มีตัวใดสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมันเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางมหาสงครามที่ดุเดือด ซากศพของทั้งสองกองทัพเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทว่าทรัพยากรล้ำค่าที่ควรจะตกหล่นอยู่บนพื้น กลับอันตรธานหายไปอย่างเป็นปริศนา
ภายในค่ายกลพรางตา อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เบื้องหน้าของเขามีศิลาปราณบริสุทธิ์นับหมื่นก้อน และเศษโลหะวิญญาณพร้อมแกนปราณบรรพกาลอีกนับพันชิ้น ที่เจ้าถุงเงินและเจ้าสัวลอบขนกลับมาส่งส่วยให้เจ้านายอย่างต่อเนื่อง
"หนึ่งหมื่นเอ็ดก้อน... หนึ่งหมื่นสองก้อน... ฮ่าฮ่า! ศิลาปราณที่ข้าเสียไปตอนกางม่านกักขัง ได้คืนมาหมดแล้ว! แถมยังได้กำไรเป็นแกนปราณระดับกึ่งเซียนอีกเพียบ! รวย! รวยเละเทะ!" อาเจียนับสมบัติด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความปีติยินดี ใบหน้าที่เคยซีดเซียวบัดนี้แดงเปล่งปลั่งประหนึ่งคนเพิ่งกินยาอายุวัฒนะเข้าไปร้อยเม็ด
นักพรตหมื่นอีแปะนั่งจิบชา มองดูศิษย์ของตนด้วยสายตาที่ลุ่มลึก 'ไอ้เด็กนี่... วิถีแห่งการเอาตัวรอดและการฉกฉวยผลประโยชน์ของมัน ช่างลึกล้ำจนแม้แต่สวรรค์ยังต้องอับอาย มันเปลี่ยนสนามรบมรณะให้กลายเป็นลานเก็บเกี่ยวทรัพยากรส่วนตัวได้อย่างหน้าตาเฉย... มรรคาวิถีของมัน ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าเจตจำนงกระบี่ใดๆ'
ทว่า ความสุขของคนหน้าเงินมักถูกลิขิตฟ้าขัดขวางเสมอ
ในขณะที่อาเจียกำลังเคลิบเคลิ้มกับภูเขาสมบัติเบื้องหน้า ทั่วทั้งมหานครใต้ดินพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนแม้แต่ค่ายกลพรางตาก็บิดเบี้ยว!
เสียงการต่อสู้ที่บ้าคลั่งของสองกองทัพพลันชะงักงัน พยนต์เทวะนับหมื่นตัวหยุดชะงักประหนึ่งถูกแช่แข็ง เผ่าอสูรศิลาที่กราดเกรี้ยวต่างทรุดตัวลงหมอบกับพื้นด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึกในแก่นวิญญาณ
แรงกดดันที่เหนือล้ำกว่าทุกสิ่งที่อาเจียเคยสัมผัสมาในชีวิต แผ่ซ่านลงมาจากรอยแยกบนเพดานถ้ำ มันมิใช่แรงกดดันระดับวิญญาณแรกเริ่มอีกต่อไป... แต่มันคือแรงกดดันที่ก้าวข้ามขอบเขตแห่งการเกิดและดับสูญ!
"กลิ่นอายนี้..." มู่เฉินลุกพรวดขึ้นภายในมิติพู่กัน น้ำเสียงของบรรพชนเต็มไปด้วยความตระหนก "ระดับแยกวิญญาณขั้นสมบูรณ์... ไม่สิ! นี่มันก้าวเท้าเข้าสู่ระดับ 'หลอมความว่างเปล่า' ไปแล้วครึ่งก้าว!"
จากรอยแยกเบื้องบน ร่างมหึมาที่ใหญ่โตยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูก ค่อยๆ หย่อนกายลงมาสู่ซากมหานคร ร่างกายของมันมิได้เป็นเพียงหินอัคนีสีดำ ทว่ามันถูกห่อหุ้มด้วย 'ผลึกปฐพีบริสุทธิ์' สีอำพันที่ส่องประกายเจิดจ้าไปทั้งตัว ทุกย่างก้าวที่มันสัมผัสพื้น กฎเกณฑ์ฟ้าดินในรัศมีร้อยลี้ต่างบิดเบี้ยวและสยบยอมต่อเจตจำนงของมัน
มันคือ 'ราชาอสูรศิลาบรรพกาล' ผู้นำสูงสุดแห่งเผ่าพันธุ์ที่แท้จริง!
ดวงตาที่ทำจากผลึกแก้วสีเลือดของมันกวาดมองไปทั่วสนามรบ ก่อนจะหยุดนิ่งมายังจุดที่ค่ายกลพรางตาของอาเจียตั้งอยู่!
แม้ค่ายกลพรางตาของสำนักหัตถ์กลจะล้ำเลิศเพียงใด ทว่าเมื่อเผชิญกับระดับพลังที่ก้าวล่วงสัจธรรมแห่งพื้นที่ มันก็ไม่อาจซ่อนเร้นตัวตนได้อีกต่อไป
"พวกมนุษย์ชั้นต่ำ..." เสียงกระแสจิตที่หนักแน่นและเย็นเยียบประหนึ่งเสียงจากยมโลก ดังก้องเข้ามาในห้วงวิญญาณของทุกคนบนเรือ "พวกเจ้าบังอาจขโมยผลึกปฐพี... ขโมยสายเลือดของข้า... พวกเจ้าต้องชดใช้ด้วยวิญญาณ!"
ราชาอสูรศิลาเงื้อง้างฝ่ามือขนาดยักษ์ที่ปกคลุมด้วยกฎเกณฑ์แห่งปฐพีที่สามารถบดขยี้มิติได้ ก่อนจะตบลงมายังหอตำรากลไกฟ้าอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานี!
"แย่แล้ว! มันมองเห็นพวกเรา!" เฟิงอี้หรานและฉินมู่หลางหน้าซีดเผือด
อาเจียเบิกตากว้าง สมบัติที่เขากำลังนับอยู่หล่นร่วงจากมือ สัญชาตญาณแห่งความตายร้องเตือนดังก้องในโสตประสาท บัดนี้ กลอุบายและการหลบซ่อนไม่อาจใช้ได้ผลอีกต่อไป สิ่งเดียวที่รออยู่เบื้องหน้า คือการเผชิญหน้ากับความตายที่แท้จริง!
"เจ้าสัว! กลับมาป้องกัน!" อาเจียแผดเสียงลั่น พร้อมกับปลดปล่อยเจตจำนงสูญตาขั้นสูงสุดออกจากร่าง เตรียมรับมือกับหายนะที่กำลังจะบดขยี้พวกเขาให้แหลกเป็นจุล!
มรรคาวิถีแห่งการหนีและหลบซ่อนสิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้คือเวลาที่ราชันหมื่นอักขระจะต้องแสดงเจตจำนงแห่งการต่อต้านลิขิตสวรรค์อย่างแท้จริง!