ในระหว่างที่ศิษย์ อาจารย์ และเยี่ยหลง กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ อาจารย์ก็กล่าวถามขึ้น " เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้า เจ้าหก เจ้าเจ็ด ตอนนี้พวกเจ้ามีคนละกี่ดาวแล้ว "
ศิษย์พี่ใหญ่ของเยี่ยหลงหรือเฉินฉางชุนกล่าวตอบก่อน " จากของเก่าสามสิบห้าดาว บวกของวันนี้สองดาว ข้ามีรวมทั้งหมด สามสิบเจ็ดดาวขอรับอาจารย์ "
" ส่วนข้าจากของเก่ามีสามสิบสามดาว บวกของวันนี้สองดาวเช่นกัน ข้ามีรวมทั้งหมด สามสิบห้าดาว ขอรับอาจารย์ " ศิษย์พี่รองของเยี่ยหลงหรือเป่าลู่จิวกล่าว
" ส่วนข้าจากเดิมมีสามสิบสองดาว บวกของวันนี้ ข้ามีรวมทั้งหมด สามสิบสามดาว ขอรับอาจารย์ " ศิษย์พี่สามของเยี่ยหลงหรือฟู่จางเหว่ยบอก
" ส่วนข้าจากเดิมก็มีสามสิบสองดาวเช่นกันกับศิษย์พี่สาม และบวกหนึ่งดาวเช่นเดียวกันกับศิษย์พี่สาม รวมปัจจุบันมี สามสิบสามดาว ขอรับอาจารย์ " ศิษย์พี่สี่ของเยี่ยหลงหรือเลี่ยงลี่บอก
" ส่วนข้าจากของเก่ามีสามสิบสองดาว แต่วันนี้แพ้ไปจึงไม่เหลือเลยสักดาว " ศิษย์พี่ห้าของเยี่ยหลงหรือหลิวหลี่เจี๋ยกล่าวบอก
" ส่วนข้าจากของเดิมมีสามสิบเอ็ดดาว วันนี้ไม่ได้ลงประลองจึงทำให้ดาวเหลือเท่าเดิม " ศิษย์พี่หกของ
เยี่ยหลงหรือหนิงจินหลงกล่าว
" ส่วนข้าจากของเดิมมีสามสิบห้าดาว รวมของวันนี้สิบห้าดาว รวมมีทั้งหมด ห้าสิบดาว " ศิษย์พี่เจ็ดของเยี่ยหลงหรือไห่หยวนกล่าว
ทันทีที่ไห่หยวนกล่าวบอกว่าตนเองมีกี่ดาวเสร็จ ทุกคนไม่รวมเยี่ยหลง ก็ต่างมองมาทางคนกันเป็นตาเดียวด้วยความไม่อยากเชื่อ
" ศิษย์น้องเจ็ด ที่เจ้าพูดมาจริงรึเปล่า " เฉินฉางชุนหรือศิษย์พี่ใหญ่กล่าวถาม
ไห่หยวนตอบ " จริงแท้แน่นอนศิษย์พี่ใหญ่ ไม่เชื่อเชิญชมได้เลย "
ไห่หยวนกล่าวเสร็จ คนก็เรียกดาวทั้งหมดที่ฝังในวิญญาณตนออกมาให้ทุกคนชม
เมื่อศิษย์พี่ห้าของไห่หยวนได้ชม คนก็รู้สึกทึ่ง จึงกล่าว " สิ่งที่ศิษย์น้องเจ็ดพูดมาเป็นจริงด้วย ดูเหมือนว่าดอยของเรา จะได้คนที่จะได้เข้าสู่แดนเวทลี้ลับแล้วนะเนี่ย "
ไห่หยวนเก็บดาวเข้าสู่ในวิญญาณตน ก่อนจะกล่าวบอก " อย่าเพิ่งตัดสินใจด่วนสรุปแบบนี้เลย พวกเรายังไม่รู้เลยว่าศิษย์น้องแปดมีกี่ดาว อาจจะมีเยอะกว่าพวกศิษย์พี่หรือข้าก็เป็นได้ ใช่มั้ยศิษย์น้องแปด "
เยี่ยหลงกำลังจะเอ่ยปากบอก แต่ไม่ทัน อาจารย์ของพวกคนกล่าวขึ้นก่อน " เจ้าแปดน่ะหรอ จะมีดาวเยอะมากกว่าพวกเจ้าทั้งหมด เป็นไปไม่ได้หรอก ในบรรดาพวกเจ้า เจ้าแปดอ่อนแอที่สุด จะไปชนะใครได้อย่างไรกัน "
หลิงเถียนอี้หรืออาจารย์ของเยี่ยหลงกล่าวมาแบบนั้น เมื่อเยี่ยหลงได้ฟัง คนก็คิดขึ้น ' สงสัย ชื่อเสียงการชนะของเรายังคงไม่มาถึงหูพวกศิษย์พี่กับอาจารย์สินะ เพราะเราเพิ่งประลองชนะไปเมื่อไม่นานมานี้เอง เดี๋ยวหลังจากกินข้าวเสร็จ พวกศิษย์พี่ อาจารย์ออกจากดอย เดี๋ยวก็คงได้ยินชื่อความสำเร็จของเราเองนั่นแหละ ไม่จำเป็นต้องหรอกมั้งว่าตอนนี้เรามีกี่ดาว '
เมื่อเยี่ยหลงคิดตัดสินใจเสร็จ คนก็เงียบไม่โต้แย้งคำพูดของอาจารย์ตน
ครั้นเยี่ยหลงกระทำแบบนั้น ก็ส่งผลให้พวกศิษย์พี่ตนพากันคิดเข้าใจไปว่า เยี่ยหลงคงจะมีดาวแค่ดวงเดียวเช่นเดิม หรือ ไม่ก็สูญเสียไปแล้ว เป็นแน่แท้
หลังจากหลิงเถียนอี้กินข้าวเสร็จ คนก็กล่าวกับเยี่ยหลงขึ้น " นี่เจ้าแปด พรุ่งนี้เจ้าลงดอยไปซื้อสมุนไพร ให้กับอาจารย์ที สมุนไพรที่ต้องซื้อ อยู่ในกระดาษนี้หมดแล้ว "
อาจารย์เยี่ยหลงกล่าวเสร็จ คนก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากเสื้อพร้อมถุงเงิน จากนั้นก็ยื่นให้กับเยี่ยหลง
เยี่ยหลงก็ลุกจากที่นั่งกินข้าว และไปรับมา เอามาเก็บไว้กับตน
เช้าวันที่ ยี่สิบเอ็ด พฤษภา มาถึง หลังจากที่เยี่ยหลงทำอาหารและกินอาหารเสร็จ คนก็เดินไปยังสนามประลองที่หนึ่งเพื่อดูการประลอง
แต่ระหว่างเดินทางไป เมื่อเจอคน คนก็ทำการเดินเข้าไปใกล้และกล่าวถามตรวจสอบชื่อเสียงของตน เพราะอยากรู้ว่าตนดังแค่ไหนแล้ว
เยี่ยหลงกล่าวถามคนแรก " นี่สหาย เมื่อวานนี้ ข้าได้ยินมาว่า มีคนท้าประลอง หนึ่งต่อห้าคน และฝ่ายหนึ่งคนเป็นฝ่ายชนะมาได้ ท่านเคยได้ยินหรือไม่ และรู้จักชื่อเขามั้ย "
คนตอบ " ไม่เคยได้ยินอะ "
เยี่ยหลงที่ได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดเล็กๆขึ้นมาในใจ พอหาย คนก็คิดปลอบใจตนเองขึ้นว่า ' ไม่เป็นไร เดี๋ยวลองถามคนถัดๆไป มันต้องมีสักคนสิ ที่รู้จักเรา '
หลังเยี่ยหลงคิดเสร็จ คนก็ไม่รีรอช้าที่จะไปถามคนอื่นๆถัดๆไปว่ารู้จักตนมั้ย
คนถามไปเรื่อยๆถึงอีกแปดคน แต่ละคนก็บอกเหมือนกันว่าไม่รู้จักเหมือนกันทุกคนดังคนแรก
เยี่ยหลงที่ได้ยินหลายคนพูดมาแบบนั้น คนก็แทบอยากจะร้องไห้ แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้
จนคนไปถามคนที่สิบ ด้วยน้ำเสียงที่หมดแรงและไม่คาดหวังอะไร " นี่สหาย เมื่อวานนี้ ข้าได้ยินมาว่า มีคนท้าประลอง หนึ่งต่อห้าคน และฝ่ายหนึ่งคนเป็นฝ่ายชนะมาได้ ท่านเคยได้ยินหรือไม่ และรู้จักชื่อเขามั้ย "
คนที่สิบกล่าวบอก " อ๋อ เคยได้ยินอยู่ ว่าแต่ชื่ออะไรนะ จำไม่ค่อยได้ แต่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น ขอเวลาคิดแป๊บ "
เมื่อเยี่ยหลงได้ฟังแบบนั้น คนก็ตาลุกวาวเป็นประกายมีความสุขมีความหวังขึ้นมาว่า มีคนรู้จักตนสักที
ทันทีที่คนที่สิบที่เยี่ยหลงถาม นึกชื่อขึ้นมาได้ คนก็กล่าวบอกแก่เยี่ยหลง " อ๋อ ชื่อไห่เหยียน"
เยี่ยหลงเมื่อได้ฟัง คนก็เบือนหน้าหนีคน เพราะรู้สึกน้ำตาอยากจะหลั่ง
เยี่ยหลงคิดขึ้น ' อุตส่าห์ แนะนำตัวไปอย่างองอาจแล้วแท้ๆ แต่ไม่มีใครจำเราได้เลย เศร้าใจจัง '
พอคนเศร้าใจเสร็จ คนก็หันกลับมาหาคนที่คนถาม และกล่าว " ขอบคุณนะ สหายที่บอกข้อมูล "
ครั้นกล่าวขอบคุณเสร็จ คนก็ไม่หยุดถามใครอีก คนมุ่งไปยังสนามประลองที่หนึ่งอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่นานก็มาถึง
เมื่อคนมาถึง คนก็พบว่าในสนามประลองมีคู่ประลองกำลังประลองกันอยู่แล้ว
เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็ยืนดูคู่ที่หนึ่งสำหรับตน ประลองกันไป ไปจนจบไปจนเจอผู้ชนะ คนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนคู่ที่สองสำหรับตนเจอผู้ชนะ
ครั้นคู่ประลองปัจจุบันในสนามที่หนึ่งเจอผู้ชนะแล้ว ผู้อาวุโส ก็ประกาศชื่อผู้ชนะ ดาวที่คนมี และดาวที่คนได้รับ รวมทั้งหมดมีเท่าไหร่ " ผู้ชนะ เหลยอู๋ซวง เดิมมีดาว ห้าสิบห้าดวง รวมจากการชนะครั้งนี้ได้รับดาวเพิ่ม ยี่สิบ ดวง ปัจจุบันมีดาวรวม เจ็ดสิบห้าดวง "
พอผู้อาวุโสประกาศสิ่งที่ต้องประกาศเสร็จ คนก็ทำการดึงดาวผู้แพ้ที่เก็บไว้ในวิญญาณออกมามอบให้
ผู้ชนะหรือเหลยอู๋ซวง
เมื่อเหลยอู๋ซวงชนะแล้ว คนที่เหลิงก็ประกาศท้าทายบรรดาผู้คนต่างๆขึ้น " มีใครที่ฝีมือดีกว่านี้หรือไม่ ถ้ามีก็ขอเชิญขึ้นมาประลองกับข้าหน่อย ข้าอยากจะลิ้มรสความพ่ายแพ้ดูสักทีอยู่เหมือนกัน จิ๊จิ๊จิ๊ "
ผู้คนทั้งหลายที่ได้ฟังดังนั้น ก็อยากเข้าไปในสนามเข้าไปตะบันหน้าเหลยอู๋ซวงมันดูสักครั้ง แต่ติดตรงที่ไม่มีฝีมือมากพอ เพราะจากที่ชมดู เหลยอู๋ซวง มีฝีมือเก่งฉกาจมาก แม้มันจะมีดาวแค่ เจ็ดสิบห้าดวงก็ตาม
เหลยอู๋ซวงยืนรอคู่ต่อสู้ใหม่ของตนอยู่สักพัก แต่ก็ไม่มีใครเข้ามายังสนามเลย คนจึงคิดตัดสินใจจะยุติการประลอง
แต่ก็ได้แค่คิด เพราะทันควันที่คนกำลังจะก้าวเท้ามุ่งออกจากสนามนั้น จู่ๆก็มีเสียงหญิงสาวนางหนึ่งดังขึ้นรับคำท้าประลองพลางกระโจนลอยตัวเข้ามายังสนาม " ข้าขอรับคำท้า "
ทันทีที่ร่างหญิงสาวปรากฏบนสนาม เยี่ยหลงที่ได้เห็นก็เรียกคนขึ้น " แม่นางฟ้า "
เหลยอู๋ซวงที่เห็นลู่ขุยอันเป็นคนมารับคำท้าประลองตน คนจึงกล่าวขึ้น " ที่แท้คนที่กล้ารับคำท้าของข้าหาใช่ใคร ศิษย์น้องลู่ขุยอันคนงามนี่เอง "
" ในเมื่อท่านรู้จักข้าแล้ว ก็อย่าช้าเลย เรามาเริ่มประลองกันเถอะ " ลู่ขุยอันบอกกลับ
ลู่ขุยอันที่กล่าวจบ ก็ใช้พลังเวทสร้างกระบี่เวทสีฟ้าขึ้นมาถือไว้บนมือ และจากนั้นก็ตั้งท่าเตรียมโจมตี
เหลยอู๋ซวงที่เห็นดังนั้น ก็กล่าวบอกให้ขุยอันหยุดและใจเย็นๆก่อน " เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน ใจเย็นๆก่อนสิ "
ลู่ขุยอันถาม " มีอันใด "
เหลยอู๋ซวงบอก " ศิษย์พี่ว่า ถ้าจะให้เราประลองกันปกติ ตัวศิษย์พี่รู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน เอาอย่างงี้มั้ย ศิษย์พี่ขอท้าศิษย์น้อง ถ้าศิษย์พี่ชนะ ศิษย์น้องมากินข้าวเย็นกับศิษย์พี่หนึ่งมื้อ "
ลู่ขุยอันถาม " แล้วถ้าข้าชนะล่ะ "
เหลยอู๋ซวงบอก " ถ้าศิษย์น้องชนะ ข้าจะยอมทำทุกอย่างที่ศิษย์น้องบอกเลย "
ลู่ขุยอันตอบรับ " เอาแบบนั้นก็ได้ "
หลังจากลู่ขุยอันตอบรับเสร็จ เหลยอู๋ซวงก็ทำการมองหน้าอกอันใหญ่โตและเอวอันคอดเพรียวบาง สะโพกที่มีความโค้งมนพอเหมาะไม่ใหญ่เกินไปของลู่ขุยอันด้วยสายตาหื่นกาม
เยี่ยหลงที่เห็นใบหน้าคนออกหื่นกามชัดขนาดนั้น คนก็คิดขึ้น ' ไอ้บ้ากามเอ๊ย อย่าคิดว่าใครๆจะไม่รู้นะ ว่าข้าวที่ชวนไปกิน ต้องไม่ใช่ข้าวปกติแน่ ไอ้บ้ากามขอให้เอ็งโดนแม่นางฟ้าสั่งสอนอย่างสาสมทีเถิด '
หลังจากเยี่ยหลงคิดเสร็จได้ไม่นาน ทางด้าน
เหลยอู๋ซวงก็ทำการใช้เวทถุงมือกรงเล็บอัคคีมาสวมใส่ที่มือทั้งสองข้าง
พอใส่เสร็จ คนก็ประกาศขึ้น " เอาล่ะนะ เตรียมตัวรับมือ "
พอประกาศเสร็จ คนก็พุ่งตัวเข้าไปโจมตีลู่ขุยอันในทันที
ลู่ขุยอันที่เห็นคนพุ่งโจมตีมา คนก็ใช้กระบี่เวทโจมตีสวนกลับใส่จุดตายใส่คนไป
เหลยอู๋ซวงที่โดนโจมตีเล่นจุดตาย คนก็ไม่ใจแน่พอที่จะโจมตีแลก คนจึงเปลี่ยนจากการโจมตีใส่ มาเป็นการปัดป้องตั้งรับแทน
เหลยอู๋ซวงที่ถูกโจมตีไล่สะกดข่มไปเรื่อยๆ คนก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากปัดป้องและหลบการโจมตี
ส่วนลู่ขุยอันที่ไล่โจมตีสะกดข่มคน คนก็ทำได้แค่นั้น คือ ทำให้อีกฝ่ายถอยร่นไปเรื่อยๆได้ แต่การโจมตีของคนไม่มีผลความเสียหายอันใด
เหลยอู๋ซวงที่จดจ่อกับการหลบและการปัดป้องการโจมตีไปเรื่อยๆ ในที่สุดคนก็จับทางกระบี่ของขุยอันได้และกำลังจะเปิดเวทโจมตีสวนกลับ
แต่ทว่าก็ได้แค่จะเปิด เพราะคนโดนขุยอันที่จับปฏิกิริยาได้ ใช้เวทท่าร่างเคลื่อนกายด้วยความรวดเร็วอ้อมไปด้านหลัง และกระบี่ฟันเข้าที่ข้อพับขาซ้ายจนเข่าร่วงหล่นกระทบพื้น
เมื่อเหลยอู๋ซวงเข่าร่วงหล่นลงกับพื้น ลู่ขุยอันก็ไม่ปล่อยให้คนได้ลุกขึ้น คนทำการใช้กระบี่จี้คอของ
เหลยอู๋ซวงเอาไว้ เป็นการบอกเป็นนัยๆว่า ยอมแพ้ไปซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าไม่เกรงใจ
เหลยอู๋ซวงที่โดนกระบี่จี้คอ คนก็กล่าวขึ้น " สมแล้วที่ศิษย์น้องลู่เป็นศิษย์เอกของ เจ้าดอยป่าดอกท้อ ไม่ปล่อยให้ศิษย์พี่ได้โจมตีกลับเลย การประลองในครั้งนี้ถือว่ารู้ผลแล้ว "
เมื่อเหลยอู๋ซวงกล่าวจบ คนก็ทำการขยับปากบอกเป็นคำว่ายอมแพ้แต่ไม่ออกเสียง
ลู่ขุยอันที่เห็นคนบอกว่ายอมแพ้ แม้ไม่ออกเสียง คนก็ทำการนำกระบี่ที่จี้คอคนออกให้ทันที จากนั้นก็มองไปยังนอกสนามไปยังทิศที่ตนจะเดินออกจากสนาม
ทันทีที่ลู่ขุยอันนำกระบี่ที่จี้คอออกและละสายตาออกจากคน
เหลยอู๋ซวงก็ทำการฉวยโอกาสขยับร่างโจมตีลู่ขุยอัน แต่ทันทีที่คนขยับ เยี่ยหลงที่เห็นก่อนก็กล่าวโพล่งบอกเตือนลู่ขุยอัน " ศิษย์พี่ลู่ระวัง "
ทันควันที่ลู่ขุยอันได้ยินเสียงเตือนบอก คนก็มองมายังเยี่ยหลง ก่อนจะหันมาดูเหลยอู๋ซวงและหลบการโจมตีที่เผลอได้ทัน
พอคนหลบได้แล้ว คนที่เห็นว่าเหลยอู๋ซวงเป็นพวกฉวยโอกาส คนจึงทำการลงมือเด็ดขาด โดยการฟาดสันมือเข้าที่หลังคออย่างรุนแรง จนคนร่วงสลบไป
หลังจากที่เหลยอู๋ซวงนิ่งไปห้าลมหายใจ ผู้อาวุโสก็ประกาศชื่อคนชนะ ดาวที่มี และดาวที่ได้รับขึ้น " ผู้ชนะคือ ลู่ขุยอัน เดิมมีดาว เจ็ดสิบสามดวง รวมกับที่ได้รับจากสนามนี้ เจ็ดสิบห้าดวง รวมมีดาวทั้งหมด ร้อยสี่สิบแปดดวง "
พอผู้อาวุโสประกาศเสร็จ คนก็ทำการดึงดาวจากวิญญาณของเหลยอู๋ซวงออกมาและมอบให้กับลู่ขุยอัน
เมื่อบนสนามปรากฏผู้ชนะแล้ว ในฉับพลันนั้นเยี่ยหลงก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าตนต้องไปซื้อสมุนไพร
' ชิบหายแล้ว ลืมไปเลยว่าต้องไปซื้อสมุนไพรให้อาจารย์ ' เยี่ยหลงพลันคิดขึ้นได้
พอคนคิดได้ คนก็วิ่งมุ่งลงสำนักลงดอยไปในทันทีทันควันอย่างรวดเร็ว