เหงาในเงาจันทร์

    ตอนที่ 10 : ธรรมดาที่เรียกว่า“ความสุข”

            รถคัมรี่สีบรอนซ์ทองค่อยๆ เคลื่อนออกจากสวนนกชัยนาทช้าๆแสงแดดยามบ่ายทอดผ่านกระจกหน้ารถเป็๲สีอ่อนนุ่มเสียงเพลงจากวงเฉลียงยังดังคลอเบาๆ แต่ครั้งนี้มันฟังหวานกว่าตอนขามาอาจเพราะมือของทั้งสองคนยังคงกุมกันอยู่ไม่ยอมปล่อย หลังจากจูบแรกที่แก้มในสวนนกความเขินอายระหว่างเขาและเธอเหมือนละลายหายไปพร้อมสายลม 

            ต้นไม้ขับรถด้วยมือข้างหนึ่งอีกข้างกุมมือเล็กของหญิงสาวไว้แน่นบางจังหวะเขายกมือเธอขึ้นมาแตะริมฝีปากเบาๆ กานต์แก้วหันไปมองทันที หัวใจสั่นจนแทบหายใจไม่ออกชายหนุ่มยิ้มมุมปาก 

            “เด็กอะไรน่ารักจัง”  หญิงสาวหัวเราะเขินๆ ก่อนตอบกลับแบบทีเล่นทีจริงตามนิสัยซุกซน

            “น่ารักแล้วรักไหมคะ” 

            ต้นไม้เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง สายตานิ่งลึกของผู้ชายวัยสี่สิบทำให้คำตอบของเขาหนักแน่นกว่าคำหวานใดๆ 

            “ใกล้แล้วครับ” เขาพูดช้าๆ 

            “หัวใจพี่ใกล้จะห้ามตัวเองไม่ไหวแล้ว” 

            วินาทีนั้นกานต์แก้วรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบลงเหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นแรงอยู่ข้างใน หญิงสาวหันหน้าหนีไปมองวิวข้างทางด้วยรอยยิ้มเขินอายแต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนต้นไม้ริมถนน ท้องฟ้าหรือแสงแดดบ่ายวันนั้น ทุกอย่างก็ดูสวยงามไปหมดเหมือนโลกกำลังตกหลุมรักไปพร้อมกับเธอผ่านไปพักใหญ่ต้นไม้หันมาถามเบาๆ

            “กานต์หิวไหม” หญิงสาวพยักหน้า 

            “เรากินข้าวกลางวันกันก่อนนะ พี่รู้จักร้านปลาอร่อยริมแม่น้ำ”

            รถเลี้ยวเข้าไปในร้านอาหารเล็กๆ ริมน้ำ บรรยากาศเงียบสงบลมเย็นพัดผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ร่มครึ้มอยู่รอบร้านลูกค้าในร้านมีเพียงไม่กี่โต๊ะ เสียงน้ำกระทบแพไม้เบาๆ ฟังแล้วสบายใจอย่างประหลาด

            ทันทีที่ลงจากรถต้นไม้ก็เดินอ้อมมากุมมือเธออีกครั้งมือใหญ่อบอุ่นนั้นทำให้กานต์แก้วเผลอยิ้มคนเดียวเขาเดินนำหน้าเธออย่างมั่นคงในแบบของผู้ชายที่ดูแลคนอื่นจนเป็๞นิสัย เมื่อถึงโต๊ะอาหารต้นไม้เลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่งอย่างสุภาพภาพเล็กๆ แค่นั้น กลับทำให้หญิงสาวนิ่งไปชั่วครู่ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอไม่เคยถูกดูแลแบบนี้เลยเด็กสาวต่างจังหวัดที่จากบ้านมาทำงานคนเดียวใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด เธอเคยนั่งกินข้าวคนเดียวกลับห้องคนเดียว เหนื่อยคนเดียว ร้องไห้คนเดียว ครอบครัวสอนให้เข้มแข็งให้พึ่งพาตัวเองเหมือนผู้หญิงธรรมดาทั่วไปที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเมืองเล็กๆ แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับค่อยๆดูแลเธอเหมือนของมีค่า จนหัวใจที่เคยแข็งแรงเริ่มอ่อนยวบลงทุกวัน

            ต้นไม้สั่งอาหารเต็มโต๊ะ ปลาทอด ต้มยำ ผัดผักและกุ้งเผาตัวใหญ่ที่วางเรียงอยู่บนจำนสีขาว

            “กานต์ชอบกุ้งไหม”

            หญิงสาวพยักหน้าทันที ต้นไม้ยิ้มเล็กๆ

            “เดี๋ยวพี่แกะให้”

            เขาหยิบกุ้งขึ้นมาอย่างชำนาญใช้นิ้วยาวๆค่อยๆ แกะเปลือกออกอย่างระมัดระวัง

            “รู้ไหม” เขาพูดพลางยิ้ม

            “คนที่แกะกุ้งเก่งหางกุ้งต้องไม่ขาดนะ”

            หญิงสาวหัวเราะเบาๆ แล้วเธอก็เผลอมองเขานิ่งๆสายตาอบอุ่น มือที่อ่อนโยน กิริยาสุภาพแบบลูกผู้ชายจริงๆ มันทำให้หัวใจของกานต์แก้วละลายลงช้าๆไม่ใช่เพราะความหรูหรา ไม่ใช่เพราะรถคันแพง แต่เพราะผู้ชายคนนี้ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและนั่นอันตรายกว่าคำว่า“รัก” เสียอีก

            หลังมื้อกลางวันทั้งสองเดินทางต่อไปยังนคร๼๥๱๱๦์แต่เมื่อรถใกล้ถึงสถานที่จัดงานบรรยากาศในรถก็เริ่มเปลี่ยนไปต้นไม้เงียบลงเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “เดี๋ยวพี่แต่งเครื่องแบบแป๊บนะ” เขาจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทางเปิดประตูลงไปด้านนอกกานต์แก้วนั่งมองผ่านกระจกเงียบๆ ชายหนุ่มจุดบุหรี่สูบช้าๆ ก่อนหยิบเครื่องแบบเต็มยศขึ้นมาสวมทีละชิ้น

            และยิ่งเขาแต่งตัวเสร็จหัวใจเธอก็ยิ่งสั่นไหวผู้ชายคนเดิมที่อ่อนโยนเมื่อครู่ กลับเปลี่ยนเป็๲นายทหารที่สง่างาม ภูมิฐานและน่าเกรงขาม แววตาคมเข้ม ท่าทางเคร่งขรึม บุคลิกมั่นคงราวกับเป็๲คนละคน กานต์แก้วนั่งมองเขาไม่ละสายตาคิดในใจเงียบๆ

            “ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงดูดีขนาดนี้นะ” เมื่อแต่งตัวเสร็จต้นไม้เดินกลับมาที่รถเขาก้มลงมองหญิงสาวผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่งก่อนพูดเบาๆ“รอพี่อยู่ในรถนะ” แล้วน้ำเสียงก็เข้มขึ้นเล็กน้อย “อย่าให้ใครเห็น” สี่คำนั้นเบาแต่ทำงานเหมือน“เข็ม”

            กานต์แก้วนั่งนิ่งมองแผ่นหลังกว้างของเขาที่กำลังเดินจากไปเธอไม่โกรธไม่เสียใจไม่รู้สึกน้อยใจด้วยซ้ำ เธอแค่เพิ่งเข้าใจว่าความรักครั้งนี้เธอจะต้องรู้จักอยู่กับ"ความว่างเปล่า" บางอย่างให้ได้ ความว่างเปล่าของการไม่มีชื่อไม่มีสถานะ ไม่มีสิทธิ์เดินเคียงข้าง มีเพียงมุมเล็กๆมุมหนึ่งในหัวใจของผู้ชายคนหนึ่ง แต่มุมนั้นอบอุ่นและมันคือของเธอจริงๆเธอจะเลือกรักมันไว้ก่อน แล้วค่อยเจ็บทีหลัง โลกที่เธอต้องซ่อนอยู่ในมุมเงียบๆ ของชีวิตผู้ชายคนหนึ่ง

            ต้นไม้ลูบศีรษะเธอเบาๆ ก่อนเดินจากไปและทันทีที่แผ่นหลังกว้างนั้นหายไปในฝูงผู้คนความเงียบก็เข้ามาปกคลุมหัวใจของหญิงสาวอีกครั้ง กานต์แก้วนั่งกอดตัวเองอยู่ในรถสายตามองออกไปนอกกระจกอย่างเหม่อลอยเธอถามตัวเองซ้ำๆ

            “ความสัมพันธ์แบบนี้ เราจะยอมรับมันได้จริงเหรอ”

            เธอรู้ดี๻ั้๫แ๻่แรกแล้วว่าเส้นทางนี้ไม่มีแสงสว่างไม่มีสถานะ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง มีเพียงความสุขเล็กๆ ที่ต้องซ่อนอยู่ในเงามืด แต่สุดท้ายหญิงสาวก็หลับตาลงช้าๆก่อนตอบตัวเองในใจ

            “ไม่เป็๲ไรหรอก”

            “ขอแค่วันนี้ยังมีเขาอยู่ตรงนี้ก็พอ” ส่วนวันข้างหน้าจะเจ็บแค่ไหนเธอขอเอาไว้คิดในวันที่หัวใจไปต่อไม่ไหวจริงๆ ก็แล้วกัน