ณ ด้านหน้าเรือนไม้ขนาดใหญ่บนูเาลูกหนึ่ง
ยามนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าและบรรยากาศอันงดงามบนูเาลูกนี้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณที่กำลังบานสะพรั่ง มีชายหมุ่นรูปงามผู้หนึ่งกำลังบรรเลงเพลงพิณ ทำให้เกิดเป็ภาพอันสวยงามราวกับกำลังอยู่บนสรวง์ที่ผู้ใดได้พบเห็นก็คงยากจะลืมมันได้ลง ก่อนที่เสียงพิณจะหยุดลงพร้อมกับเสียงเรียกหนึ่งที่ดังขึ้นมา
“ท่านเหม่ยิขอรับ”
หลังจากที่เสียงพิณหยุดลง ก็เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงอันทุ้มนุ่มเสียงหนึ่งตอบกลับมา เมื่อชายผู้มาใหม่เ้าของเสียงเรียกเดินมาหยุดด้านหน้า ชายอีกผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในเรือนไม้บนูเาลูกนี้ก่อนแล้ว
“เ้ามีธุระอันใดกับข้ารึ”
“ท่านเหม่ยิขอรับ ท่านเฟิงจื่อเหลย้าพบท่าน เลยวานให้ข้ามาเรียกท่านไปพบขอรับ”
นานแล้วหนา ที่ท่านอาจารย์มิได้เรียกข้าให้เข้าไปพบเยี่ยงนี้
“ท่านอาจารย์เรียกให้ข้าไปพบด้วยเื่อันใดหรือ”
“ข้าก็มิทราบขอรับ”
“แล้วท่านอาจารย์ได้บอกเอาไว้หรือไม่ว่า้าให้ข้าเข้าพบเมื่อใด”
“ท่านเฟิงจื่อเหลยบอกว่า ตามแต่ท่านเหม่ยิจะสะดวกและเห็นควรขอรับ”
“อืม นี่ก็เย็นมากแล้ว เ้ากลับไปแจ้งแก่ท่านอาจารย์ก่อนเลย ว่าพรุ่งนี้เช้าข้าจะเดินทางไปพบท่าน”
“ขอรับ…หมดหน้าที่ของข้าแล้ว ข้าขอตัวลากลับก่อนนะขอรับ”
“อืม ตามสบาย”
ภายหลังจากเสียงสนทนาเงียบลงไป ชายผู้มาใหม่ก็โค้งคำนับชายอีกผู้หนึ่งที่อยู่ด้วยกันครั้งหนึ่ง ก่อนเดินออกไปและหายไปจากระยะที่สายตามองสามารถมองเห็นทันที จนชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่เพิ่งจะสนทนากับชายคนนั้นเสร็จอดใจไม่ไหวจนต้องกล่าวออกมาเบาๆด้วยความเหนื่อยใจ
“เฮ้อ~ มาไวไปไวเหมือนเดิมมิมีเปลี่ยน”
“แต่ว่า6-7ปีแล้วกระมั้ง ที่ข้ามิได้พบกับท่านอาจารย์” กล่าวจบข้าจึงเดินเข้าไปในตำหนักหลังใหญ่ของตนทันที
ณ ห้องโถงภายในตำหนักแห่งหนึ่งของสำนักหมื่นเทวา
“ไม่ใช่ตาแก่นั่นไม่อยู่หรอกรึ ไหนบอกว่าให้ข้ามาเวลาไหนก็ได้ เมื่อวานข้าก็อุส่าฝากให้เ้าจิ้งลู่มาบอกไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะมาพบในเวลาเช้าของวันนี้” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินจากห้องโถงไปตามทางเดิน เดินมาเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เหม่ยินั่นเ้าใช่หรือไม่”
“เป็ศิษย์เองขอรับ”
“อืม เข้ามาได้เลยข้ามิได้ลงกลอนประตูไว้”
“ขอรับ” พอข้าเปิดประตูเข้าไป ข้าก็พบท่านอาจารย์นั่งจิบชาอยู่ในห้อง ปล่อยให้ข้ารออยู่ในห้องโถงนั่นเกือบ 2 ชั่วยาม แต่ตัวเองกลับมานั่งจิบชาสบายใจอยู่ในห้อง
“เหม่ยิ เ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังบอกให้จิ้งลู่ไปตามเ้าอยู่พอดี”
“ศิษย์คารวะอาจารย์ขอรับ ท่านอาจารย์เรียกศิษย์มาด้วยเื่อันใดหรือขอรับ”
“จักรีบร้อนไปไย ข้ามิได้พบเ้าตั้งนานหลายปีแล้ว มาถึงแล้วเ้าจักถามถึงแต่เื่งานอย่างเดียวเชียวรึ มานั่งคุยกับข้าก่อนเถิดหนา”
“อภัยขอรับท่านอาจารย์ เป็ความผิดของศิษย์ที่ใจร้อนมากไปขอรับ แต่ว่า่นี้ท่านอาจารย์สบายดีรึไม่ขอรับ” ข้าพูดพลางเดินไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามท่านอาจารย์
“ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่เ้าพบข้าครั้งสุดท้ายนัก แล้วเ้าเล่า เป็เยี่ยงไรบ้าง สุขสบายดีหรือไม่”
“ศิษย์สบายดีขอรับท่านอาจารย์”
“บัดนี้ ข้าว่าเ้าดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่าเมื่อ 7 ปีก่อนมากนัก”
“เวลาเปลี่ยนคนก็ย่อมต้องแปรผันบ้างเป็ธรรมดาขอรับท่านอาจารย์”
“ก็จริงดังเ้าว่า เมื่อไม่กี่ปีก่อนเ้ายังเป็เด็กอยู่เลย แต่ดูบัดนี้เถิด เ้าโตเป็หนุ่มแล้ว แถมยังรูปงามมากเสียด้วย”
“ท่านอาจารย์ ชมกันเกินไปแล้วขอรับ”
“ข้ามิได้พูดเกินจริงแม้เพียงน้อยเลยหนา ขอเพียงเ้าปรายตามองสาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลาย ก็แทบจะยอมทำทุกอย่างแล้ว”
“ศิษย์มิกล้ารับคำชมนั้นขอรับ เพราะท่านอาจารย์นั้นรูปงามยิ่งกว่าศิษย์เสียอีก”
“รูปงงรูปงามอันใดกัน คนแก่ใกล้ตายอย่างข้านี่นะรูปงาม คนหนุ่มอย่างเ้าคงจะตาฝ้าฟางยิ่งกว่าคนแก่อย่างข้าเวียอีกนะ”
“หากบัดนั้นสายตาของศิษย์ฝ้าฟางแล้ว หน้าตาของศิษย์ก็คงจะมิได้รูปงามแล้วเช่นกันขอรับ”
“เฮ้อ~ ข้ามิเถียงกับเ้าแล้ว มิเช่นนั้นวันนี้คงมิได้พูดถึงธุระที่ข้าจักให้เ้าไปทำเสียที”
“เชิญท่านอาจารย์กล่าวมาเถิดขอรับ”
“แต่ก่อนข้าจักพูดถึงเื่นั้น ข้าอยากให้เ้ากลับไปเรียกท่านลุง หรือไม่ก็ตาแก่เหมือนเดิมก็ยังดี เพราะเ้าเรียกข้าเช่นนี้ ข้ารู้สึกว่ามันช่างเป็คำเรียกที่ห่างเหินเหลือเกิน มิได้ให้ความรู้สึกใกล้ชิดดังแต่ก่อน”
“ศิษย์คิดว่า ศิษย์เรียกท่านอาจารย์อย่างนี้ล้วนเหมาะสมแล้ว”
“ถ้าเ้ามิอยากเรียกเช่นนั้นข้าก็จักไม่บังคับ แต่ก็อย่างที่เ้าเห็นนั่นแหละ ตัวข้านั้นปราศจากลูกหลานแล้ว และข้าก็รักเอ็นดูเ้าเสมือนลูกหลานคนหนึ่ง ถ้าหากคำขอของข้าทำให้เ้าลำบากใจก็มิต้องทำหรอกหนา”
“ท่านอาจารย์…”
“คนอย่างข้าคงมิมีผู้ใดอยากอยู่ด้วย ขนาดลูกหลานแท้ของตัวเองยังตายจากทิ้งให้ข้าอยู่คนเดียวเลย”
“ท่านอาจารย์อย่ากล่าวเช่นนั้นสิขอรับ”
“จะไม่ให้ข้ากล่างอย่างนั้นได้อย่างไรกัน เื่ที่ข้าพูดมีแต่เื่จริงทั้งนั้น ขนาดลูกหลานแท้ยังไม่อยากอยู่ด้วย แล้วเ้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเืและเป็คนในครอบครัวของข้า จักอยากอยู่กับข้าได้เยี่ยงไร”
“ถ้ามันจักทำให้ท่านสบายใจ ศิษย์ก็จักกับไปเรียกท่านว่าท่านลุงเช่นเดิม”
“แต่ข้ามิอยากบังคับเ้า ถ้าเ้ามิอยากทำก็มิต้องทำหรอกหนา”
“ข้าเต็มใจขอรับท่านลุง ที่ข้าจักกลับไปเรียกท่านเช่นเดิม”
“อืม ในเมื่อเ้าคิดเช่นนั้น ข้าก็สบายใจ..ที่ข้าเรียกเ้ามาในวันนี้ก็เพราะว่ามีเื่สำคัญจักให้เ้าไปเป็ธุระจัดการให้ข้าที”
“ขอรับ เชิญท่านลุงกล่าวมาเถิดขอรับ”
“เื่ที่ข้าจักให้เ้าไปทำนั้นก็เป็เื่ที่เ้าถนัดอยู่แล้ว มิได้ยากเย็นอันใด”
“เื่อันใดหรือขอรับ ท่านลุง”
“ข้าแค่อยากจะให้เ้าช่วยไปปราบสัตว์อสูรที่หลุดออกมาจากป่าเหมันต์นิรันกาล ที่บริเวณชานเมืองเหอเหยียนติดชายป่าเหมันต์นิรันกาลหน่อยก็เท่านั้น”
“แค่นั้นเองหรือขอรับ”
“อืม แค่นี้นี่แหละ แต่เ้าก็อย่าประมาทเชียวหนา ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่หลุดออกมาจากป่าเหมันต์นิรันกาล แม้แต่กระต่ายตัวเล็กๆย่อมต้องมิธรรมดาแน่นอน”
“ขอรับ ข้าจะระวังตนเป็อย่างดี และมิทำให้ท่านลุงเป็ห่วง”
“เ้ากลับไปเตรียมตัวเดินทางเถิด ยิ่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานเท่าใด สัตว์อสูรตนนั้นยิ่งสร้างความเสียหายให้แก่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณชายป่าเหมันต์นิรันกาลมากขึ้นเท่านั้น”
“งั้นข้าขอตัวลาก่อนนะขอรับท่านลุง”
หลังจากชายหนุ่มเดินหายไปจากบริเวณตำหนักหลังใหญ่สักพักแล้ว เฟิงจื่อเหลยก็เอ่ยออกมาเบาๆราวเป็พูดกับตัวเอง “ขอให้เ้าพบเจอแต่กับสิ่งที่ดีๆนะ เหม่ยิศิษย์รักของข้า”
…………………
ข้ามได้จ้า ไม่มีอะไรสำคัญ
บทสัมภาษณ์ตัวละครนิดนึงนะคะ
ไรเตอร์ : อะแฮ้ม อะแฮ้ม
เหม่ยิ : ไรต์เป็อะไรมากหรือไม่ขอรับ
ไรเตอร์ : เหม่ยิ ท่านไม่ต้องเป็ห่วงไรต์หรอก รีบไปเตรียมตัวไปปราบสัตว์อสูรเถอะ
เหม่ยิ : จักมิให้ข้าห่วงท่านได้เยี่ยงไร ถ้าท่านเป็อันใดขึ้นมา ก็มิมีผู้ใดมาเขียนนิยายเื่นี้ต่อสิขอรับ (พลางทำหน้าเป็กังวล แบบสุดๆ)
ไรเตอร์ : เข้าเื่กันเถอะ เสียเวลามามากแล้ว…ตอนที่นั่งอยู่ในห้องโถง ที่เรียกท่านอาจารย์ว่าตาแก่นี่หลุดหรือว่าอะไรคะ
เหม่บิ : อันนั้นข้ามิได้ตั้งใจขอรับ ก็อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวไปในเนื้อเื่ข้างบนแหละขอรับ ที่แต่ก่อนข้าชอบเรียกท่านอาจารย์ว่า ตาแก่หรือไม่ก็ท่านลุง ทำให้ตอนนั้นข้าเผลอหลุดปากกล่าวเช่นนั้นออกไป
ไรเตอร์ : อืม ไรต์เข้าใจแล้ว ไว้เจอกันอีกทีตอนที่ไรต์มีเื่อยากจะถามอีกนะ
????????