โลกหมุนเวียนขึ้นวันใหม่ แสงอรุณแหวกม่านเมฆสีเทาหม่นหมอง สาดส่องลงมายังผืนดิน ให้พลังงานแก่สรรพชีวิตที่รออยู่ทั้งราตรี
ผ้าม่านโปร่งถูกเปิดอย่างรุนแรงต้อนรับแสงอรุณ ร่างที่ซุกอยู่ในผ้าห่มบนเตียงนอนขยับหันหนีแสงอย่างทรมาน เสียงครวญด้วยความไม่พอใจยามตื่นนอนดังงึมงำ เหมือนจะเจือด้วยความเ็ปเล็กน้อย
จิ่งอวิ๋นยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ถือโอกาสใช้ท่อนแขนบังแสงแยงตาด้วย ไม่นานนักเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
นี่ นี่มันเตียงไม่ใช่เหรอ?! เตียงที่บ้าน แถมยังอุ่นมาก!?
สิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจทำต่อมาคือผล็อยหลับไปแค่เพียงไม่กี่วินาที เพราะความสบายกายจนลืมตัว คำถามที่ควรจะถามผุดขึ้นมา ใครกระชากม่านเปิด?
คนที่อยู่ในห้องส่งเสียงตอบกลับมาราวกลับได้ยินคำถามในใจของเขา “กู้ดมอร์นิ่งซันไชน์~ ตื่นได้แล้วหนุ่มน้อย วันนี้มีงานอะไรนายลืมเหรอ”
งานอะไร? จิ่งอวิ๋นแสดงสีหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะ
“... ลืมจริงดิ งานรวมรุ่นอะ?” ชายหนุ่มตรงหน้าหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ จิ่งอวิ๋นสูดหายใจเฮือก คนคนนี้เขาทำอย่างไรก็ไม่อาจลืมเลือนสายตาไปได้ สายตาที่แน่นิ่งที่สื่ออกมาเพียงอารมณ์เดียว ความเฉยชาฝังลึกในจิติญญาแบบนั้น
“...กู้เจี่ยนิ” แววตาแข็งกร้าวของจิ่งอวิ๋นถูกส่งออกมาแวบหนึ่ง แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้กู้เจี่ยนิเผลอถอยหลังไปสองก้าว
“อะไร... นายต้องไปนะ” พูดจบก็รีบเดินออกนอกห้องไปอย่างรวดเร็ว จิ่งอวิ๋นนั่งทบทวนความคิดอยู่สักพัก ก็นึกออกแล้วว่าวันนี้คือเมื่อหนึ่งปีก่อน เป็วันที่มีงานรวมรุ่นมัธยมปลาย และเป็สิบห้าวันก่อนจะถึงวันสิ้นโลก
จิ่งอวิ๋นรู้สึกมึนงง นี่เขาย้อนเวลากลับมา หรือเกิดใหม่อีกครั้งแบบในนิยายแฟนตาซีพวกนั้นงั้นเหรอ แต่โอกาสดีๆ แบบนั้นจะตกมาถึงมือเขาเนี่ยนะ เป็ไปได้เหรอ ถ้าบอกว่าเป็ภาพก่อนตายยังจะดูมีเหตุผลมากกว่าเสียอีก
แต่ไม่ว่าที่มาของสถานการณ์ตอนนี้จะเป็อย่างไร ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่ตอนนี้เวลานี้แล้ว ก็คงต้องตามน้ำไปก่อน งานรวมรุ่นมัธยมปลายนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด คราวก่อนจิ่งอวิ๋นเบี้ยวนัดเพื่อเล่นเกมอยู่ที่บ้าน แต่คราวนี้เขามีเป้าหมาย เพราะเหลยข่ายก็คงจะไปร่วมงานนี้เช่นกัน จิ่งอวิ๋นตัดสินใจโลภมากดูสักครั้ง เขาจะต้องไปเจอหน้าเหลยข่ายให้ได้!
งานรวมรุ่นมัธยมปลายจัดขึ้นที่ห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของร้านอาหารระดับท็อปในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ต้องขอบคุณเ้าภาพซึ่งก็คืออดีตหัวหน้าห้อง เ้าของฉายา'ประธานบริษัท' อู๋หลินเฟิง อยู่ๆ คนคนนี้ก็ติดต่อเพื่อนร่วมห้องและบอกว่าจะจัดงานขึ้น กำหนดมาเรียบร้อยทั้งสถานที่และวันเวลา แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปปรึกษาใครมาตอนไหน ทำได้เพียงตอบรับตามสัญชาติญาณของสมาชิกห้องเรียนผู้เชื่อฟัง หรือในอีกแง่ก็คือพวกเขาไม่สามารถต้านทานท่านประธานบริษัทจอมเผด็จการได้
จิ่งอวิ๋นแต่งตัวเรียบง่ายแต่ดูดีมีระดับ เสื้อยืดเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม พับแขนเสื้อถึงข้อศอก กางเกงขายาวสีดำ กับรองเท้าโลฟเฟอร์หนังสีดำ ทำให้ออร่าความหล่อของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ ทั้งหรูหราและสดใสมีชีวิตชีวาไปพร้อมๆ กัน
อันที่จริงขณะเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่มา จิ่งอวิ๋นกลุ้มใจมาก หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในวันสิ้นโลกมา เขาไม่อยากใส่เสื้อผ้าสีเข้มๆ เลยสักนิด เพราะมันทำให้เขารู้สึกหม่นหมอง เผลอนึกถึงเวลาเสื้อผ้าเปื้อนดินโคลน มอมแมมจนดูไม่ได้ หรือไม่ก็ทำให้เขานึกถึงคราบเืเกรอะกรัง
ดังนั้นเขาจึงจัดชุดเช่นนี้ มันเป็สีสว่างที่สุดที่เขาหาได้จากตู้เสื้อผ้าอันอึมครึมของตัวเองแล้ว
ชายหนุ่มพลิกข้อมือซ้าย เวลาบนหน้าปัดนาฬิกาสุดหรูบอกเวลา 17.43 น. จิ่งอวิ๋นเดินไปเรียกรถแท็กซี่แล้วมุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง
เนื่องจากบ้านของเขาอยู่ชานเมือง จึงต้องเดินทางอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง คนขับรถท่าทางเป็มืออาชีพ เขาไม่ได้ชวนคุยอะไร แค่ถามข้อมูลที่จำเป็และขออนุญาตเปิดวิทยุ อาจเพราะเป็เวลาข่าวยามเย็นพอดี วิทยุในรถจึงถูกปรับเสียงดังขึ้นอีกเล็กน้อย
จิ่งอวิ๋นไม่ได้สนใจ มองทิวทัศน์ของเมืองป่าคอนกรีต ร้านรวงขายของขายอาหารตั้งอยู่ตามข้างทางดูมีชีวิตชีวา เสียงแตรรถที่ดังรอบทิศจากการจราจรติดขัดเป็เอกลักษณ์ของเมืองใหญ่ เขาเคยนึกรำคาญสิ่งเหล่านี้มาก เขาอยากใช้ชีวิตเงียบสงบท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำ ทว่าตอนนี้ได้กลับมาัักับความอึกทึกวุ่นวายอีกครั้งทำให้เขารู้สึกดีใจจนเผลอยิ้มบางอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แต่ตอนนี้เองใบหน้าของเขาจำต้องแข็งค้างด้วยความใ เพราะเสียงในวิทยุดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ไม่รู้ว่ารายการข่าวจบไปั้แ่เมื่อไรและตอนนี้รายการอะไรกำลังออกอากาศ จิ่งอวิ๋นได้ยินประโยคหนึ่งก็รู้สึกขนลุกเกรียวกราว
‘หากวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึงในอีกสิบห้าวัน คุณจะทำอย่างไร’
นั่นสินะ... คำถามนี้ถ้าหากเขาได้ยินในชีวิตครั้งก่อน จิ่งอวิ๋นคงจะไม่คิดจริงจัง ขบคิดเล่นๆ ว่า คงจะออกไปทำสิ่งที่ไม่เคยทำให้ได้มากที่สุด ลาออกจากบริษัทหน้าเื เอาเงินเก็บไปเที่ยว จัดปาร์ตี้กับเพื่อนกลุ่มนั้น… หากแต่ตอนนี้มีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้ายังคงเดินไปตามรอยเดิมก็เป็คนโง่แล้ว จิ่งอวิ๋นไตร่ตรองคำถามนี้อย่างจริงจังและเริ่มวางแผนในใจ ในเวลาเดียวกัน รถแท็กซี่ก็เข้ามาจอดบริเวณรับส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว
เมื่อจิ่งอวิ๋นไปถึงร้านอาหารก็เป็เวลาหนึ่งทุ่มพอดี ตรงเวลานัดเป๊ะ พนักงานสาวนำทางเขาไปยังห้องส่วนตัว เธอเปิดประตูและผายมือเชิญเขาเข้าด้านใน
ในห้องจัดเลี้ยงขนาดจุได้ยี่สิบถึงสามสิบคน ห้องจัดเลี้ยงนี้เป็การจัดสไตล์บุฟเฟต์ ตั้งบาร์อาหารไว้แยกกัน มีทั้งสลัดบาร์ บาร์อาหารหลัก อาหารว่าง บาร์เครื่องดื่ม พวกเขาสามารถตักอาหารที่อยากกินได้เลย เพื่อความเป็ส่วนตัวจึงไม่มีพนักงานบริการ ส่วนโต๊ะสำหรับนั่งรับประทานอาหารเป็โต๊ะสูงและเก้าอี้ที่สูงเช่นกัน เหตุเพราะทำให้คนมาร่วมงานนั่งน้อยลงและเดินพูดคุยกันมากขึ้น
แน่นอนว่าย่อมมีมุมดี ๆ สำหรับนั่งดื่มโดยเฉพาะ โซฟาหนานุ่มชุดใหญ่บริเวณมุมห้องล้อมรอบโต๊ะตัวเตี้ย เป็เหมือนมุมส่วนตัวที่ไว้แอบหนีจากความวุ่นวายชั่วคราว
จิ่งอวิ๋นเดินเข้ามาแล้วก็เห็นคนในห้องยืนจับกลุ่มคุยกันอย่างสนิทสนม เขากวาดสายตาไปทั่วห้อง หาคนที่เป็เป้าหมายในการมาร่วมงานของเขาในครั้งนี้ ทว่ากลับไปสบตาเข้ากับหัวหน้าห้องประธานบริษัทที่หันมาพอดี
อู๋หลินเฟิงขยับแว่นกรอบบางเล็กน้อย แววตาหยอกล้อ “สหายจิ่ง มาทันเวลาพอดีเลยนะ”
เสียงเข้มดุดันพูดเสริม “ฮ่าๆ อีกนิดจะโดนจดชื่อแล้ว”
คนเสียงเข้มคือรองหัวหน้าห้องชื่อติงเหยียน ท่าทางวางก้ามเหมือนนักเลงอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะเขาเป็กีฬานักบาสเกตบอลมาตลอด แต่นิสัยของเขาขัดกับรูปลักษณ์โดยสิ้นเชิง เนื่องจากเขาเป็คนที่เคารพกฏระเบียบมากคนหนึ่งจึงได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าห้อง และอีกเหตุผลที่เขาได้ตำแหน่งนี้มาก็คือเขาเลื่อมใสอู๋หลินเฟิงสุดๆ ไปเลย
จิ่งอวิ๋นไล่มองไปทีละคน สักพักความทรงจำค่อยๆ หวนคืนมา สมาชิกห้องห้ามีทั้งหมดยี่สิบแปดคน ตอนนี้มาถึงแล้วสิบเอ็ดคน เขาเป็คนที่สิบสอง หลังจากมองอย่างถ้วนถี่แล้วยังไม่เห็นเหลยข่ายกับเพื่อนๆ ในกลุ่มของอีกฝ่ายก็อดผิดหวังไม่ได้ เขาจึงเดินเข้าไปยังบาร์อาหารว่าง คนตัวเล็กคนหนึ่งกำลังพิจารณาอาหารตรงหน้าอย่างเอาเป็เอาตาย
“ไง อวิ๋นอวิ๋น” เสียงเล็กอ่อนโยนดังขึ้นมาจากด้านขวาของเขา เป็คนตัวเล็กนั่นเอง
จิ่งอวิ๋นจับคู่ใบหน้าของสหายกับชื่อในความทรงจำอันไกลโพ้นได้แล้วจึงเอ่ย “เทียนเทียน”
ชายหนุ่มร่างเล็กหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปสนใจของว่างตรงหน้าต่อ จิ่งอวิ๋นนึกย้อนกลับไป หยวนเทียนคนนี้เป็หนึ่งในกลุ่มของเขา แต่เป็คนพูดน้อย ขี้อาย และดูเหงาหงอย ไม่ต่างกับตอนนี้เลยสักนิด ในอดีตหยวนเทียนไม่เคยทำอะไรที่เลวร้าย แต่ก็ไม่เคยทำอะไรให้เขาประทับใจเช่นกัน
ไม่นานนัก กู้เจี่ยนิที่เพิ่งมาถึงพุ่งตัวมาตบไหล่จิ่งอวิ๋นทันที เขาพูดทักทายหัวหน้าห้องสองสามคำ แล้วหันมากระซิบประโยคคลุมเครือ “หึๆ พวกนั้นยังไม่มาเลยสักคน”
19.52 น.
สมาชิกห้องห้ามากันกว่าค่อน จากที่หัวหน้าห้องบอก สมาชิกหกคนมางานไม่ได้เนื่องจากมีครอบครัวต้องดูแลและติดทำโอที ดังนั้นตอนนี้จึงมีสมาชิกทั้งหมดสิบแปดคน กลุ่มเพื่อนของจิ่งอวิ๋นมากันครบแล้ว ซึ่งคนสุดท้ายคือฟางฉี ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่พอๆ กับรองหัวหน้าห้อง แต่ฟางฉีคนนี้ไม่ได้เป็นักกีฬาบาสเกตบอลแต่อย่างใด เขาเป็นักกีฬาอีสปอร์ต ติงเหยียนเข้ามาทักและเอ่ยชวนเท้าทีมบาสอย่างหยอกล้อเหมือนดั่งเคย
20.00น.
อู๋หลินเฟิงเดินมายังกลางห้อง เคาะแก้วแชมเปญทรงสูงเสียงดังกริ๊ง และเริ่มกล่าวเปิดงานอย่างเป็ทางการ
“ยินดีที่ได้เจอกับสหายทุกท่านอีกครั้ง วันนี้พวกเรามาระลึกความหลังกัน อิ่มหนำเบิกบาน ไม่เมาไม่เลิกรา!” แค่เพียงประโยคสั้นๆ ก็เรียกบรรยากาศดังเช่นในอดีตกลับมาได้ เหล่าสมาชิกหยิบแก้วของตัวเองขึ้นมาโห่ร้องเชียร์กันเสียงดังสนั่น แต่ในขณะที่ห้องกำลังสงบลง หัวหน้าห้องกำลังจะเดินไปหย่อนตัวนั่งที่โซฟา ประตูห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวก็เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนหันกลับไปจ้องเขม็ง
ทุกคนรู้ดีว่า เวลานี้เหลือเพียงกลุ่ยของเหลยข่ายสี่คนเท่านั้นที่ยังมาไม่ถึง ดวงตาหลายคู่มองไปยังประตู แต่ก็มีอีกหลายคู่ที่มองไปยังจิ่งอวิ๋น ด้วยความหวังว่าจะได้ดูเื่สนุก
จิ่งอวิ๋นไม่ได้สังเกตเห็นบรรยากาศรอบข้างหรือกู้เจี่ยนิที่แสยะยิ้มเย็นออกมาแวบหนึ่ง เขาหันไปมองประตู หัวใจเต้นตึกตักด้วยความคาดหวังและเผ้ารอ
พนักงานสาวคนเดิมผายมือเชิญผู้มาใหม่เข้ามาในห้อง เป็ชายหนุ่มตาชั้นเดียวคนหนึ่ง ตามมาด้วยชายหนุ่มตาดอกท้อเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเบิกบาน และคนที่สามเป็ชายหนุ่มหน้าหล่อแบบเ้าชายในนิทาน
ชายหนุ่มในเครื่องแบบทางการของทหารทั้งสามเดินเข้ามาในห้อง ด้วยใบหน้าหล่อเหลาและความน่าเกรงขามของตรายศทหารทำให้บรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงคล้ายจะหยุดนิ่งไปหลายอึดใจ
กู้เจี่ยนิเห็นจิ่งอวิ๋นจ้องคนมาใหม่ทั้งสามอย่างไม่วางตาจึงหันมา กดเสียงเบา “นายอยากจะรื้อฟื้นความหลังหน่อยมั้ย” แล้วเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มมุมปากให้เขา
จิ่งอวิ๋นยังไม่ทันได้ประมวลคำพูดอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นเดินไปแล้ว
ชายหนุ่มตาชั้นเดียวพูดขึ้นทันที “โอ้โห ไม่เจอกันนานยังกร่างเหมือนเดิมเลยนะ เสี่ยวิ”
กู้เจี่ยนิยังคงยกมุมปาก ตอกกลับไปอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน “แหมๆ หยางหยาง นายคิดถึงฉันก็บอกมาเถอะน่า”
“เหอะ ผายลมอะไร ใครคิดถึงนายกัน”
“เสี่ยวิ นายนี่อยู่เฉยๆ ไม่เป็เลยหรือไงกันนะ” ชายหนุ่มตาดอกท้อถอนหายใจพลางส่ายหน้าเบาๆ หันไปสะกิดไหล่ชายหนุ่มเ้าชาย “เหอชิง นายไปหาที่นั่งก่อน”
ᶘ ᵒᴥᵒᶅ
//////////////
โอ๊ะ พระเอกโดนดีเลย์ซะแล้ว เมื่อไหร่จะได้เจอกันนนน