ตอนที่ 32
ท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาปกคลุมซากปรักหักพัง มีเพียงเสียงหอบหายใจกระเส่าของคนทั้งคู่ ที่ยังคงกึกก้องสะท้อนกับหยาดธารแห่งราคะที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายความพ่ายแพ้ อาบไล้ไปทั่วหน้าท้องอันกำยำของราชันแวมไพร์
“ทำได้ยอดเยี่ยมมากสาวน้อย…จงดื่มด่ำกับพายุราคะที่ข้ามอบให้ ราวกับเป็นรางวัลชีวิตเสียเถอะ!! เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ร่างกายของเจ้าจะโหยหาเพียงสัมผัสจากข้า จนมิอาจถอนตัวได้อีกตลอดกาล!! ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
เมื่อสายธารแห่งความสุขสมเริ่มเหือดแห้งลง ทิ้งไว้เพียงคราบความเปียกชื้นที่อาบชโลมไปทั่วผิวกายของทั้งคู่ จนนวลขลับสะท้อนแสงจันทร์
เซเวียร์หาได้หยุดความหิวกระหายลงเพียงเท่านี้ เขาจัดการพลิกร่างที่อ่อนระทวยของเซเลส ให้แผ่นหลังนวลเนียนบดเบียดเข้ากับเสาหินที่เย็นเฉียบอีกครั้ง…เขาประจันหน้ากับเธออย่างคุกคาม ก่อนจะก้มลงมอบจุมพิตที่ดิบเถื่อนดุจการลงทัณฑ์
ริมฝีปากหนาบดขยี้ลงบนเรียวปากบางอย่างรุนแรงและกระหาย ชิวหาร้อนผ่าวแทรกซึมควานลึกเข้าไปพัวพันตักตวงความหวานล้ำ ที่ปนเปไปด้วยรสชาติแห่งการยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง
เสียงจ๊วบจาบจากการพัวพันลิ้นที่ดังก้องสะท้อนความใคร่ กระตุ้นสัญชาตญาณดิบให้ลุกโชนมอมเมาสติสัมปชัญญะของวอร์ล็อกสาวจนมืดบอด
ในขณะที่ริมฝีปากยังคงดูดดื่มอย่างโหยหาและลุ่มลึก ช่วงล่างของราชันแวมไพร์ก็เริ่มโหมกระหน่ำบทบรรเลงที่ดุดันและหนักหน่วงขึ้นอีกครั้ง
ตับ!! ตับ!! ตับ!!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสอดประสานไปกับเสียงครางสั่นพร่าของเซเลส ที่บัดนี้สูญเสียการควบคุมร่างกายไปโดยสิ้นเชิง ทุกจังหวะโหมกระหน่ำส่งผลให้เรือนร่างอวบอิ่มสั่นคลอนดุจต้นไม้ใหญ่ท่ามกลางพายุคลั่ง
ความเสียวซ่านมหาศาลจู่โจมเข้าปะทะกับอาการสั่นสะท้านจนร่างชาหนึบ แล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขน ประหนึ่งร่างกายกำลังรุ่มร้อนจนมลายกลายเป็นจุลคามือปีศาจร้าย
“อ๊ะ…อ๊าาา~!!”
เสียงหวีดร้องขาดห้วงดังลอดออกมาจากลำคออันแห้งผาก ในขณะที่เรือนร่างของเธอถูกบดขยี้เข้ากับเสาหินอย่างรุนแรง ราวกับจะแหลกสลายกลืนหายไปกับความเย็นเยียบของศิลาในทุกแรงอารมณ์ที่โถมเข้าใส่
ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นบัดนี้เงยขึ้นจนสุดลำคอขาวเนียน ดวงตาที่พร่าเลือนเบิกโพลงอย่างไร้จุดหมาย พยายามมองหาอากาศหายใจท่ามกลางพายุอารมณ์ที่รุนแรงจนเกินจะทานทน
“มะ…ไม่ไหวแล้ว…ข้าจะ…แหลกสลายอยู่แล้ว…อื้อออ~!!”
เธอครางออกมาอย่างคนเสียสติ สองมือเรียวที่สั่นระริกจิกขูดเล็บลงบนแผ่นหลังอันกำยำของเซเวียร์อย่างบ้าคลั่ง เล็บงามแทบจะฉีกขาด ขณะที่เธอพยายามยึดเหนี่ยวร่างของเขาไว้เป็นที่พึ่งสุดท้ายท่ามกลางพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ
“อึกกก…!! จงรับมันไป…ทั้งหมดของข้า!!”
วินาทีที่ ‘น้ำแห่งชีวิต’ อัดฉีดเข้าสู่จุดลึกที่สุด กระแสพลังงานมหาศาลก็ระเบิดออกดุจเขื่อนที่พังทลาย ร่างระหงของวอร์ล็อกสาวสั่นสะท้านไปถึงวิญญาณ
ทันใดนั้น ละอองแสงสีแดงฉานเจือประกายม่วงลึกลับ ก็เริ่มซึมผ่านรูขุมขนออกมาอาบย้อมเรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวท่ามกลางความสลัว
ความปวดร้าวและร่องรอยแตกพร่าจากพันธนาการของลูกแก้วมลายหายไปราวกับเรื่องโกหก ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับฟื้นคืนชีวิตชีวา เนียนละเอียดและเปล่งปลั่งขึ้นจนดูราวกับกุหลาบขาว ที่เพิ่งผลิบานในช่วงวัยสาวแรกแย้มที่สมบูรณ์ที่สุดอีกครั้ง
ทว่าท่ามกลางการเกิดใหม่นั้นเอง แสงสีม่วงเข้มพลันสว่างวาบขึ้นที่บริเวณต้นคอของเซเลส
แสงนั้นเจิดจ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบีบอัดตัวสลักลึกลงบนผิวพรรณนวลเนียน ปรากฏเป็นรูป ‘ดาวหกแฉกที่สถิตอยู่ภายใต้วงเวทสีทมิฬ’ ลวดลายสีดำสนิทดุจหมึกปีศาจเรืองรองด้วยไอเวทสีม่วงจางๆ เป็นเครื่องยืนยันว่าพันธนาการนิรันดร์ได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว
บัดนี้…กุหลาบงามผู้หยิ่งทะนงได้ถูกตีตราจองให้เข้าสู่ฮาเร็มของราชันแวมไพร์อย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ ของคนทั้งคู่ภายใต้พันธสัญญาเลือดที่ไม่มีวันลบเลือน
“นี่มัน…พลังพวกนี้…?” เซเลสพึมพำอย่างตื่นตะลึง พลางยกมือขึ้นพิจารณาผิวเนื้อที่ส่องประกายพรายแสงประหลาดของตนเอง
“รู้สึกดีใช่ไหมล่ะ? แม่กุหลาบหนามของข้า”
เซเวียร์ที่ยังคงล่อนจ้อน แสยะยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นเขี้ยวขาววับ เขาโน้มหน้าเข้าไปเชยคางมนของเธอให้เงยขึ้นสบตา นัยน์ตาสีโลหิตจ้องมองผลงานของตนด้วยความภาคภูมิใจ
“น้ำเชื้อของราชาแวมไพร์อย่างข้า มันคือพลังชีวิตและเวทมนตร์… ร่างกายของเจ้าถูกชะล้างและฟื้นฟูจนสมบูรณ์ที่สุดแล้ว แถมมานายังล้นปรี่เสียยิ่งกว่าพลังที่เจ้าพยายามเค้นออกมาจากลูกแก้วเฮงซวยนั่นจนเกือบตายเสียอีก”
เซเลสเอื้อมมือไปแตะที่ต้นคอด้านหลัง สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวและรอยนูนต่ำของลวดลายที่เพิ่งปรากฏขึ้น…สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ตอกย้ำว่าเธอหนีเขาไม่พ้นอีกต่อไป
“อย่าได้ตื่นตระหนกไป…นั่นคือของขวัญต้อนรับสู่การเป็น ‘สมบัติส่วนตัวของข้า’ อย่างเป็นทางการ”
ราชันแวมไพร์ผู้ไร้อาภรณ์ยืดอกขึ้นอย่างโอหัง เขากวาดสายตาอันคมกริบมองไปยังเงามืดรอบซากร้านเหล้า ก่อนจะอุ้มร่างที่เปล่งปลั่งของวอร์ล็อกสาวขึ้นมาแนบอกด้วยมือเดียว ราวกับจะประกาศก้องถึงความเป็นเจ้าของในเหยื่อชิ้นงามนี้
“เจ้าพวกมดปลวกทั้งหลาย!! จงไสหัวออกมาคุกเข่าต่อหน้านายหญิงคนใหม่ของพวกเจ้าเสีย!!”
เสียงตะโกนของเซเวียร์ดังกึกก้อง จนชาวบ้านที่แอบซ่อนอยู่ด้วยความหวาดกลัวต้องค่อยๆ คลานออกมาจากเงามืด ร่างกายของพวกเขาสั่นเทา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปีศาจในตำนานที่ยืนล่อนจ้อนอย่างไม่สะทกสะท้าน
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องเบิกตาค้างยิ่งกว่า คือปฏิกิริยาของเซเลสที่บัดนี้คลี่รอยยิ้มพิมพ์ใจ ราวกับภาพวาดของเทพธิดาที่ชวนให้ลุ่มหลง
“ตายจริง…ทุกคนยังอุตส่าห์อยู่เฝ้าดูพวกเรากันเยอะขนาดนี้เลยรึจ๊ะ?”
เซเลสเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่ฟังดูอาทรและใจดีอย่างน่าประหลาด เธอเอียงคอเล็กน้อยพลางส่งยิ้มพิมพ์ใจให้กับชาวบ้านที่กำลังตัวสั่นงันงก ราวกับว่าเธอเป็นพี่สาวใจดีที่กำลังทักทายเด็กๆ ในหมู่บ้าน มากกว่าจะเป็นเชลยสวาท
“แหม…เจ้าเนี่ยล่ะก็…จะบอกให้พวกเขาออกมาทำความเคารพข้า ก็น่าจะรอให้ข้าได้สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อน มันดูเสียมารยาทกับทุกคนนะรู้ไหม?”
เธอหันไปดุเซเวียร์เบาๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มหู พลางใช้นิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากตัวเองอย่างเคอะเขิน ด้วยท่าทางดูใสซื่อและมีจริตจะก้านแบบพี่สาวผู้แสนดี
เซเวียร์ถึงกับเลิกคิ้วมองเธอด้วยความแปลกใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ยอดเยี่ยม!! แบบนี้แหละถึงจะสมเป็นสมบัติของข้า!! ต่อให้ล่อนจ้อนก็ยังสง่างามและใจดีได้ขนาดนี้!!”
“แหม…ก็ทุกคนดูเหนื่อยกันมามากแล้วนี่จ๊ะ” เซเลสหันไปยิ้มให้ชาวบ้านอีกครั้ง
แต่คราวนี้แววตาของเธอกลับนิ่งสนิท ทว่ารอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนหน้า
“ทุกคนจ๊ะ…รบกวนช่วยไปหาชุดสวยๆ มาให้ข้าใส่หน่อยได้ไหม? ไม่อย่างนั้น…ข้าอาจจะต้องเสียใจมากจนทำเรื่องที่ ‘ไม่น่าดู’ ลงไปก็ได้นะจ๊ะ”
ประโยคสุดท้ายนั้นถูกเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน ทว่ากลับแผ่ซ่านรังสีอำมหิตจนมวลอากาศรอบกายเย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจ บีบบังคับให้เหล่าชาวบ้านต้องรีบกุลีกุจอแยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งทันทีด้วยความหวาดสะพรึงที่ฝังลึก
ไม่นานนัก อาภรณ์กระโปรงยาวเกาะอกที่ดูเรียบหรูทว่าอ่อนหวาน ก็ถูกนำมาห่อหุ้มเรือนกายที่เปล่งปลั่งเย้ายวน ภาพลักษณ์ที่ดูสวยสง่าและน่ารักสดใสในยามนี้ ยากที่ใครจะเชื่อว่าอีกตัวตนหนึ่งของเธอนั้น คืออสูรที่ทรงพลังและดุดันเกินพรรณนา
“จุกผมด้านหน้านั่น…ดูเป็นเอกลักษณ์ที่เข้ากับเจ้าดีไม่หยอกเลยนะ”
เซเวียร์เอ่ยทักทรงผมใหม่ที่ดูแปลกตาของเธอด้วยแววตาพึงพอใจ ราวกับกำลังพินิจพิจารณาของสะสมชิ้นงามที่เพิ่งถูกจัดแต่งใหม่อย่างบรรจง
“ที่นี่ไม่เหลือของกินพอให้ยาไส้แล้ว แต่ข้ายังอยากกินซาบะย่างอยู่นะ!!” บลัดดี้ตะโกนก้องแทรกขึ้นมาจากกองเศษไม้ที่เคยเป็นห้องครัวอย่างขัดใจ พลางใช้หลังมือปาดน้ำลายที่มุมปาก
“เช่นนั้นก็คงได้เวลาที่ข้าต้องออกเดินทางเสียที”
เซเวียร์เปรยขึ้นพลางจ้องมองไปยังวอร์ล็อกสาวที่เพิ่งถูกตีตราจอง
“เจ้าจะร่วมทางไปกับพวกข้าด้วยหรือไม่?”
เซเลสส่งยิ้มละมุนละไมที่ดูอบอุ่นและน่ารักสดใสให้เขา ทว่าเธอกลับส่ายศีรษะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“ข้าคุ้นชินและผูกพันกับที่แห่งนี้เสียแล้วล่ะ…หากซ่อมแซม ‘แฟรี่ ทาเวิร์น’ เสร็จเมื่อใด อย่าลืมแวะเวียนมาหาข้าบ้างนะจ๊ะ”
“ตามใจเจ้าเถอะ…อย่างไรเสีย อีกไม่กี่ราตรีต่อจากนี้ พวกเราก็ต้องได้พบกันอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี” ราชันแวมไพร์แสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย
นั่นเพราะเขารู้ดีอยู่เต็มอกว่า ตราประทับแห่งพันธนาการกำลังเริ่มทำงาน และอีกไม่เกินครึ่งเดือน เธอจะต้องตกอยู่ในภาวะลงแดงจนแทบทนไม่ไหว และต้องเป็นฝ่ายกระเส่าครางอ้อนวอนขอน้ำแห่งชีวิตจากเขาอีกครั้งอย่างแน่นอน
“แล้วพวกเจ้าจะมุ่งหน้าไปที่ใดกัน? หากคิดจะกลับไปยังโซลาราล่ะก็…ข้าเกรงว่ามันจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก สำหรับพวกเจ้าในยามนี้เลยนะจ๊ะ”
เซเลสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความห่วงใย
“ข้าเพียงจะกลับไปเยี่ยมเยือนรังเก่าเสียหน่อย…บนยอดเขาอาร์คานอส” เซเวียร์ตอบอย่างไม่ยี่หระ
นัยน์ตาสีโลหิตของจอมราชันฉายประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออก เมื่อเอ่ยถึงยอดเขาต้องมนต์อันเป็นที่สถิตของความทรงจำอันเก่าแก่
“เช่นนั้นก็ขอให้เทพีแห่งโชคเข้าข้างพวกเจ้านะจ๊ะ…หากปรารถนาจะกลับไปที่นั่น เส้นทางย่อมต้องผ่านป่าธอร์นเกทอย่างเลี่ยงไม่ได้…เพียงควบอาชามุ่งหน้าตะวันออกเฉียงเหนือราวครึ่งวัน พรมแดนป่านั่นก็จะปรากฏแก่สายตาของเจ้าแล้วล่ะ”
“ธอร์นเกทรึ? หึ…ป่าผืนนั้นมันสนามหญ้าหน้าบ้านที่ข้าเคยวิ่งเล่นจนเบื่อเมื่อวันวาน”
“นั่นมันเมื่อก่อนนะจ๊ะ…แต่ตลอดสิบยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่นั่นมีเจ้าถิ่นตนใหม่ ยังไงก็อย่าประมาทไปนักเลย”
รอยยิ้มของเซเลสยังคงหวานฉ่ำทว่ากลับดูเย็นยะเยือกขึ้นในพริบตาเดียว แววตาที่จ้องมองไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้นดูราวกับเธอกำลังมองเห็นความตายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงาไม้
“สัตว์ประหลาดรึ? เหอะ!! ไม่ต้องห่วงหรอก…ค้อนของข้าจะทุบกะโหลกมันจนแหลกเอง” บลัดดี้โอ้อวดอย่างชอบใจ พลางตบอาวุธคู่ใจดังฉาด
“จ้า…โชคดีนะจ๊ะ” เซเลสส่งรอยยิ้มหวานล้ำพลางโบกมือลา
อาชาทมิฬควบทะยานฝ่าความมืดมิดของรัตติกาลออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมีบลัดดี้นั่งหันหลังพิงแผ่นหลังแกร่งของเซเวียร์อย่างสบายอารมณ์ และมีเจ้าก้อนแมวสีขาวเท้าชมพูนอนขดนิ่งอยู่บนหัวของเธอ ราวกับยอดมงกุฎที่ดูตลกขบขันท่ามกลางบรรยากาศอันมืดหม่น
อีกด้านหนึ่ง…ท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องจักรเวทมนตร์และฝุ่นที่ตลบอบอวล แสงสีม่วงทมิฬพลันระเบิดออกกลางรถบรรทุกที่กำลังพุ่งทะยาน
ร่างของอริสาปรากฏขึ้นพร้อมกับอาการซวนเซจนเกือบจะร่วงหล่นลงไปด้านล่าง แต่โชคดีที่โฮมูระซึ่งนั่งอยู่ใกล้ที่สุดคว้าแขนของเธอไว้ได้ทัน
“อ๊ะ!! อริสา? เจ้าไปไหนมาเนี่ย!!” โฮมูระอุทาน พลางดึงเพื่อนสาวเข้ามาในเขตปลอดภัย
นินจาสาวกวาดสายตาพินิจพิจารณาร่องรอยบนร่างกายของเพื่อนสาวอย่างรวดเร็ว
“หายไปตั้งนาน…แถมพอกลับมา กลิ่นอายเวทมนตร์ของเซเวียร์ก็หึ่งเชียวน้า…”
แสงจันทร์สาดทอลงมาอาบไล้ร่างที่ยืนตระหง่านอยู่บนขอบรถบรรทุก ขับให้ชุดเกราะทองอร่ามทอประกายเลื่อมพรายวาววับ ส่งให้จิณดูน่าเกรงขามประหนึ่งเทพธิดาแห่งสงครามท่ามกลางรัตติกาลอันมืดมิด
เธอค่อยๆ ผินใบหน้ากลับมามองด้วยสายตาที่ยังคงความเย็นเยียบ ทว่าแฝงไปด้วยความฉงนสงสัย
“เจ้าแวมไพร์นั่นเรียกเจ้าไปทำไม?”
จิณเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าทรงอำนาจ กดดันจนอริสาที่เพิ่งปรากฏตัวต้องหดคอลงเล็กน้อย
“จิณ…เจ้ายังจำสตาร์ได้หรือไม่?” อริสาส่งสายตาสั่นเครือ สบเข้าไปในแววตาของบุตรสาวบุญธรรมแห่งมหาสังฆราช พยายามรื้อฟื้นเศษเสี้ยวแห่งอดีต
พาลาดินสาวชะงักไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวูบไหวด้วยประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
“ถึงนางจะหายตัวไปร่วมปีแล้ว…แต่ข้าไม่มีวันลืมใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นนั่นได้หรอก”
“ข้าเพิ่งได้พบนางมา…และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด…”
อริสาหยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยถึงความจริงที่น่าตกตะลึง
“ลูกแก้วแห่งอำนาจสีม่วงบัดนี้มันสถิตอยู่ที่นาง”
จิณเบิกตากว้างขึ้นทันทีด้วยความตกใจ ข่าวคราวของสหายเก่าที่หายสาบสูญไปนานนับปีว่าน่าเหลือเชื่อแล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะยิ่งกว่า คือความจริงที่ว่าลูกแก้วในตำนาน ที่ทั้งปาร์ตี้ทุ่มเทพลิกแผ่นดินค้นหามาตลอด บัดนี้กลับปรากฏขึ้นจริงและอยู่ในเงื้อมมือของคนที่เธอเคยรู้จักดีที่สุด