เมื่อกลับมาถึงบ้านหลินหนิงชินยังคงมีคำถามอีกมากมายถามผู้เป็บิดาไม่หยุด หลินจงเว่ยจึงเล่าเื่ราวในอดีตให้ทั้งสามพี่น้องฟัง
“เมื่อ 1,000 ปีก่อนเป็ยุคที่ทวีปฉวนของเรา รุ่งเรืองจนถึงจุดสูงสุด มีหกแคว้นใหญ่แบ่งการปกครองกัน พวกเราอยู่ในแคว้นเหอ ซึ่งมี 17 เมือง เมืองเป่ยถังของเรานี้นับเป็เมืองขนาดเล็ก
ทั้ง 6 แคว้นร่วมมือกันกำจัดฝูงสัตว์อสูรที่เข้ามารุกรานประชากรและขับไล่พวกมันออกไปอยู่ในพื้นที่ป่าลึก สัตว์อสูรขั้นสูงที่ดุร้ายล้วนถูกกำจัดจนหมดสิ้น ผู้คนจึงใช้ชีวิตกันอย่างผาสุก
แต่ละแคว้นมีตระกูลและสำนักใหญ่น้อยมากมายผู้ฝึกปราณทั้ง 4สาย ล้วนฝึกฝนอยู่ในระดับสูง แต่ความโลภและความ้าอำนาจก็ก่อให้เกิดการแย่งชิงความเป็ใหญ่ โชคร้ายที่เป้าหมายที่ถูกกำจัดเป็บรรดาผู้หลอมโอสถ
การเข่นฆ่าผู้หลอมโอสถทำลายตำรา เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมายจะตัดหนทางก้าวหน้าที่จะใช้โอสถสนับสนุนผู้ฝึกปราณสายอื่น ทั้งเมื่อขาดผู้หลอมโอสถมาทำการรักษาโอกาสรอดชีวิตของผู้ฝึกปราณย่อมน้อยลง
ในขณะเดียวกันหอตำราและผู้ฝึกปราณสายอื่นก็ถูกเข่นฆ่าโค่นล้มไปด้วย ผ่านวันเวลาอันยาวนานหลายร้อยปีหลังสลับกันเป็ใหญ่ ใครแกร่งไม่พอก็ถูกโค่นกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็หลงเหลือตำราและผู้หลอมโอสถเฉพาะในสำนักใหญ่หรือตระกูลใหญ่ไม่มากนัก
ผู้หลอมโอสถที่รอดชีวิตไร้สำนักไร้ตระกูลต่างหลบหนีการล่าสังหารกระจัดกระจายกันไปทั่วแคว้นดังเช่นบรรพบุรุษสกุลหลินและสกุลจงที่หนีตายร่วมกันมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองเป่ยถัง
ในที่สุดการล่าสังหารผู้หลอมโอสถถูกระงับด้วยข้อตกลงของตระกูลใหญ่และหลายสำนัก จึงค่อยๆกลับกลายเป็ตัวตนที่ทรงคุณค่าอย่างช้าๆ อีกครั้ง
แต่ก็ยังสายเกินไปผู้หลอมโอสถระดับสูงล้วนถูกสังหารจนสิ้น ตำราระดับสูงถูกทำลายและสูญหาย ผู้หลอมโอสถรุ่นใหม่ไม่เกิดขึ้น ทั้งเมื่อครั้งผู้คนล้มตายไปเป็จำนวนมากสมุนไพรก็ถูกใช้ในการรักษาชีวิตจนแทบไม่เหลือไว้ขยายพันธุ์ ความรู้เื่การเพาะปลูกสมุนไพรสาบสูญไป เรียกว่าแม้มีสมุนไพรล้ำค่าอยู่ตรงหน้าก็ไม่มีผู้ใดรู้จักคุณค่าและวิธีใช้พวกมันแล้ว"หลินจงเว่ยเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างช้าๆ อย่างทอดถอนใจ
“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าพวกเราผ่านยุคเสื่อมถอยที่สุดไปแล้วเ้าค่ะ สิ่งที่ท่านปู่บรรพบุรุษมอบให้แก่ข้าไม่ได้มีเพียงน้ำทิพย์พลังปราณ ยังมีตำราและสมุนไพรอีกมากมายข้าเชื่อว่าสิ่งของเหล่านี้จะมีส่วนทำให้ทุกอย่างก้าวหน้าต่อไปได้”
"ข้าเชื่อน้องสาว" สองเสียงของเด็กหนุ่มประสานมาก่อน
"พ่อกับแม่จะสนับสนุนลูกทุกเื่ หากเ้าติดต่อท่านปู่บรรพบุรุษได้ปรึกษาท่านปู่ก่อนกระทำสิ่งใดให้มากเถิด" หลินจงเว่ยกำชับ
“เป้าหมายแรกของเราคือกลับเข้าร่วมตระกูลหลักที่เมืองเป่ยถังเ้าค่ะเราทั้ง 5 คนต้องแข็งแกร่งก่อนและยังต้องช่วยคนในหมู่บ้านด้วยถ้าพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นก็จะไม่ต้องคอยระวังพวกสัตว์อสูรในป่า ยังหาอาหารเองได้อีกและหากใครจะเข้าไปในเมืองเป่ยถังเพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ย่อมดี”
นางเกิดที่หมู่บ้านจิ้งซานคนในหมู่บ้านเปรียบเสมือนญาติของนางไปแล้วนางย่อมคิดเพื่อพวกเขา
ที่ลานกลางหมู่บ้านจิ้งซานบุรุษร่างผอมหลายคนกำลังนั่งคุยกันอยู่
"ดูเหมือนพลังปราณฟ้าดินที่หมู่บ้านเรามันเพิ่มขึ้นจริงๆนะ.ข้ารู้สึกว่าพลังปราณในร่างกายเพิ่มขี้น"
"ข้าก็รู้สึกเช่นกันหรือเป็เพราะพวกเราเพิ่งได้กินเนื้อสัตว์อสูรมากมายหรือไม่"อีกคนออกความเห็น
"ไม่ว่าจะเกิดจากอะไร ข้าก็ยินดีนั่นล่ะ ฮ่าๆๆ"
การเพาะปลูกข้าวปราณและสมุนไพรปราณชุดใหม่ผ่านไปด้วยดีต้นกล้าข้าวปราณและสมุนไพรเขียวชอุ่มงอกเงยเต็มพื้นที่เพาะปลูกผืนดินเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แต่สาเหตุนั่นก็เป็เพราะน้ำทิพย์ที่รดลงไปในดินทุกวันทำให้ดินสามารถกักเก็บพลังปราณจนฟื้นคืนสภาพทีละเล็กละน้อยส่วนที่พืชดูดซับไปก็ทำให้ต้นกล้างอกเงยเติบโตได้เป็อย่างดี
เวลาผ่านไป 4 เดือน ครอบครัวหลินจงเว่ย 5 คนล้วนแล้วแต่รวบรวมลมปราณเข้าสู่การเป็ผู้ฝึกปราณได้แล้วหลินหนิงชินเลือกเป็ผู้หลอมโอสถตามที่ตั้งใจ ที่เหลือทั้งหมดล้วนเลือกเป็ผู้ฝึกยุทธ์
พวกตำราวิชายุทธ์ขั้นต้น หรือแม้แต่นักปรุงยาขั้นพื้นฐาน สกุลหลินสายหลักล้วนทำฉบับคัดลอกแจกจ่ายให้คนในสกุลเก็บไว้อยู่แล้วเพื่อว่าวันใดวันหนึ่งคนในสกุลสามารถรวบรวมลมปราณเป็ผู้ฝึกปราณได้ก็จะสามารถเริ่มฝึกฝนได้เลย จากนั้นค่อยกลับเข้ามาทำงานร่วมกับคนในตระกูลต่อไป
เดิมชาวบ้านหมู่บ้านจิ้งซานมีจำนวนคนทั้งหมด325คน รวบรวมลมปราณได้แล้ว 6 คน รวมทั้งท่านผู้เฒ่าเจียง ทั้งหมดล้วนอยู่ในขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น”
ในระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ได้รับพลังปราณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่สามพี่น้องสกุลหลินตระเวนลักลอบเติมน้ำทิพย์ลงไปในบ่อน้ำบ่อยๆ ตอนนี้มีผู้ฝึกปราณในหมู่บ้านรวมทั้งหมด38 คน
กลุ่มผู้เฒ่าเจียงทั้งหกคนล้วนเลื่อนระดับเข้าสู่ขอบเขต“ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง” กันทุกคน มีอีก 31 คนที่สามารถเข้าสู่ขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น” ได้สำเร็จ และ อีก 1 คนคือหลินหนิงชินเลือกฝึกฝนเป็ผู้หลอมโอสถขอบเขต “ปฐีขั้นต้น” เป็ที่เรียบร้อย
ชาวบ้านแม้จะแปลกใจที่บุตรสาวสกุลหลินผู้อ่อนแอจะเลือกฝึกฝนเป็ผู้หลอมโอสถ แต่นั่นก็เป็ไปได้พวกเขาเป็ลูกหลานสกุลหลินซึ่งเป็ตระกูลผู้หลอมโอสถนี่นะ แต่การเป็ผู้หลอมโอสถด้วยอายุเพียง 6 ปี ก็น่าใไปหน่อยแล้ว
หลังจากแตกตื่นกันมาพักใหญ่ยามนี้ชาวบ้านก็เริ่มคุ้นเคยกับการปรากฏตัวของผู้หลอมโอสถตัวน้อยผู้มีใบหน้าอันงดงามผู้นี้แล้ว
..........
พอมีผู้ฝึกยุทธ์ในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นชาวบ้านก็เริ่มออกไปล่าสัตว์กันบ่อยครั้งกว่าเดิมหลายครั้งที่พวกเขาต้องออกไปค้างคืนกันยังในป่าแม้ว่าจะอันตรายแต่พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคมาได้ทุกครั้ง
“พวกโกวจื่อกลับมากันแล้ว!! เร็วไปดูกันเร็ว”เสียงชาวบ้านคนหนึ่งะโขึ้นมา ตามด้วยเสียงกลุ่มคนอีกหลายคนที่ชะเง้อมอง และส่งข่าวต่อๆกันไประงมขึ้นมาทั่วทั้งหมู่บ้าน
“โอ้โฮ!!ครั้งนี้ล่าสัตว์อสูรได้มากันไม่น้อยเลยทีเดียว” ท่านป้าฝูซื่อรำพันอย่างตื่นเต้น
“เหอะ!! นั่นบุตรชายข้าเชียวนา ถ้าล่าสัตว์อสูรได้มาน้อยข้าจะตีขาเขาเองฮ่าๆๆๆ" ท่านลุงโกวต้าน โอ้อวดบุตรชายต่ออีกยาวยืดจนน้ำลายแตกฟอง
บัดนี้ชาวบ้านที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์จับกลุ่มกันสองกลุ่ม กลุ่มละ 15 คน สลับกันไปล่าสัตว์อสูรเพื่อเป็อาหารให้กับชาวบ้าน สัตว์อสูรที่ล่าได้ทั้งหมดนี้จะใช้เป็อาหารเพื่อเพิ่มพลังปราณให้กับชาวบ้าน พวกเขาวางแผนจะไม่ส่งออกไปเป็สินค้า นี่ก็เพื่อไว้เพิ่มความแข็งแกร่งของคนในหมู่บ้านนั่นเอง
“อาหนิง พี่กลับมาแล้วเ้าคิดถึงพี่ชายหรือไม่” ซ่งอวี้หิ้วคอไก่ฟ้าหางเทาสัตว์อสูรที่พบเห็นได้มากที่สุดในป่ามาพร้อมทำหน้าเบิกบานแย้มยิ้มยิงฟันใส่น้องสาว
“พี่รอง พี่เพิ่งไปเมื่อวานวันนี้ก็กลับมาแล้วเพียงแค่วันเดียวข้าไม่คิดถึงท่านเลยสักนิด อีกอย่างเบื้องหน้ายังมีท่านพ่อต่อมาก็พี่ใหญ่ลำดับของท่านยังรั้งท้ายอยู่เ้าค่ะ”
หลินซ่งอวี้ “-------“เ้าทำร้ายจิตใจข้าน้อยลงหน่อยได้ไหม น้องสาว
ใช่แล้ว บิดาและพี่ชายทั้งสองของนางล้วนแล้วแต่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น และยังร่วมออกล่าสัตว์หาอาหารมาเพิ่มให้คนในหมู่บ้านอีกด้วย ส่วนฟางลี่ชินผู้เป็มารดารวบรวมลมปราณได้แล้วแต่ยังไปไม่ถึงขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์
..........
ในกระท่อมภายในมิติ
“ตำราหมื่นสมุนไพร วิธีการควบคุมไฟเตาหลอมโอสถตำราพื้นฐานการหลอมโอสถ. ข้าเลือกสามเล่มนี้ก่อนแล้วกันนะ"
เด็กหญิงเลือกตำราจากชั้นหนังสือออกมาจากนั้นก็ใช้มือััตำราเล่มหนึ่ง และกล่าว "คัดลอก" ขึ้นมาคำหนึ่งความรู้ทั้งหมดในตำราก็ปรากฏในหัวของนางทันทีนางทำเช่นนี้ไปทีละเล่มจนครบตาม้า
ตอนนี้นางสามารถหลอมโอสถขั้นหนึ่งได้แล้ว นางเลือกฝึกฝนการหลอมโอสถที่เห็นได้ทั่วไปในยุคนี้ เช่นโอสถห้ามเื โอสถเสริมปราณ ขี้ผึ้งบรรเทาแผลฟกช้ำ
เดิมทีหากเป็ผู้อื่นกว่าจะฝึกฝนจนหลอมสมุนไพรปราณให้เป็โอสถได้สำเร็จ ต่างต้องล้มเหลวกันนับครั้งไม่ถ้วน หลายคนอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะหลอมสำเร็จสักเตา แต่ไม่ใช่กับหลินหนิงชินการ “คัดลอก” ของนางไม่เพียงให้ความรู้แต่ยังมาพร้อมวิธีการที่สมบูรณ์แบบ
นางไม่จำเป็ต้องฝึกหาประสบการณ์ดังเช่นคนอื่น แต่ตอนนี้นางจำเป็ต้องทำเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธเกินไปและยังจำเป็ต้องทำความคุ้นเคยกับการใช้เตาหลอมโอสถที่ห้อยคอนางอยู่ทุกวันนี่ด้วย