กลิ่นสมุนไพรบริสุทธิ์ค่อย ๆ ลอยออกมาจากช่องเล็กบริเวณฝากระถาง ก่อนจะถูกฉินเฟิงใช้พลังวิญญาณนำกลับเข้าไปด้านใน มิยอมให้ฤทธิ์ยาสูญเสียไปกับอากาศโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่น้อย
เมื่อผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เส้นแสงสีม่วงที่เคลื่อนไหวอยู่บนตัวกระถางก็ค่อย ๆ สงบลง
ฉินเฟิงซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าเปิดดวงตาขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นแตะฝากระถาง
“เปิด”
ทันทีที่ฝากระถางลอยขึ้น กลิ่นหอมเข้มข้นก็แพร่กระจายไปทั่วห้อง พร้อมกับโอสถสีม่วงอ่อนจำนวนสี่เม็ดซึ่งลอยขึ้นจากภายในกระถางและหมุนวนอยู่กลางอากาศ
แต่ละเม็ดมีลวดลายสายฟ้าจาง ๆ อยู่บนผิว ความบริสุทธิ์สูงกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเฟิงรับโอสถทั้งหมดลงในขวดหยก แล้วตรวจดูทีละเม็ดด้วยพลังวิญญาณ
“ความบริสุทธิ์เก้าส่วนสองเม็ด เก้าส่วนครึ่งหนึ่งเม็ด และอีกเม็ดเกือบแตะสิบส่วน”
แม้สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่ความพึงพอใจปรากฏชัดอยู่ในดวงตา
หลังได้กระถางดำผนึกโอสถ ความสูญเสียระหว่างการหลอมลดลงมาก ยิ่งเมื่อตนสามารถใช้พลังสายฟ้าของเสี่ยวเหลยช่วยรักษาความร้อนภายในกระถางได้อย่างเหมาะสม คุณภาพโอสถจึงเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
หากโอสถเหล่านี้ถูกนำออกไปวางขายในเมืองชิงหลาน นักปรุงโอสถระดับหนึ่งทั่วไปย่อมไม่มีทางเชื่อว่าเด็กอายุสิบหกปีสามารถหลอมออกมาได้
เสี่ยวเหลยซึ่งหมอบอยู่บนโต๊ะเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้กลิ่นโอสถ
ดวงตาสีทองจับจ้องขวดหยกไม่วาง
“อันนี้กินได้หรือไม่”
ฉินเฟิงเก็บขวดเข้าแหวนมิติ
“ไม่ได้”
เสี่ยวเหลยกางปีกเล็กน้อย
“ข้าช่วยจุดไฟ”
“ข้ารู้”
“ข้าควรได้ส่วนแบ่ง”
ฉินเฟิงมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบผลึกอัสนีเล็กที่เหลือจากสนามสัตว์เทวะออกมาครึ่งชิ้นแล้วโยนให้
“ของเจ้าคือสิ่งนี้”
เสี่ยวเหลยรับกลางอากาศ ก่อนจะมองผลึกในกรงเล็บแล้วหันกลับมามองขวดโอสถซึ่งหายเข้าแหวนไปแล้ว
ความไม่พอใจปรากฏชัดเจนจนไม่ต้องใช้พันธะก็พอมองออก
ฉินเฟิงกล่าวต่ออย่างใจเย็น
“โอสถในขวดช่วยเปิดเส้นชีพจรของมนุษย์ ไม่ได้เหมาะกับสายเลือดของเจ้า หากเจ้ากินเข้าไป นอกจากไม่ได้ประโยชน์มากแล้ว ยังอาจทำให้พลังในร่างปั่นป่วน”
เสี่ยวเหลยจึงค่อยคลายท่าที
“เช่นนั้นผลึกดีกว่า”
“ถูกต้อง”
มังกรน้อยกัดผลึกดังกรอบ ก่อนจะกลับไปหมอบบนโต๊ะอย่างพอใจ
ฉินเฟิงมองมันแล้วอดยิ้มไม่ได้เล็กน้อย ก่อนจะกลับเข้าสู่สมาธิอีกครั้ง
เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนการคัดเลือกเข้าสำนักเมฆาฟ้า
สามวันนี้เขาไม่คิดเพิ่มระดับพลังอย่างบ้าคลั่งอีก
ในสนามสัตว์เทวะเขาก้าวจากขั้นรับปราณขั้นสี่มาถึงขั้นเจ็ดอย่างรวดเร็ว แม้แต่ละขั้นมีวาสนาและพลังบริสุทธิ์รองรับ แต่หากยังเร่งเพิ่มต่อโดยไม่ทำให้ร่างกายคุ้นเคย พื้นฐานย่อมเริ่มมีช่องว่าง
สำหรับผู้ที่เคยเป็นเทพโอสถอันดับหนึ่ง เขาย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าคนทั่วไป
ความเร็วในการฝึกสำคัญ
แต่รากฐานสำคัญยิ่งกว่า
ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อยในแดนเทพสามารถเพิ่มพลังได้รวดเร็วในช่วงแรก เพราะอาศัยโอสถระดับสูงหรือทรัพยากรจำนวนมหาศาล แต่เมื่อถึงขอบเขตสูงกลับพบว่าพลังไม่มั่นคง เส้นชีพจรอ่อนแอ และไม่อาจฝ่าด่านใหญ่ได้
ฉินเฟิงไม่ยอมเดินเส้นทางเช่นนั้น
ชาตินี้เขาไม่ได้ต้องการเพียงแข็งแกร่งกว่าอัจฉริยะเมืองชิงหลาน
เป้าหมายของเขาอยู่ไกลกว่านี้มาก
ไกลจนแม้แต่คนของแดนระดับต่ำแห่งนี้ยังไม่อาจจินตนาการได้
เขาต้องกลับแดนเทพ
ต้องกลับไปหาหลัวเยียนหรานกับชายผู้ร่วมมือกับนาง
ต้องทวงลูกปัดบรรพโกลาหลกลับคืน
และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องไม่กลับไปเป็นเทพโอสถผู้ไร้พลังซึ่งถูกสังหารด้วยกระบี่เพียงไม่กี่ครั้งเช่นชาติที่แล้วอีก
ฉินเฟิงหยิบโอสถชำระชีพจรอัสนีหนึ่งเม็ดออกมา แต่ไม่ได้กินทันที
เขาใช้พลังวิญญาณตรวจสภาพร่างกายของตนก่อน
เส้นชีพจรสายที่เก้าเปิดสมบูรณ์แล้ว
สายที่สิบมีพลังบางส่วนเริ่มแทรกเข้าไป
หากใช้โอสถในคืนนี้ เป้าหมายเหมาะสมที่สุดคือการชำระเส้นทางของสายที่สิบ ไม่จำเป็นต้องเปิดให้สมบูรณ์ทั้งหมด
นอกจากนั้น เขายังต้องฝึกการควบคุมกระบี่ดาวตกหนึ่งจุด โดยเฉพาะการใช้พลังซ้อนสองชั้นซึ่งเพิ่งทดลองกับองครักษ์ขององค์หญิง
ครั้งนั้นเขาสามารถทำให้อีกฝ่ายถอยหนึ่งก้าวจริง
แต่ผลคือเส้นชีพจรบริเวณแขนขวาเกิดอาการเจ็บอยู่หลายชั่วยาม
หมายความว่าวิชายังไม่สมบูรณ์
หากใช้บ่อยในการต่อสู้จริง แขนของเขาอาจบาดเจ็บก่อนศัตรูเสียด้วยซ้ำ
ฉินเฟิงจึงวางโอสถกลับลงบนโต๊ะ
“คืนนี้ไม่เพิ่มพลัง”
เสี่ยวเหลยซึ่งกำลังกัดผลึกอยู่เงยหน้ามอง
“แล้วทำอะไร”
“ฝึกกระบี่”
ฉินเฟิงลุกขึ้น เปิดประตูเรือนแล้วเดินออกไปยังลานหลังบ้าน
คืนดึกสงบ
แสงจันทร์ส่องผ่านยอดไม้
อากาศเย็นสบาย และไม่มีคนรับใช้เดินผ่านในเวลานี้
เขาชักกระบี่สั้นออกจากฝัก
แต่ไม่ได้เริ่มแทงทันที
กลับยืนนิ่ง หลับตา แล้วทบทวนคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ไร้เงาที่อยู่ในความทรงจำ
ชาติที่แล้วเขาเคยอ่านตำรานี้ละเอียดมาก
ต้นเหตุเพราะเจ้าของวิชาเดิมได้รับบาดเจ็บจากการฝึกท่าที่ห้า ทำให้เส้นชีพจรเกิดความเสียหาย และมาขอให้เขารักษา
เพื่อวิเคราะห์อาการ ฉินเฟิงในชาติก่อนจึงศึกษาคัมภีร์ทั้งหมดตั้งแต่ท่าแรกถึงท่าสุดท้าย
ตอนนั้นเขามองมันเพียงในฐานะแพทย์และนักปรุงโอสถ
สนใจว่าพลังไหลผ่านเส้นใด จุดใดทำให้เกิดความเสียหาย และใช้สมุนไพรชนิดใดช่วยรักษาได้
ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตนเองจะนำวิชานี้มาฝึกด้วยร่างกายจริง
ฉินเฟิงยกกระบี่ขึ้น
พลังจากเส้นชีพจรทั้งเก้าสายไหลเข้าสู่แขน
ไม่รวมรวดเดียวเหมือนก่อน
แต่แบ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ
สามส่วน
ห้าส่วน
เจ็ดส่วน
เขาพยายามหาสัดส่วนที่เหมาะสมกับร่างปัจจุบัน
จากนั้นแทงออก
ฟึ่บ!
กระบี่ทะลวงอากาศ
ปลายกระบี่มีประกายสีม่วงจุดเล็ก
แรงพลังพุ่งไปยังหินฝึกซึ่งอยู่ห่างประมาณสามก้าว
ปึก!
รอยเล็กปรากฏบนผิวหิน
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“พลังแยกออกเร็วเกินไป”
เขาทดลองใหม่
ครั้งที่สองลดปราณส่วนแรก เพิ่มพลังที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
ฟึ่บ!
ปัง!
รอยลึกขึ้น
แต่ข้อมือสะเทือนมากเกินไป
ครั้งที่สาม
ครั้งที่สี่
ครั้งที่สิบ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งเหงื่อเริ่มปรากฏบนหน้าผาก ฉินเฟิงจึงค้นพบจังหวะหนึ่ง
พลังชั้นแรกไม่จำเป็นต้องรุนแรงที่สุด
หน้าที่ของมันคือทำให้อีกฝ่ายตั้งรับและทำให้การป้องกันสั่น
พลังชั้นที่สองจึงค่อยตามเข้าไปยังจุดเดิม
ถ้าชั้นแรกใช้พลังมากเกินไป การสั่นสะเทือนจะย้อนเข้าสู่แขนของตน
แต่ถ้าอ่อนเกินไป ชั้นสองก็ไม่สามารถเจาะผ่านการป้องกันได้
สัดส่วนที่เหมาะกับร่างปัจจุบันคือประมาณสี่ต่อหก
ฉินเฟิงทดลองอีกครั้ง
ปราณสี่ส่วนรวมที่ปลายกระบี่
อีกหกส่วนซ่อนอยู่ตามลำกระบี่
เขาพุ่งออก
“กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”
ฉึก!
ปลายกระบี่แทงลงบนหินฝึก
แรงชั้นแรกดังขึ้นเพียงเบา ๆ
แต่ในชั่วพริบตาต่อมา พลังชั้นที่สองระเบิดตาม
ปัง!
หินฝึกซึ่งหนากว่าหนึ่งฉื่อเกิดรูทะลุขนาดเล็ก
ฉินเฟิงถอนกระบี่
ข้อมือเพียงชาเล็กน้อย
ไม่มีความเจ็บเช่นครั้งก่อน
ดวงตาของเขาสว่างขึ้น
สำเร็จแล้วส่วนหนึ่ง
แต่ยังไม่พอ
คนจริงไม่ยืนอยู่กับที่เหมือนหิน
หากศัตรูเปลี่ยนทิศป้องกันตอนพลังชั้นสองกำลังออก ท่าอาจเสียเปล่า
ดังนั้นเขาต้องฝึกควบคุมพลังชั้นที่สองให้สามารถเปลี่ยนจุดได้เล็กน้อยหลังจากชั้นแรกปะทะ
นี่เป็นเรื่องยากกว่าการเพิ่มพลังหลายเท่า
เพราะต้องอาศัยพลังวิญญาณควบคุมปราณอย่างละเอียด
และนี่เองคือข้อได้เปรียบของเขาเหนือผู้ฝึกยุทธ์วัยเดียวกัน
แม้ระดับพลังวิญญาณของร่างนี้ยังต่ำ แต่ความสามารถในการควบคุมเกิดจากประสบการณ์ของเทพโอสถชาติก่อน
เขาสามารถแบ่งพลังวิญญาณหลายสายเพื่อหลอมโอสถได้
การควบคุมปราณสองชั้นจึงไม่ได้อยู่เหนือความสามารถ
ฉินเฟิงฝึกต่อจนแสงตะวันยามเช้าเริ่มปรากฏตรงขอบฟ้า
เมื่อหยุดอีกครั้ง หินฝึกเบื้องหน้ามีรูขนาดเล็กมากกว่าสามสิบรอย
บางรอยตื้น
บางรอยเบนไปด้านข้าง
แต่ห้ารอยสุดท้ายอยู่ในตำแหน่งเดียวกันเกือบทั้งหมด
กระบี่ดาวตกหนึ่งจุดขั้นแรกเริ่มมั่นคงขึ้นแล้ว
ฉินเฟิงเก็บกระบี่
“วันแรกใช้ฝึกวิชา”
“วันที่สองเพิ่มพลังวิญญาณ”
“วันที่สามพักร่างและเตรียมการประลอง”
เขาวางแผนไว้ชัดเจน
ไม่ทำทุกอย่างพร้อมกันจนร่างกายเสียสมดุล
หลังอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อ เขาไม่ได้กลับนอนทันที แต่เดินไปเรือนบิดาเพื่อตรวจอาการ
ฉินเทียนหยางตื่นอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นบุตรชายเข้ามาในสภาพสดชื่น แม้รู้ว่าเมื่อคืนฉินเฟิงแทบไม่ได้พักก็อดถามไม่ได้
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ได้นอนหรือ”
“ลูกฝึกกระบี่อยู่ขอรับ แต่ร่างกายไม่ได้อ่อนล้ามาก”
ฉินเทียนหยางส่ายหน้า
“การฝึกสำคัญ แต่ร่างกายต้องพักด้วย”
ฉินเฟิงยิ้ม
“ลูกเข้าใจขอรับ วันนี้จะไม่ฝึกหนักเกินไป”
เขานั่งลงตรวจชีพจรบิดา
พิษใหม่ถูกขับออกเกือบทั้งหมดแล้ว
พิษเดิมยังเหลืออยู่ลึก แต่เคลื่อนไหวช้าลงอย่างมากหลังการรักษาหลายครั้ง
หากต้องการถอนให้หมด ต้องปรุงโอสถระดับสูงกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้เล็กน้อย
วัตถุดิบสำคัญสองชนิดไม่มีในเมืองชิงหลานทั่วไป
หนึ่งคือดอกเพลิงวิญญาณอายุเกินห้าสิบปี
อีกหนึ่งคือแก่นอสูรธาตุหยางระดับสาม
สิ่งเหล่านี้อาจหาได้หลังเข้าสำนักเมฆาฟ้า
ฉินเฟิงจึงกล่าว
“ท่านพ่อ หลังลูกเข้าสำนักแล้ว ลูกจะหาโอสถมารักษาท่านให้หายขาด”
ฉินเทียนหยางมองบุตรชาย
“เจ้าไม่ต้องรีบร้อนเพราะพ่อจนละเลยการฝึกของตน”
“การรักษาท่านพ่อก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางลูกขอรับ”
ฉินเฟิงตอบอย่างสุภาพ
“และวัตถุดิบที่ต้องการไม่ได้หายากจนถึงขั้นต้องเสี่ยงชีวิต”
ฉินเทียนหยางจึงไม่กล่าวต่อ
หลังตรวจเสร็จ ฉินเฟิงกำลังจะออกจากเรือน เสียงพ่อบ้านลู่กลับดังจากหน้าประตู
“นายท่าน คุณชาย ตระกูลมู่ส่งคนมาขอพบขอรับ”
ฉินเฟิงหยุด
“ผู้ใดมา”
“คุณหนูมู่ชิงหลันขอรับ”
ฉินเทียนหยางมีรอยยิ้มเล็กน้อยทันที
ฉินเฟิงเห็นสีหน้าบิดาก็พอรู้ว่ากำลังคิดอะไร แต่ไม่กล่าว
“เชิญนางเข้ามาที่ห้องรับแขกเถิดขอรับ”
ไม่นาน มู่ชิงหลันก็เดินเข้ามา
วันนี้นางไม่ได้สวมชุดสำหรับต่อสู้ หากเป็นอาภรณ์สีขาวอมฟ้าเรียบง่าย เส้นผมยาวถูกรวบเพียงครึ่งหนึ่งด้วยปิ่นหยกสีเงิน ทำให้ความงดงามซึ่งปกติดูเย็นสงบกลับอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน
แม้จะเห็นนางมาหลายครั้งแล้ว คนรับใช้หลายคนยังอดหันมองไม่ได้
มู่ชิงหลันเดินมาถึงฉินเทียนหยางแล้วคารวะอย่างถูกมารยาท
“ชิงหลันคารวะท่านลุงฉินเจ้าค่ะ”
ฉินเทียนหยางยิ้ม
“ไม่ต้องมากพิธี เจ้ากับเฟิงเอ๋อร์มีสัญญาหมั้นหมายกันอยู่แล้ว เรียกลุงเช่นเดิมก็ดี”
ใบหูของมู่ชิงหลันมีสีแดงจาง แต่สีหน้ายังสงบ
“เจ้าค่ะ”
ฉินเฟิงถาม
“เจ้ามีธุระกับข้าหรือ”
“ข้านำของมาให้”
มู่ชิงหลันยื่นกล่องหยกเล็ก
ฉินเฟิงรับ
เมื่อเปิดออกพบสมุนไพรสีฟ้าสามต้น
ดอกฟื้นวิญญาณ
อายุประมาณยี่สิบปี
เหมาะกับการปรุงโอสถฟื้นวิญญาณเมฆาที่เขาต้องการพอดี
ฉินเฟิงมองนาง
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าต้องการสิ่งนี้”
“ตอนอยู่สนามทดสอบ ข้าเห็นท่านใช้ดอกชนิดนี้ผสมโอสถ”
นางตอบ
“ตระกูลมู่มีอยู่หลายต้น ข้าจึงนำมาให้”
ฉินเฟิงไม่ปฏิเสธ
“ขอบใจ”
มู่ชิงหลันกล่าว
“ข้าไม่ได้ให้เปล่า”
ฉินเฟิงเลิกคิ้ว
“ต้องการอะไร”
“ข้าต้องการให้ท่านตรวจพลังเหมันต์ของข้าอีกครั้ง”
นางนั่งลง
“หลังได้รับกระดูกอสูรจันทราในสนาม พลังเหมันต์ของข้าสงบขึ้น แต่เมื่อคืนตอนฝึกกลับมีพลังสายหนึ่งซึ่งไม่เคยมีมาก่อนไหลออกมาจากกระดูก”
ฉินเฟิงมีแววตาสนใจ
“ยื่นมือมา”
มู่ชิงหลันวางข้อมือบนโต๊ะ
ฉินเฟิงแตะสองนิ้วเบา ๆ
พลังวิญญาณตรวจเข้าไป
สิ่งแรกที่พบคือพลังเหมันต์เดิม
แต่ลึกกว่านั้น มีพลังสีเงินจาง ๆ แทรกอยู่ตามเส้นชีพจร
บริสุทธิ์มาก
และมีคุณสมบัติคล้ายพลังจันทรา
กระดูกอสูรไม่ได้เพียงช่วยควบคุมพลังเหมันต์
มันกำลังเปลี่ยนคุณภาพพลังของนาง
ฉินเฟิงตรวจนานกว่าปกติ
มู่ชิงหลันถาม
“มีปัญหาหรือไม่”
“ไม่ใช่ปัญหา”
เขาถอนมือ
“กลับเป็นวาสนาใหญ่”
ดวงตานางเปลี่ยน
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“กระดูกอสูรจันทรากำลังหลอมเข้ากับพลังเดิมของเจ้า หากปล่อยให้เป็นไปอย่างถูกวิธี พลังเหมันต์จะมีคุณสมบัติจันทราเพิ่มขึ้น”
“หมายความว่าจะแข็งแกร่งขึ้น?”
“ไม่เพียงเท่านั้น”
ฉินเฟิงอธิบาย
“พลังเหมันต์ทั่วไปมีจุดเด่นเรื่องความเย็นและการหยุดการเคลื่อนไหว แต่พลังจันทรามีคุณสมบัติสงบ เยือกเย็น และสามารถฟื้นตัวจากพลังฟ้าดินในยามค่ำคืนได้ดี”
“ถ้าสองอย่างรวมกันสมบูรณ์ การฝึกของเจ้าหลังตะวันตกดินอาจเร็วกว่าเดิมหลายส่วน”
มู่ชิงหลันมองอย่างตกใจ
“กระดูกชิ้นเดียวทำได้ถึงเพียงนั้น?”
“ถ้าเป็นกระดูกสัตว์อสูรธรรมดาย่อมไม่ได้”
ฉินเฟิงตอบ
“แต่สิ่งที่เจ้าได้รับจากสนามไม่ธรรมดา”
เขาไม่ได้พูดคำว่าสัตว์เทวะ เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ากระดูกนั้นอยู่ระดับใด
“ช่วงสามวันนี้ อย่าฝึกวิชารุนแรง”
“ให้ดูดซับแสงจันทร์และหมุนพลังช้า ๆ วันละสามสิบหกรอบ”
“หลังการประลอง ข้าจะดูอีกครั้ง”
มู่ชิงหลันพยักหน้า
จากนั้นถาม
“ท่านเองเตรียมตัวอย่างไร”
“ฝึกกระบี่ เพิ่มพลังวิญญาณ และไม่เพิ่มระดับปราณอีก”
นางมองเขาอย่างประหลาดใจ
“ข้านึกว่าท่านจะพยายามขึ้นขั้นแปดก่อนการประลอง”
ฉินเฟิงยิ้มบาง
“ระดับสูงขึ้นไม่ได้แปลว่าต้องแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้ง หากรีบเกินไปแล้วพลังควบคุมไม่สมบูรณ์ ต่อให้ขึ้นขั้นแปดก็อาจอ่อนกว่าขั้นเจ็ดที่มั่นคง”
มู่ชิงหลันเงียบไปครู่หนึ่ง
“บางครั้งข้ารู้สึกว่าท่านไม่เหมือนคนอายุสิบหกจริง”
ฉินเฟิงตอบ
“อาจารย์ของข้าสอนมากเกินไป”
นางมองเขานานเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามต่อ
จากนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากภายนอก
ฉินอวี่โผล่เข้ามาอย่างรีบร้อน
“ลูกพี่!”
พอเห็นมู่ชิงหลันนั่งอยู่ด้วย เขากลับหยุดทันที
“เอ่อ คุณหนูมู่”
มู่ชิงหลันพยักหน้า
ฉินเฟิงมองฉินอวี่
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องเรียกลูกพี่”
“เรียกจนชินแล้วขอรับ”
“เพิ่งผ่านไปหนึ่งวัน”
ฉินอวี่หัวเราะ
“ข้าชินเร็ว”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“มีอะไร”
ฉินอวี่รีบตอบ
“รายชื่อผู้เข้าร่วมคัดเลือกสำนักเมฆาฟ้าออกแล้วขอรับ!”
เขายื่นกระดาษแผ่นใหญ่
“มีคนทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคนจากเมืองชิงหลานกับเมืองใกล้เคียงที่เข้ามาร่วม”
ฉินเฟิงรับมาดู
รายชื่อถูกแบ่งตามตระกูลและเมือง
มู่ชิงหลันเองลุกมาอ่านใกล้ ๆ
ฉินเฟิงกวาดตามอง
ชื่อของตนอยู่ลำดับท้ายเพราะเพิ่งผ่านเงื่อนไขสนามทดสอบ
มีชื่อที่รู้จักหลายคน
มู่ชิงหลัน
หลี่เทียนหมิง
หนานกงหลีเยว่
ซูหลิงเอ๋อร์
และอัจฉริยะอีกหลายคนที่ไม่เคยพบ..