จารึกที่ 384 : เงาลวงล่อเทวะ : ทูตสวรรค์เยือนรังมังกร
แสงตะวันสีเทาเงินยวงยังคงสาดส่องความอบอุ่นเหนือหุบเขาศิลาจารึก ชุมชนผู้ลี้ภัยเบื้องล่างกำลังขยายตัวอย่างเป็นระเบียบ เสียงการก่อสร้างและการเพาะปลูกดังก้องผสานกับเสียงนกร้อง ทว่าภายใต้ความสงบสุขนั้น คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบและรุนแรง
บนลานศิลาหน้าหอคัมภีร์หมื่นอักขระ เด็กหนุ่มร่างผอมเกร็งนาม 'หลินตง' นั่งขัดสมาธิหลังตรง เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก นิ้วชี้ขวาของเขาสั่นเทาขณะพยายามวาดลวดลายบางอย่างกลางอากาศธาตุ เบื้องหน้าของเขามีเส้นสายสีเทาจางๆ ปรากฏขึ้นเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองปราณ
"อย่าพยายามใช้กำลังบังคับมัน หลินตง" เย่ปิงอวิ๋นผู้รับหน้าที่ชี้แนะในวันนี้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล นางก้าวเดินเข้ามาใกล้ "วิถีแห่งอักขระ มิใช่การจับมวลธาตุมาล่ามโซ่ ทว่าคือการเข้าใจโครงสร้างของมัน หากเจ้าฝืนเกร็งกล้ามเนื้อและรีดเค้นปราณ เส้นสายที่เจ้าลากย่อมเปราะบาง... จงปล่อยให้ลมหายใจของเจ้าสอดคล้องกับการไหลเวียนของผืนดิน"
หลินตงพยักหน้ารับคำสอน เขาสูดลมหายใจลึก ปล่อยวางความคาดหวังที่จะสำเร็จในพริบตา เมื่อจิตใจสงบนิ่ง เขายกนิ้วขึ้นอีกครั้ง ครานี้เส้นสายสีเทาที่ถูกลากผ่านอากาศธาตุ มีความเสถียรและคงอยู่ได้นานถึงครึ่งก้านธูป
"ดีมาก" เย่ปิงอวิ๋นแย้มยิ้ม "รากฐานของเจ้ามั่นคงขึ้นทุกวัน"
ห่างออกไปบนระเบียงตำหนักประธาน อาเจียยืนพิงเสาศิลา ทอดสายตามองการฝึกฝนของศิษย์รุ่นแรกด้วยความพึงพอใจ ชายหนุ่มมิได้เข้าไปก้าวก่ายการสอนของขุนพลทั้งห้า เพราะเขาเชื่อมั่นในวิถีที่แตกต่างทว่าเกื้อกูลกันของมิตรสหาย
"ปลาติดเบ็ดแล้ว อาเจีย"
เสียงของเฟิงหลิงเอ๋อร์ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างที่ร่อนลงมาจากหอคัมภีร์ ดรุณีน้อยมีสีหน้าตื่นเต้นระคนเคร่งเครียด "เนตรดาราของข้ามองเห็นรอยแยกมิติขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นนอกม่านผนึกวัฏจักร! ครานี้พวกมันไม่ได้มาเป็นกองทัพเรือรบ ทว่ามาเพียงขบวนรถม้าเทียมกิเลนทองคำเพียงคันเดียว... และกลิ่นอายของผู้ที่นั่งอยู่ในรถม้านั้น ลึกล้ำจนข้าไม่อาจประเมินได้!"
อาเจียไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก รอยยิ้มเย็นเยียบมุมปากบ่งบอกถึงความสำเร็จของแผนการ
"ภาพลวงตาเรื่องค่ายกลระเบิดชีพจรดิน คงทำให้พวกมหาปราชญ์บนสวรรค์นั่งไม่ติดเก้าอี้" อาเจียหมุนตัวกลับหลัง "การส่งกองทัพมา ย่อมเร่งให้เราจุดชนวนระเบิด (ที่พวกมันคิดว่ามีอยู่จริง) พวกมันจึงต้องเปลี่ยนแผน มาเป็นหนูจำไมเจรจาแทน... พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย! เตรียมตัวต้อนรับแขก!"
ณ ชายขอบของม่านผนึกวัฏจักรที่มืดมิด รอยแยกมิติสีทองคำฉีกออก กิเลนเกล็ดทองคำแปดตัว ก้าวเดินออกมาลากจูงรถม้าศิลาหยกขาวที่สลักลวดลายเมฆามงคล รถม้านี้ไม่ได้แผ่กลิ่นอายทำลายล้าง ทว่าแผ่ความสูงศักดิ์และบริสุทธิ์ประดุจเทพยดาผู้ไร้ราคี
ทว่า สิ่งที่ต้อนรับขบวนรถม้าอันสูงส่งนี้ มิใช่พรมแดงหรือการคุกเข่าคารวะ
มันคือแนวหน้าของกองทัพพยนต์ศิลาสองพันตัว ภายใต้การนำของฉินมู่หลางและเฟิงอี้หราน! พยนต์ทุกตัวยกศัสตราอักขระชี้ตรงไปยังรถม้ากิเลนทองคำ ปราศจากความหวาดหวั่นต่อกลิ่นอายแห่งสวรรค์
"หยุดอยู่ตรงนั้น!" ฉินมู่หลางตวาดก้อง รังสีอำมหิตจากกระบี่หยกเย็นพุ่งทะยาน "หากขบวนของพวกเจ้าก้าวล่วงเข้ามาในเขตหุบเขาแม้เพียงครึ่งจั้ง ข้าจะตัดหัวกิเลนของพวกเจ้ามาทำน้ำแกงเสีย!"
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ผู้ทำหน้าที่บังคับรถม้า ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เขาคือเซียนระดับสูงที่รับใช้ใกล้ชิดวิหารเทพ "สามหาว! พวกมดปลวกไร้สังกัด บังอาจกล่าววาจาลบหลู่ขบวนทูตสวรรค์..."
"ถอยกลับมา สวีซาน"
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจอย่างประหลาด ดังลอดออกมาจากม่านมุกของรถม้าหยกขาว ชายบังคับรถม้ารีบก้มหัวถอยกลับไปยืนด้านข้างทันที
ม่านมุกถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นบุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ปักลวดลายก้อนเมฆและนกกระเรียน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาและอ่อนเยาว์ราวกับบัณฑิตหนุ่ม ทว่าดวงตาสีเทาอ่อนคู่กระด้างนั้น กลับซ่อนความเก่าแก่และเย็นชาไว้ลึกซึ้ง
เขาคือ 'มหาปราชญ์เทียนหยวน' ผู้มีสมญานามว่า 'ตราชั่งแห่งสวรรค์' ผู้ซึ่งมีฐานะสูงส่งและมีสติปัญญาล้ำลึกกว่ามหาปราชญ์เทียนกังที่เพิ่งพ่ายแพ้ไปหลายขุม!
"สำนักหมื่นอักขระ... ก่อตั้งขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ทว่ากลับสร้างแสงตะวันของตนเอง ช่างเป็นความดื้อรั้นที่น่าประทับใจนัก" เทียนหยวนก้าวเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าแนวหอกของพยนต์ศิลา เขามิได้แสดงความโกรธเกรี้ยว ทว่าแย้มยิ้มอย่างเป็นมิตร "ข้ามาในนามของวิหารเทพอนันตกาล เพื่อทอดพระเนตรใบหน้าของ 'ราชา' ผู้ซึ่งสามารถบีบบังคับให้สวรรค์ต้องเปลี่ยนยุทธวิธี... มิคิดจะเชิญข้าเข้าไปดื่มชาสักจอกเลยหรือ?"
เฟิงอี้หรานแค่นหัวเราะ "ชาของพวกเราต้มจากเพลิงบรรพกาล เกรงว่าคออันบอบบางของมหาปราชญ์เช่นท่าน จะกลืนไม่ลงกระมัง!"
"การปะทะคารมมิใช่วิสัยของบัณฑิต"
เสียงของอาเจียดังขึ้นจากเบื้องหลังขุนพลทั้งสอง ชายหนุ่มในชุดคลุมสีครามก้าวเดินแหวกแนวพยนต์ศิลาออกมาอย่างสง่างาม มือซ้ายไพล่หลัง มือขวาถือพัดจีบที่ทำจากกระดูกหยก เขามิได้ถือพู่กันนิรันดร์ออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นความตึงเครียด
"ทว่า... การให้แขกผู้มีเกียรติยืนรอนอกประตูบ้าน ก็มิใช่วิสัยของเจ้าบ้านที่ดีเช่นกัน" อาเจียประสานมือคารวะอย่างพอเป็นพิธี "ข้าน้อย อาเจีย... ขอต้อนรับท่านมหาปราชญ์เทียนหยวน สู่หุบเขาศิลาจารึก เชิญท่านก้าวเข้ามาเถิด... หากท่านมั่นใจว่า เจตจำนงของท่าน บริสุทธิ์พอที่จะไม่ถูกค่ายกลของข้าบดขยี้"
เทียนหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงเดิม "ความกล้าหาญของเจ้านั้นล้ำลึกยิ่งนัก"
มหาปราชญ์แห่งสวรรค์ก้าวเดินเดี่ยวๆ ข้ามเส้นขอบเขตของม่านผนึก เข้าสู่ค่ายกลคลุมนภาของสำนักหมื่นอักขระ โดยทิ้งรถม้าและผู้ติดตามไว้เบื้องหลัง ทันทีที่เท้าของเขาเหยียบลงบนผืนหญ้าของหุบเขา อักขระชำระเจตจำนงที่ซ่อนอยู่พลันทำงาน แสงสีเทาเงินยวงพุ่งเข้าห้อมล้อมร่างของเทียนหยวน หมายจะตรวจจับความมุ่งร้าย!
ทว่า... แสงเหล่านั้นกลับไหลผ่านร่างของเขาไปประดุจสายลมที่พัดผ่านความว่างเปล่า เทียนหยวนมิได้ใช้ปราณต้านทาน ทว่าเขา 'ซ่อน' เจตจำนงของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
"ผู้คุมกฎแห่งสวรรค์ ย่อมไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก... ค่ายกลของเจ้าช่างละเอียดอ่อน ทว่ามันทำงานกับสิ่งมีชีวิตที่มีความปรารถนาเท่านั้น" เทียนหยวนเอ่ยเรียบๆ
อาเจียไม่ได้แสดงความแปลกใจ ชายหนุ่มรู้ดีว่ามหาปราชญ์ระดับนี้ย่อมไม่ตกม้าตายด้วยค่ายกลด่านหน้า "เชิญท่านทางนี้"
อาเจียนำทางเทียนหยวนลัดเลาะไปตามเส้นทางศิลา มุ่งหน้าสู่ศาลาชมวิวที่สร้างยื่นออกไปบนหน้าผา โดยมีมู่หลางและอี้หรานเดินตามประกบหลังอย่างระแวดระวัง
เมื่อมาถึงศาลา หลินชิงเสวี่ยได้เตรียมป้านชาและถ้วยหยกไว้รออยู่แล้ว นางรินชาที่ต้มจากใบหลิวหยกศิลา กลิ่นหอมระรวยแฝงความหนักอึ้งของปราณดินลอยแตะจมูก
เทียนหยวนทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับอาเจีย เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะพยักหน้า "ชาชั้นเลิศ... ขมฝาดในตอนต้น ทว่าทิ้งความหวานล้ำลึกไว้ที่ปลายลิ้น ประดุจวิถีของพวกเจ้าในยามนี้"
"ท่านมหาปราชญ์คงมิได้ดั้นด้นมาเพื่อวิจารณ์รสชาติชาของพวกข้าน้อยกระมัง" อาเจียวางถ้วยชาลง นัยน์ตาของเขาจ้องตรงทะลุม่านตาของศัตรู "สวรรค์กางม่านปิดล้อมน่านฟ้า หมายจะให้เราแห้งตาย ทว่าเมื่อพบว่าเรามีตะวันเป็นของตนเอง... พวกท่านจึงต้องลงมาเจรจา สิ่งใดที่วิหารเทพต้องการจากกองกบฏผู้ต้อยต่ำเช่นเราหรือ?"
เทียนหยวนวางถ้วยชาลง เขามิได้อ้อมค้อม "ข้ามาเพื่อยื่นข้อเสนอที่พวกเจ้าไม่อาจปฏิเสธได้... อาเจีย ข้าล่วงรู้ถึง 'ค่ายกล' ที่พวกเจ้ากำลังสร้างขึ้นที่ตีนเขา ค่ายกลที่เชื่อมต่อกับชีพจรดิน หมายจะระเบิดมันทิ้งเพื่อลากพวกเราลงไปตายด้วยกัน"
อาเจียเลิกคิ้วเล็กน้อย แสร้งทำเป็นประหลาดใจ "โอ้... สายข่าวของสวรรค์ช่างหูตากว้างไกลนัก ข้าน้อยนึกว่าความมืดมิดของม่านผนึกจะบังตาพวกท่านเสียอีก"
"การทำลายล้างชีพจรดิน จะส่งผลกระทบต่อรากฐานของสามภพ" เทียนหยวนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่วงท่าผ่อนคลายทว่าแฝงแรงกดดัน "วิหารเทพอนันตกาล ไม่ประสงค์จะเห็นความพินาศเช่นนั้น... หากเจ้ายอมหยุดยั้งการสร้างค่ายกลระเบิด และยอมส่งมอบ 'ความรู้' ทั้งหมดที่เจ้าสกัดได้จากชีพจรดินให้แก่สวรรค์... ข้าจะรับรองความปลอดภัยของหุบเขาแห่งนี้ พวกเจ้าจะได้รับการรับรองฐานะให้เป็นสำนักที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ และม่านผนึกน่านฟ้าจะถูกเปิดออก"
ข้อเสนอนี้ หากฟังเผินๆ ย่อมเป็นทางรอดที่สวยงามสำหรับผู้ที่ถูกต้อนให้จนมุม การยอมก้มหัวเล็กน้อยเพื่อแลกกับความสงบสุขและอิสรภาพ เป็นสิ่งที่เจ้าสำนักทั่วไปในโลกเซียนล้วนยินดีตอบรับ
ทว่า... ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเทียนหยวน คือราชาแห่งหมื่นอักขระ
เฟิงอี้หรานและฉินมู่หลางที่ยืนอยู่ด้านหลัง กำหมัดแน่น พวกเขารู้ดีว่าข้อเสนอนี้คือการปล้นสะดมที่หุ้มห่อด้วยคำพูดสวยหรู หากส่งมอบความรู้ไป สวรรค์ย่อมหาทางแก้วิถีอักขระได้ และท้ายที่สุด พวกเขาก็จะถูกบดขยี้อยู่ดี
อาเจียหลุดเสียงหัวเราะออกมา มันมิใช่การหัวเราะเยาะ ทว่าเป็นการหัวเราะด้วยความรันทด ชายหนุ่มเปิดพัดจีบกระดูกหยกโบกพัดเบาๆ ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา
"ข้อเสนอของท่านมหาปราชญ์ ช่างเปี่ยมด้วยความเมตตาจนข้าน้อยแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่..." อาเจียเอ่ยเสียงสั่น "ทว่า ท่านมหาปราชญ์ ท่านมองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดไปประการหนึ่ง"
"สิ่งใดรึ?" เทียนหยวนหรี่ตาลง
"ค่ายกลที่พวกข้าน้อยกำลังสร้างอยู่ที่ตีนเขานั้น..." อาเจียหุบพัดจีบดังฉับ ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและเย็นเยียบ "มันมิใช่ค่ายกลระเบิดชีพจรดิน... ทว่ามันคือ 'ลานฝึกซ้อม' สำหรับศิษย์รุ่นแรกต่างหาก!"
เทียนหยวนชะงักงัน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"หมายความว่า... สายสืบที่ท่านส่งมา ถูกข้าน้อยหลอกให้เห็นในสิ่งที่ข้าน้อยอยากให้เห็นอย่างไรเล่า!" อาเจียยิ้มกว้าง รอยยิ้มของสถาปนิกจอมเจ้าเล่ห์ที่กระชากหน้ากากของสวรรค์ออก "และที่น่าขันยิ่งกว่า... คือการที่สวรรค์อันสูงส่ง กลับตื่นตระหนกและรีบวิ่งโร่ลงมาเจรจา เพียงเพราะ 'ภาพลวงตา' ที่เด็กอมมือยังดูออก!"
สิ้นคำประกาศ บรรยากาศในศาลาชมวิวพลันหนักอึ้งประดุจขุนเขาทรุดตัว!
ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งไร้อารมณ์ของมหาปราชญ์เทียนหยวน บิดเบี้ยวไปด้วยความอัปยศและโทสะอย่างถึงขีดสุด เขาผู้เป็นถึงตราชั่งแห่งสวรรค์ กลับถูกเด็กเมื่อวานซืนหลอกลวงและเยาะเย้ยซึ่งหน้า!
"เจ้ามารร้าย! บังอาจปั่นหัววิหารเทพอนันตกาล!"
เทียนหยวนตวาดลั่น ฝ่ามือของเขากระแทกป้านชาหยกแหลกละเอียด ปราณสวรรค์ระดับมหาปราชญ์ระเบิดออกหมายจะบดขยี้อาเจียในระยะประชิด!
"ผู้ที่ปั่นหัวสามภพมานับหมื่นปี คือพวกท่านต่างหาก!"
อาเจียไม่ได้ถอยหนี ชายหนุ่มยกมือซ้ายที่ถือพู่กันนิรันดร์ขึ้นต้านรับ การเจรจาด้วยวาจาสิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ ถึงเวลาที่ตรรกะแห่งความจริง จะต้องเข้าปะทะกับกฎเกณฑ์จอมปลอมของสวรรค์ในระยะประชิด! สมรภูมิแห่งสติปัญญาและมรรคา ได้ลุกลามกลายเป็นการแตกหักที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง!