The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

    LV 67 ยาระงับความบ้า

    เครดิตภาพจาก  https://wallpapersafari.com


    “ อ้อ..... อย่างนี้นี่เอง ” หลังจากโจจี้พูดจบ เด็กหนุ่มหัวเขียวก็รับคำ


    “ เฮ้อ.....ในที่สุดนายก็เข้าใจซักที ” โจจี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะคิดว่ามาวินน่าจะเข้าใจในสิ่งที่ตนอธิบาย


    “ ฮ่าๆ......” ทันใดนั้นเอง มาวินก็หัวเราะแบบลากยาว ทำให้โจจี้นึกขำจนหัวเราะตาม


    " ฮ่าๆ..........." 

             


          การกระทำของสองหนุ่มก่อให้เกิดความกลุ้มในจิตใจของเหมยลี่ เธอยืนกุมขมับและนึกเสียใจที่หลงเดินทางมากับคนวิกลจริต ทันใดนั้นเอง มาวินก็หยุดหัวเราะอย่างฉับพลันพร้อมพูดว่า….. 


    “ ไม่เข้าใจ ”    

              


          ใบหน้ายิ้มแย้มของโจจี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว ไม่ช้าก็กลายสภาพเป็นสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง เมื่อถึงขีดสุดของอารมณ์ หนุ่มผมทองก็พุ่งเข้าไปบีบคอพร้อมตะโกนเสียงดัง 


    “ ไอ้เด็กบ้า แกแกล้งชั้นอีกแล้วนะ ” 


    “ อั้กๆ โอ๊ย ใจเย็น ไอ้พี่ชายหน้าหล่อ ชั้นหายใจไม่ออก ” มาวินดิ้นสุดกำลังหวังหลุดพ้นจากมือมาร

              


          ทางด้านเหมยลี่ เธอเริ่มปลงตกต่อชะตากรรม เพราะต้องร่วมเดินทางกับกลุ่มคนไม่สมประกอบไปอีกนาน ความสลดหดหู่บังคับให้ถอนหายใจยาว 


    “ เฮ้อ.....ปล่อยพวกมันฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งเลยดีกว่า จะได้เหลือไอ้บ้าแค่คนเดียว ”      

             


           ขณะที่ความวุ่นวายกำลังก่อตัว เสียงชายแก่ก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง


    “ ใครมาวุ่นวายในห้องทดลองของชั้น ” 

             


           ทั้งสามคนหันกลับมามองพร้อมกัน สิ่งที่เห็นคือ.....ชายแก่ร่างเล็ก เขาสวมเสื้อกาวน์สีขาว กางเกงสแล็คสีน้ำตาล ใบหน้าผอมปรากฏหนวดเครารุงรังที่ขาวโพลน ดวงตาเรียวเล็กเปล่งประกายคมกล้าถูกปกปิดด้วยแว่นตาทรงกลม เส้นผมบนศีรษะทั้งหยิกหย็องและฟูฟ่อง ทำให้ดูคล้ายอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ ศาสตราจารย์สติเฟื่อง ผู้ค้นพบระเบิดปรมาณู


    “ ว้าว......ไอนสไตน์กลับชาติมาเกิด ” มาวินร้องเหวออ แต่ไม่ทันไร โจจี้ก็พุ่งเข้ามาปิดปาก พร้อมกล่าวขอโทษชายแก่ผู้มาใหม่


    “ โอ้......ขอโทษครับที่มาวุ่นวาย เด็กหนุ่มคนนี้เป็นน้องชายสติไม่ดีที่ผมเก็บมาเลี้ยง โปรดอย่าถือสาคนบ้าเลยครับ ส่วนผมชื่อโจจี้ เป็นฮันเตอร์ระดับสาม วันนี้มาขอรับการทดสอบจากศาสตราจารย์” 

              


           เหมยลี่เข้าใจทันทีว่าอะไรเป็นอะไร เธอจึงก้มหัวให้ผู้มาใหม่ ทว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวกลับไม่สนใจ เขาสะบัดหลุดพร้อมตะโกนใส่ชายแก่


    “ พวกนายไปก้มหัวให้ตาแก่ทำไม ตัวกะเปี๊ยกแบบนี้ ต่อยทีเดียวก็หงายท้อง ร้องเอ๋งแล้ว อะ.....อั่นแน่ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ จะร้องไห้ฟ้องแม่รึไงจ๊ะ ฮ่าๆ..... ” พอพูดจบ เด็กหนุ่มก็ยักคิ้วหลิ่วตาเป็นเชิงล้อเลียน ส่วนศาสตราจารย์ ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ

             


           เหมยลี่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเตะสูงเข้าไปที่ท้ายทอยของเด็กหนุ่ม


    “ เปรี้ยง ” 

            


           ผลของการแก้ปัญหาก็คือ……การร่วงลงไปนอนแน่นิ่งของมาวิน ทำให้สถานการณ์โดยรวมกลับมาสงบดังเดิม 


    “ ฮะๆ แก้ไขปัญหาได้ยอดเยี่ยม ” โจจี้หัวเราะแห้งๆ เขาตะลึงกับการแก้ไขสถานการณ์ที่รุนแรงและรวดเร็วศาสตราจารย์อ็อคซี่ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน


    ……………………

              

           มาวินหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่ช่วงที่อยู่ในภวังค์ เด็กหนุ่มฝันร้ายตลอดเวลา มโนทวารฉายภาพฝูงตัวประหลาดที่ตามไล่ล่า พอจับเขาได้ พวกมันก็ประเคนค้อนใหญ่ลงบนศีรษะ แม้ลิงหัวเขียวจะขอร้องอ้อนวอนเพียงใด อมนุษย์ก็ไม่ยอมยั้งมือ 


    “ เหวอ....... ” มาวินลุกพรวดขึ้นมานั่ง พร้อมตะโกนสุดเสียง จนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว


    “ เออ......ที่นี่ที่ไหน แล้วชั้นเป็นใคร ” มาวินเหลียวมองรอบกาย จึงพบว่าตนกำลังอยู่บนโซฟาใหญ่ โดยมีโจจี้ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ มองไปลิบๆ เห็นศาสตราจารย์อ็อคซี่นั่งอยู่หน้าแป้นเหล็กที่มีปุ่มมากมาย น่ากลัวสุด หนีไม่พ้นเด็กสาวร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ๆนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง 


    “ เตรียมอาละวาดอีกรอบมั้ย น้องชาย ” โจจี้ถามยิ้มๆพลางบุ้ยใบ้ไปที่เด็กสาวร่างสูงซึ่งกำลังยืนกอดอก


    “ ฮะๆ ไม่ล่ะ เกรงใจ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวยิ้มแห้งๆเขาสงบเสงี่ยมเจียมตัวจนผิดสังเกต เพราะตอนนี้เริ่มจดจำได้แล้วว่าตนเองสลบไปเพราะอะไร 

            


            เมื่อเหตุการณ์สงบลง ศาสตราจารย์เฒ่าก็เดินมาหาเด็กหนุ่ม ก่อนจะแนะนำตัวสั้นๆรอยยิ้มบนใบหน้าคล้ายจะเย้ยอยู่นิดๆ 


    “ ชั้นคือศาสตราจารย์อ็อคซี่ วาสซิโอเน่ เป็นผู้ดูแลตึกอัพเลเวลประจำเมืองแกรนด์ยารด์” 

              


           มาวินรู้สึกไม่ถูกชะตาอย่างแรง เพราะท่าทางที่แสดงออกมาดูกวนอวัยวะเบื้องต่ำอันชวนให้อยากกระหน่ำส้นเท้าใส่กบาล แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเด็กสาวร่างสูงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเจ้าลิงหัวเขียวก็เริ่มปรับอารมณ์จนสงบลง พร้อมตอบให้สุภาพที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้ 


    “ เอ่อ....ชั้น....อ้อ.....ผมชื่อมาวิน ดีใจที่ได้พบนะลุง เฮ้ย ไม่ใช่สิ ยินดีที่ได้รู้จักครับ ” 


    “ เอาล่ะ ในเมื่อพวกเรารู้จักกันแล้ว ก็มาเริ่มวัดค่าพลังกันถอดนาฬิกาวิญญาณของนายออกมา ” ศาสตราจารย์อ็อคซี่ยื่นมือออกไปรับ รอยยิ้มกวนๆตามสไตค์พวกคงแก่เรียนถูกฉายออกมา 

              


           ทันทีที่มาวินเจอไม้นี้เข้าไป เขาก็ออกอาการเอ๋อรับประทานจนโจจี้ต้องกระทุ้งศอกที่สีข้างพร้อมร้องบอกเบาๆแค่พอได้ยิน 


    “ นาฬิกาวิญญาณคือ.....นาฬิกาที่นายได้รับตอนลงทะเบียนอาชีพไง ” 


    “ อ้อ...... ไอ้นั่นน่ะเหรอ ” มาวินเริ่มรู้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร เขาจึงปลดนาฬิกาสปอร์ตทรงเหลี่ยมที่มือขวา มันมีสีกระดำกระด่าง แลดูสกปรก 


    “ อะ....ฮ้า นี่มันคือ.... ตั้งแต่ทำงานมา 30 กว่าปี ยังไม่เคยเห็นนาฬิกาอะไรที่ดู…..อืม...ด้อยค่า ไร้ราคาและห่วยแตกขนาดนี้มาก่อนเลย ตกลงนายทำอาชีพอะไร


    ” ศาสตราจารย์เฒ่ารับนาฬิกาจากมาวิน จากนั้นก็สอบถามเด็กหนุ่มแบบตรงๆ 

               


           มาวินอยากโดดเตะคนแก่ซักทีสองที เพราะน้ำเสียงที่เอ่ยออกมา แฝงแววเหยียดหยามอย่างชัดเจน แต่พอเหลือบไปเห็นเหมยลี่ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ก็ทำให้เด็กหนุ่มสงบลงพร้อมตอบกลับไปแต่โดยดี ด้วยเกรงว่าตนจะพบกับบาทาพิฆาตเหมือนเมื่อครู่ 


    “ NPC บอกว่าชั้นคือพวก…..ไร้อาชีพ เออ น่าจะเป็นอาชีพขั้นที่หนึ่งน่ะ ” 


    “ หา.......มันมีอาชีพนี้ด้วยเหรอ ” ศาสตราจารย์ทำหน้างง ส่วนโจจี้ที่ยืนอยู่ข้างๆก็มึนไม่แพ้กัน แม้แต่เหมยลี่ที่เก็บอารมณ์ได้ดีที่สุดก็ยังขมวดคิ้วนิ่วหน้า


    “ แฮะๆ แล้วตกลงที่ไม่เหมือนใครมันดีหรือไม่ดีล่ะ ” มาวินเกาหัวแกรกๆเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเชื้อโรคที่ทุกคนบนดาวเคราะห์ดวงนี้นึกรังเกียจ

              


           ศาสตราจารย์เฒ่ามองหน้าเด็กหนุ่มนิ่งๆ ดวงตาคมแฝงแววพิศวง ครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสก็กล่าวเรียบๆ


    “ เดี๋ยวเอาชิปเข้าเครื่องตรวจพลังก่อน แล้วค่อยดูอีกทีว่าจะทำยังไงต่อไป ” 

              


           ศาสตราจารย์พูดจบ เขาก็เดินไปที่แท่นควบคุมสมองกล จากนั้นก็ใช้ไขควงแกะแผ่นเหล็กที่ด้านหลังนาฬิกาวิญญาณ แล้วใช้คีมเล็กคีบแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีรูปร่างคล้ายแบตเตอรี่แห้งออกมาอย่างประณีต 


    “ นั่นเขาทำอะไรเหรอ พี่ชายหน้าหล่อ ” มาวินดูการทำงานของศาสตราจารย์เฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนหันมาถามโจจี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ


    “ เขากำลังแกะชิปที่อยู่ในนาฬิกาวิญญาณของนายออกเพื่อนำมันเข้าเครื่องตรวจพลัง ” โจจี้ตอบกลับเบาๆ เพราะตัวเองก็ลุ้นระทึกต่อค่าพลังของเด็กหนุ่ม  

             


          ศาสตราจารย์ใช้คีมเหล็กคีบชิปอย่างบรรจง จากนั้นก็นำมันหย่อนลงไปในช่องเล็กๆที่อยู่บนแผงควบคุม แล้วกดปุ่มอีกสามสี่ที 


    “ เอาล่ะ เรามาดูกันว่าค่าพลังของเจ้าหนูคนนี้อยู่ในระดับไหน ” ศาสตราจารย์กล่าวกับทุกคนที่อยู่ในห้อง พวกเขารู้สึกตื่นเต้นจนหายใจไม่ทั่วท้อง 

              


          สิ้นคำของศาสตราจารย์เฒ่า หน้าจอพลาสมาขนาด 300 นิ้วที่ตั้งอยู่เหนือแผงเหล็กควบคุมก็กะพริบถี่รัว ก่อนจะปรากฏค่าพลังของเด็กหนุ่มขึ้นมา 


    “ หา...... นี่มันอะไรกัน ” 

          


           เมื่อได้เห็นค่าพลัง ทั้งโจจี้และศาสตราจารย์อ็อคซี่ก็ถึงกับตะลึงพลึงเพลิด ส่วนเหมยลี่รู้สึกว่าหนังตาจะแอบกระตุกนิดๆเป็นนัยว่าตกใจไม่น้อย 

             


           มีเพียงมาวินเท่านั้นที่นั่งเอ๋ออยู่บนโซฟาดำ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จึงร้องถามด้วยสำเนียงเศร้าๆที่ชวนสังเวช


    “ ตกลง ตัวเลขพวกนี้มันดีหรือไม่ดี ใครรู้ ช่วยบอกที ชั้นขอร้อง ” 



    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter 

    คล้ายกับเรื่องThe Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี ที่คุณอ่าน