“ไม่เหมือนอย่างไร?”
ต้วนชางไห่ตอบว่า “คนของสำนักคุ้มกันซวี่รื่อตายหมด แม้รถสินค้าจะยังอยู่ แต่ว่าสินค้าในรถกลับบินหายไปไม่เหลืออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว”
“สินค้าหายไปหมดเลยหรือ?” หยางหนิงขมวดคิ้ว แล้วพูดเบาๆ ว่า “น่าแปลก หากต้องการปล้นสินค้าไป ก็เอาไปทั้งรถสินค้าเลยก็ได้นี่นาทำไมต้องทิ้งรถเอาไว้ด้วย?หรือว่าจะเอาสินค้าเปลี่ยนไปที่รถของพวกเขา?”เขาส่ายหัวแล้วพูดว่า “หากจะปล้นขบวนสินค้าก็ต้องทำให้เวลายิ่งเร็วยิ่งดี หากเปลี่ยนรถขนสินค้า มันเสียเวลาไม่น้อยเลย น้ำต้องเข้าสมองพวกนั้นแน่ๆ”
“เอ่อ ซื่อจื่อ น้ำเข้าสมองมันคืออะไร?” ต้วนชางไห่รู้สึกว่าศัพท์คำนี้มันดูใหม่ ก็เลยอยากจะเรียนรู้เอาไว้
หยางหนิงเหลือบไปมอง แล้วพูดว่า “ในสมองนั้นเต็มไปด้วยมันสมองหลังจากที่น้ำเข้าไปข้างในมันก็จะไปผสมกับมันสมอง นานเข้าสมองก็จะบวม ทำให้ไม่มีสมองอีกต่อไปนายเข้าใจหรือไม่?”
ต้วนชางไห่รู้สึกชื่นชม แอบคิดอยู่ลึกๆ ว่าการเปรียบเทียบของซื่อจื่อมันช่างแปลกใหม่ในใจก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน เพราะว่าก่อนหน้านี้ซื่อจื่อไม่ได้หัวไวแบบนี้ แต่ตอนนี้กลับตรงข้ามกันแล้วก็ค้นพบว่า ดูเหมือนสมองจะดีกว่าของคนอื่นอยู่มาก
หลังจากที่ซื่อจื่อกลับมา ก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากเขาแอบคิดว่าหรือว่าเป็นเพราะซื่อจื่อถูกจับตัวไปครั้งนั้นเกิดความกระทบกระเทือนมากเกินไป ทำให้ซื่อจื่อฉลาดขึ้นมา? หากเป็นอย่างนั้นจริง มันเป็นความโชคดีในความโชคร้ายเลยทีเดียวเรื่องร้ายกลายเป็นดี หรือว่าท่านองครักษ์เสื้อแพรกับบรรพบุรุษของตระกูลฉีจะคุ้มครองซื่อจื่ออยู่
“ซื่อจื่อกล่าวถูกแล้วนั่นคือปัญหา” ต้วนชางไห่พูดขึ้น “ถึงแม้รถสินค้าจะยังอยู่แต่สินค้ากลับหายไปหมด มันแปลกมากจริงๆ” แล้วพูดอีกว่า “ฉีเฟิงได้ยินคนเขาพูดกันว่ามีหลายคนคิดว่าสำนักคุ้มกันทั้งสองแห่งนี้น่าจะถูกคนกลุ่มเดียวกันปล้นเอา แต่ข้าน้อยคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้”
หยาหนิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “วิธีการลงมือต่างกัน อีกอย่างงานใหญ่แบบนี้ พอจบงานสิ่งที่คิดได้ก็คือการซ่อนตัว ไม่น่าจะออกไปทำงานอื่นอีก” ในใจเขาก็คิดว่าที่สำนักคุ้มกันซื่อไห่ประสบภัยเพราะโชคไม่ดีเพราะนินจาฮิดะไม่ได้จะมาปล้นขบวนสินค้าจริงๆ หลังจากรถสินค้าหายไปคิดว่าน่าจะเป็นพวกนินจาฮิดะทำการเก็บกวาด พวกเขาตามล่าเซียวกวงไม่มีทางไปหาเรื่องสำนักคุ้มกันซวี่รื่อแน่ๆ
จำได้ว่าตอนที่ออกมาชายชุดเทายังสู้อยู่กับนินจาฮิดะอยู่เลย ไม่รู้ว่ารอดหรือไม่
ต้วนชางไห่ยกนิ้วโป้งขึ้นมา “ซื่อจื่อเฉียบขาดมาก”แล้วพูดต่อว่า “ตอนนี้มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง คนตายไปไม่น้อย แม้สำนักคุ้มกันทั้งสองถือได้ว่ามีอิทธิพลไม่น้อยแต่ครั้งนี้กลับต้องมาเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่”
เมื่อหยางหนิงคิดถึงคำพูดที่ว่า ‘สินค้าหายไปหมด’ ในหัวก็พลันนึกบางอย่างออกมุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย
ปล้นขบวนสินค้าแต่สับเปลี่ยนรถขนส่งมันแปลกอยู่แล้ว หยางหนิงคิดว่า ความน่าจะเป็นมีอยู่สองอย่างคนที่ปล้นกลัวว่าจะมีคนตามรอยมาเจอเบาะแส ก็เลยเปลี่ยนรถขนย้ายสินค้าหรือไม่ก็สินค้ามันโยกย้ายได้ง่าย ไม่ทำให้เสียเวลานาน
แต่ว่าการเปลี่ยนรถสินค้าโจรที่ฉลาดหน่อยคงไม่มีทางทำตรงจุดเกิดเหตุในทันทีแน่ น่าจะมีการลากรถสินค้าไปให้ห่างจากจุดเกิดเหตุเสียก่อน
นอกจากความน่าจะเป็นนี้แล้ว ความเป็นไปได้อีกอย่างก็เหมือนที่ต้วนชางไห่ว่าไว้สินค้าคงบินหายไปเอง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ตัวของหยางหนิงก็สั่นเล็กน้อย
หากเป็นแบบนั้นจริงๆ สำนักคุ้มกันซวี่รื่อก็น่าจะเป็นสำนักคุ้มกันที่เซียวอี้ชุ่ยติดต่อไว้เสี่ยวเตี๋ยก็น่าจะถูกสำนักคุ้มกันพาตัวมาตั้งแต่นอกเมืองฮุ่ยเจ๋อ
งั้นการที่สินค้ามีปีกบินได้ก็มีความเป็นไปได้
ใจของหยางหนิงเต้นเร็วมาก เขาหวังว่าสิ่งที่เขาสันนิษฐานจะไม่ผิดหากเป็นอย่างนั้น พวกของเสี่ยวเตี๋ยก็น่าจะไม่ได้ถูกส่งมายังเมืองหลวง แต่หนีไปได้ระหว่างทาง
เขาทั้งดีใจและกังวลหากบอกว่ามีคนลอบสังหารคนของสำนักคุ้มกันกลางทาง แล้วช่วยเสี่ยวเตี๋ยเอาไว้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่หากเป็นพวกไม่ดี เสี่ยวเตี๋ยก็จะหนีเสือปะจระเข้ทันทีถ้างั้นก็จะเป็นอันตรายมากกว่าปลอดภัย ไม่สู้ให้สำนักคุ้มกันพาเสี่ยวเตี๋ยเข้าเมืองหลวงยังดีเสียกว่า
หากสำนักคุ้มกันพาเสี่ยวเตี๋ยเข้าเมืองหลวงเขาสามารถอาศัยอิทธิพลของจวนโหว ไปสืบหาได้ ต่อให้สืบไม่พบเสี่ยวเตี๋ย แต่อย่างไรก็ต้องสืบจนเจอสำนักคุ้มกันซวี่รื่อการตามหาเสี่ยวเตี๋ยก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“ซื่อจื่อ ท่านเป็นอะไรไป?” เห็นหยางหนิงสีหน้าท่าทางไม่ดี ดูแปลกไป ต้วนชางไห่ที่ไม่รู้ความคิดของหยางหนิงก็เลยรู้สึกกังวล
หยางหนิงได้สติกลับมาแล้วพูดว่า “ไม่เป็นอะไรกำลังคิดอยู่ว่าวันนี้ยังไม่มีใครมาเลย”
ต้วนชางไห่พูดว่า “หลายวันนี้ที่ควรมาก็มาหมดแล้ว หากจะมีมาอีก ก็น่าจะมาจากที่อื่น รอออกทุกข์คนก็จะมามากกว่านี้”
หยางหนิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “พ่อบ้านชิวไปไหน? วันนี้ยังไม่เห็นเขาเลย จริงสิ เขายืมเงินได้หรือยัง?”
“ใช้โรงรับจำนำไปค้ำ เอาเงินมาจากโรงรับฝากเงินสองสามพันตำลึงไม่ใช่เรื่องยาก”
หยางหนิงตอบ “อ่อ ยืมจากโรงรับฝากเงินหรือ? ท่านอาต้วนท่านว่าจวนโหวใหญ่ขนาดนี้ ยิ่งใหญ่ในแคว้นฉู่ ทำไมเงินถึงไม่พอใช้ล่ะ? ต่อให้ขาดมือบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องเอาโรงรับจำนำไปค้ำประกันยืมเงินหรอกจริงไหม?”
ต้วนชางไห่บอกว่า “เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่รู้ แต่ว่ากฎของโรงรับฝากเงิน อย่าว่าแต่สองสามพันตำลึงเลยต่อให้ยืมแค่หนึ่งถึงสองตำลึง ก็ต้องมีของไปค้ำ”
“จวนโหวของเราไม่รู้จักเศรษฐีมีเงินกับเขาเลยหรือ?” หยางหนิงพูดว่า “เมืองหลวงเป็นเมืองที่เจริญที่สุดเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงก็มีมาก เรา... เราก็ควรจะรู้จักใครบ้างสิ?”
ต้วนชางไห่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คนที่ไปมาหาสู่กับจวนโหวในเมืองหลวงมีไม่น้อยแต่ว่าท่านเหล่าโหวตั้งกฎเอาไว้ ห้ามให้มีการใช้เงินติดต่อกับพวกขุนนางเด็ดขาด”
“อ๊า?”หยางหนิงพูดอย่างแปลกใจว่า “มีกฎแบบนี้ด้วยหรือ?”
“ซื่อจื่อสมัยก่อนท่านไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ดังนั้นก็เลยไม่รู้” ต้วนชางไห่พูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง “ท่านเหล่าโหวเป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ถึงแม้จะได้พระราชทานที่ดินศักดินา แต่ก็เป็นคนมือสะอาดท่านเหล่าโหวบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ไปมาหาสู่กันด้วยเงินก็จะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง จะทำอะไรก็ไม่สะดวก ตอนท่านแม่ทัพยังอยู่ก็ทำตามกฎของท่านเหล่าโหวอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีการไปมาหาสู่กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ด้วยเงิน”
หยางหนิงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ถ้ามีคนส่งเงินมาที่จวนโหวก็รับไม่ได้น่ะหรือ?”
“แน่นอน” ต้วนชางไห่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตอนท่านแม่ทัพอยู่ที่แนวหน้าราชสำนักมีการปูนบำเหน็จมาให้ ท่านแม่ทัพก็แจกจ่ายให้ทหารทั้งหมดไม่เหลือให้ตัวเองแม้แต่สลึงเดียว” แล้วพูดต่อว่า “แต่ว่าท่านแม่ทัพเป็นท่านโหวพันเรือน เริ่มตั้งแต่ท่านเหล่าโหวมาก็ได้รับพระราชทานที่ดินศักดินาสามพันเรือน และยังมีที่นาอีกนับร้อยไร่ก็พออยู่พอกินไม่หมดอยู่แล้ว”
“โอ้โห!”หยางหนิงอุทานออกมา “ที่ดินศักดินาสามพันเรือนที่นาอีกกว่าร้อยไร่ ก็แค่ทำให้พออยู่พอกินหรือ? ท่านอาต้วนท่านล้อข้าเล่นแล้วล่ะ”
ก่อนหน้านี้เขาเห็นจวนองครักษ์เสื้อแพรเครียดเรื่องเงินสองสามพันตำลึงในใจยังสงสัยว่า ทำไมจวนโหวถึงได้จนแบบนี้ ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วที่มาทางการเงินของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยเลย
ที่ดินศักดินาสามพันเรือนรายรับต่อปีไม่น้อยแน่ๆ ยังมีที่นาอีกร้อยกว่าไร่ ถึงแม้ในจวนโหวรวมๆ แล้วจะมีกว่าร้อยคนแต่จะเลี้ยงพวกเขามันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
“ไม่ได้ล้อเล่น” ต้วนชางไห่รู้ว่าซื่อจื่อไม่รู้อะไรเรื่องเงินเลยก็เลยอธิบายด้วยความใจเย็น “รายรับของจวนโหวเราถึงแม้จะมีไม่น้อยแต่ว่ารายจ่ายของเราเยอะมากกว่า”
“รายจ่ายหรือ?” หยางหนิงพูดว่า “ข้าก็ยังมองไม่ออกอยู่ดีว่ามันจะมีรายจ่ายอะไรมากมายขนาดนั้น”
ต้วนชางไห่ยิ้มแห้งๆ “ซื่อจื่อท่านไม่รู้อะไร ที่ดินศักดินาสามพันเรือน ที่นากว่าร้อยไร่ฟังดูเยอะ แต่จริงๆ รายรับที่เขามาที่จวนมันน้อยมากเลย”
“หมายความว่าไง?”หยางหนิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “หรือว่ามีใครมาตัดเอาเงินไปงั้นหรือ?”
“ก็ไม่ใช่แบบนั้น”ต้วนชางไห่พูดเสียงเบาๆ “ที่ดินศักดินาของเราอยู่ที่เจียงหลิง ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของตระกูลฉีท่านเหล่าโหวมาจากเจียงหลิง ที่ดินศักดินาพระราชทานที่ดินเก่า เพราะงั้นรายรับกับภาษีที่ท่านเหล่าโหวต้องจ่ายมันน้อยมากดังนั้นรายรับที่เข้ามามันเทียบไม่ได้กับท่านโหวคนอื่นๆ ส่วนภาษีที่เก็บได้ท่านเหล่าโหวก็ตั้งกฎเอาไว้ ว่าภาษีจำนวนห้าร้อยเรือนยกให้เป็นของท่านใหญ่สาม”
หยางหนิงถึงได้เข้าใจ มิน่าทำไมกู้ชิงฮั่นกับพ่อบ้านชิวถึงได้พูดถึงเจียงหลิงที่แท้ก็เป็นรายรับที่ดินศักดินา
แต่ว่าเขาคิดไม่ถึงว่าที่ดินศักดินาสามพันเรือน จะต้องตัดแบ่งไปให้ท่านใหญ่สามห้าร้อยเรือน ที่แท้บ้านของท่านใหญ่สามก็อยู่ได้เพราะจวนโหวนี่เอง
“ต่อให้เป็นอย่างนั้นเงินก็ไม่น่าไม่พอใช้นี่นาจริงไหม?”
ต้วนชางไห่พูดเบาๆ ว่า “ท่านเหล่าโหวกับท่านแม่ทัพเป็นคนที่มีคุณธรรมเห็นมิตรภาพสำคัญพวกเขาทำศึก เห็นทหารในสังกัดเป็นเหมือนอวัยวะของตนเอง ทหารตายที่แนวหน้าราชสำนักก็ไม่ได้ชดเชยอะไรให้พวกเขามากนัก ทิ้งลูกกับเมีย พ่อแม่เอาไว้ตอนท่านเหล่าโหวยังมีชีวิตอยู่ก็ออกกฎไว้ ทหารที่ติดตามเขาไปออกรบมีไม่น้อยที่บ้านยากจน ทิ้งลูกทิ้งเมีย พ่อแม่ไว้ใช้ชีวิตอย่างลำบากจวนโหวก็เลยแจกเงินออกไปให้กับพวกเขาทุกบ้าน ถึงแม้จะไม่เยอะแต่ก็ทำให้พวกเขาพอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ต่อมาท่านแม่ทัพรับสืบทอดตำแหน่งมาก็สานต่อวิธีนี้ซื่อจื่อท่านลองคำนวณดู แบบนี้ จวนโหวของเรายังเหลือรายรับสักเท่าไรกันเชียว?”
หยางหนิงตะลึงไปคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีแบบนี้ด้วย
คนที่ติดตามองครักษ์เสื้อแพรทั้งสองรุ่นไปออกรบมีไม่น้อยต่อให้มีเพียงเล็กน้อยที่จะรับ ก็ถือเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ของจวนโหว
“งั้น... ศึกไหวชุ่ยที่สู้กันถึงสามปีตายไปไม่รู้เท่าไร คนที่ตายในสองสามปีนี้ถูกนับรวมด้วยหรือเปล่า?” หยางหนิงพูด “คงไม่ใช่ว่าต่อไปก็ต้องจ่ายแบบนี้อีกเรื่อยๆ หรอกนะ?”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นต่อให้มีที่ดินศักดินาสามพันเรือนก็คงไม่พอ” ต้วนชางไห่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า“อีกอย่างคนจำนวนมากเกินไป จวนโหวของเรารับมาหมดเกรงว่าจะมีคนว่าเราใช้เงินซื้อใจคน มันจะไม่ดีกับเรา ที่รับมาก่อนหน้านี้มีไม่มากราชสำนักก็มีคนเอาท่านแม่ทัพไปพูดเสียๆ หายๆ แล้วยังดีที่ฝ่าบาทเชื่อใจท่านแม่ทัพมาก รู้ว่าท่านม่ทัพไม่ใช่คนแบบนั้น ก็เลยหลับตาข้างหนึ่ง”แล้วพูดเสียงเบาๆ ว่า “ครั้งนี้ท่านแม่ทัพสิ้นบุญไป วังหลวงไม่มีราชโองการอะไรมาเลยเกรงว่าคงไม่มีใครคิดถึงตระกูลนักรบของเราอีกแล้ว”
หยางหนิงถึงได้เข้าใจรายรับของจวนโหวมีไม่น้อยแต่ทำไมถึงหาไม่เจอ เพราะมันมีเรื่องค่าใช้จ่ายคั่นกลาง
แต่เห็นได้ชัดว่า องครักษ์เสื้อแพรทั้งสองรุ่นได้ใจคนมากๆทหารยอมไปตายกับพวกเขา ก็ไม่แปลก
ในตอนนี้เอง ก็ได้ยินเสียงดังลอยเข้าหูมาว่า“อู่เซียงโหวมาคำนับศพ!”
ระหว่างเสียง ก็เห็นพ่อบ้านชิวโผล่มาแล้วรีบมาข้างๆ หยางหนิง แล้วพูดเสียงเบาๆ ว่า “ซื่อจื่อท่านอู่เซียงโหวมา นี่เป็นครั้งที่สองที่เขามา คิดว่าน่าจะตั้งใจมาหาท่าน”
“มาหาข้าหรือ?” หยางหนิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “มาหาข้าทำไมกัน?”
พ่อบ้านชิวตอบว่า “ท่านอู่เซียงโหวเป็นว่าที่พ่อตาของท่านท่านเป็นว่าที่ลูกเขยของเขา พอรู้ว่าท่านปลอดภัยกลับมาถึงจวนแล้วก็เลยตั้งใจมาหาท่านก็สมควรแล้ว”