เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่8 ตอนที่ 213 : เรื่องราวในอดีต

        ทันทีที่หยุนเหมี่ยวพูดจบ ทั้งฮุ่ยหลิน หยางเฉินและหลินจื้อกั๋ว ภายในจิตใจของคนทั้งสามกำลังเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงและความมึนงง

        บรรยากาศภายในเต็นท์เยือกเย็นลงทันทีทันใด

        กลับมาที่หยางเฉิน ตอนนี้ใบหน้าของเขากำลังบิดเบี้ยวด้วยความขมขื่นใจ “อาจารย์หยุนเหมี่ยว ตลกร้ายของคุณนี่มันดูไม่ตลกเลยสักนิดนะครับ”

        ใบหน้าของหยุนเหมี่ยวสาดประกายเย็นชาขึ้นมาทันที “ข้าดูเป็นคนที่ชอบพูดเรื่องตลกรึ?”

        “หยุนเอ๋อร์ เจ้าจะให้หยางเฉินแต่งงานกับฮุ่ยหลินไม่ได้ ข้าบอกเจ้าว่าเด็กนี่แต่งงานกับรั่วซีไปแล้วไง!" เสียงของหลินจื้อกั๋วดังขึ้น

        หยุนเหมี่ยวเผยรอยยิ้มบางๆ “การแต่งงานมันก็เป็นแค่การจดทะเบียนด้วยกระดาษใบเล็กๆ เท่านั้น หญิงสาวเพียงแค่กล่าวคำสัตย์ว่าจะอยู่เป็นคู่ครองของชายหนุ่ม แค่นี้มันเทียบไม่ได้กับตระกูลเจ้าที่บีบบังคับให้หญิงสาวคนหนึ่งต้องตกระกำลำบาก แถมยังไม่ยอมรับสายเลือดตัวเองที่อยู่ข้างนอกตระกูล การแต่งงานหนนี้จะนับเป็นอะไรได้ ข้าไม่อาจจะใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินใจเรื่องนี้!”

        ฮุ่ยหลินมองหยางเฉินด้วยความเขินอายเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงเรียบร้อย หญิงสาวหันไปพูดกับหยุนเหมี่ยว “คุณย่า จะให้หนูแต่งงานกับหยางเฉินได้อย่างไร เขามีภรรยาแล้วนะ! อีกอย่างตอนที่พบเขาครั้งแรกย่าเป็นคนบอกเองว่าเขาเป็นพวกบ้ากามและไร้ความยับยั้งชั่งใจถ้าหนูแต่งงานกับเขา หนูก็เป็นเพียงภรรยารองเท่านั้นนะ”

        เมื่อได้ยินฮุ่ยหลินพูด หยุนเหมี่ยวก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง นางกล่าวกับหยางเฉิน “ได้ยินที่นางพูดหรือไม่ นางบอกว่าเจ้ามันไร้ความยับยั้งชั่งใจโดยสิ้นเชิง”

        หยางเฉินไม่เข้าใจว่านางต้องการจะสื่อถึงอะไรเขาทำได้แต่เพียงพยักหน้าเบาๆ เท่านั้น

        “เจ้าไม่พอใจกับเรื่องนี้?” หยุนเหมี่ยวกล่าว

        หยางเฉินเค้นยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น “ผมแค่ไม่เข้าใจว่าคุณต้องการที่จะสื่อถึงอะไร”

        “มันก็คล้ายกับนางกำลังบอกเจ้าทางอ้อมว่า ตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรกนางไม่ได้ไม่ชอบเจ้าถึงแม้ว่าความรักจะยังไม่ก่อตัวขึ้นในตอนนั้น แต่กลับกันนางยังสำรวจตัวเจ้าอย่างละเอียดอีกด้วย ดูเหมือนฮุ่ยหลินจะสนอกสนใจเจ้าอยู่มากทีเดียว” อาจารย์หยุนเหมี่ยวอธิบาย

        ทั้งหยางเฉินและฮุ่ยหลินยืนแข็งเป็นหินทันที การที่นางกล่าวเช่นนี้ก็เหมือนเป็นสัญญาณว่านางต้องการให้ทั้งสองได้เกี่ยวดองกันอย่างแน่นอน

        “ท่านย่า... ข้า... ไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะ...” ฮุ่ยหลินแทบจะร้องไห้ออกมา

        สีหน้าของหลินจื้อกั๋วเปลี่ยนเป็นขี้ริ้วขี้เหร่ลงทันใด “หยุนเอ๋อร์ ทำไมเจ้าถึงทำอย่างนี้รั่วซีและฮุ่ยหลินถึงแม้จะคนละพ่อคนละแม่ แต่ทั้งคู่ก็เป็นหลานสาวของข้า นั่นก็เท่ากับว่าพวกนางเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน การแต่งงานเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้แต่น้อย!”

        “ก็ใช่” หยุนเหมี่ยวมองหลินจี้อกั๋วด้วยความเกลียดชังที่เต็มอยู่ในอก “ในอดีตที่ผ่านมา ข้ามันหลงผิดเองที่ไปรักคนเช่นเจ้า ลูกชายลูกสาวของข้าตายในการสู้รบที่ต่างประเทศ แม้กระทั่งกระดูกก็ไม่ได้เผา ยามนี้เจ้ายังจะขัดเรื่องที่ข้ามอบสิ่งที่ดีให้กับฮุ่ยหลินอีกรึ? นางถูกส่งไปยังสถานที่ที่ไม่รู้จักโดยเจ้า สุดท้ายหลานข้าก็กลายเป็นเด็กกำพร้า แล้วตอนนี้ผู้สืบทอดวิชาของพี่ใหญ่ซ่งก็อยู่ตรงหน้าข้า หยางเฉินเองก็เพียบพร้อมไปทุกๆ เรื่อง แล้วตอนนี้มันอะไร เจ้ายังจะขัดขวางนางไม่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นอีก!?”

        หลินจื้อกั๋วถอนหายใจด้วยเจ็บปวด “มันเป็นความผิดของข้าเองในตอนนี้ สวรรค์กำลังทำให้ข้าชดใช้ในสิ่งที่ก่อเอาไว้สินะ…”

        เมื่อฮุ่ยหลินได้ยินสิ่งที่หยุนเหมี่ยวพูด นางก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงหญิงสาว คว้าแขนของอาจารย์นางพลางร้องไห้ “คุณย่า... ย่าบอกว่าพ่อกับแม่ของหนู... พวกเขาเป็น...”

        หยุนเหมี่ยวเห็นฮุ่ยหลินกำลังจะร้องไห้ นางก็สวมกอดหลานตัวเองด้วยความแนบแน่น ก่อนจะค่อยๆ ปาดน้ำตาบนหน้าของหลานสาวนาง “ฮุ่ยหลิน ที่ย่าไม่เคยบอกเกี่ยวกับพ่อแม่ของเจ้ามาก่อน เพราะข้ากลัวว่าเจ้าจะเสียใจ ข้าจึงรอให้เจ้าโตพอที่จะรับรู้เรื่องราวได้ เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันมากมายเกินกว่าที่หลานจะรับได้ด้วยวัยเด็ก เจ้ากับหยางเฉินควรจะรู้ไว้ ว่าคนที่เจ้าเรียกว่าปู่นั้นทำอะไรไว้บ้างในอดีต!”

        นางปลอบใจหลานของตนอย่างรักใคร่ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตขึ้น

        เมื่อ 40 กว่าปีก่อน

        หยุนเหมี่ยวและซ่งเทียนฉิงนั้นอยู่ในตระกูลที่มีชื่อเสียงของหุบเขาผู้ฝึกยุทธ์ปรมาจารย์ฉู่ซาน ทั้งสองเป็นทายาทที่โดดเด่น

        ส่วนหลินจื้อกั๋วเป็นนายทหารที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง บิดาของเขาเป็นผู้ก่อตั้งตระกูลหลินให้มีชื่อเสียงขึ้นมา ก่อนหน้านั้นทั้งสามคนตอบรับการร้องขอให้เข้าร่วมกับกองพลน้อยเหยียนหวง และเมื่อเข้ามาพวกเขาก็กลายเป็นสมาชิกของทีมมังกรที่โดดเด่น

        ในเวลานั้นหยุนเหมี่ยวก็มีใจให้กับหลินจี้อกั๋ว อย่างไรก็ตามซ่งเทียนฉิงนั้นต้องการจะให้พวกเขาทั้งคู่ได้เรียนรู้กันมากขึ้นก่อนจะแต่งงานกัน ทำให้ทั้งคู่ต่างใช้ชีวิตอยู่ข้างกายของอีกฝ่ายภายในทีมมังกรอย่างมีความสุข

        อีกทั้งหยุนเหมี่ยวยังเกิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียง ทำให้ครอบครัวของหลินจื้อกั๋วสนับสนุนเธอ และต้องการให้เธอกับหลินจื้อกั๋วแต่งงานกัน เพราะนอกจากนี้ทั้งสองยังผ่านช่วงวิกฤตของชีวิตมาด้วยกัน ฝ่าความเป็นความตายมาด้วยกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

        แต่ในวันหนึ่ง หลินจื้อกั๋วถูกพวกฝรั่งเศสซุ่มโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จนเขาต้องเข้าไปหลบอยู่ในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งของนักเรียนหญิงต่างชาติ

        ถึงแม้ว่าโลกของหญิงสาวต่างชาติคนนั้นกับหยุนเหมี่ยวจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็มีสิ่งที่คล้ายๆ กันคือทั้งสองคนต่างเป็นผู้หญิงที่งดงามทั้งคู่

        นักเรียนหญิงต่างชาติคนนั้นให้ที่พักแก่หลินจื้อกั๋วเป็นเวลาร่วมเดือน จนกระทั่งเขาหายดีและตัดสินใจได้ว่าเขาจะรับเธอมาเป็นภรรยา เมื่อกลับไปยังบ้านตระกูลหลิน หลินจื้อกั๋วบอกเรื่องที่เขาต้องการรับหญิงสาวคนนี้มาเป็นภรรยา แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่อาจเป็นไปตามที่ทั้งคู่ปรารถนา

        ครอบครัวของหญิงสาวธรรมดาเกินไป พ่อเป็นเพียงนักธุรกิจธรรมดา ไม่ว่าจะย้อนกลับไปถึงรุ่นปู่รุ่นทวด ก็เป็นเพียงแค่นักธุรกิจธรรมดาๆ เท่านั้น ทำให้การแต่งงานของทั้งคู่ถูกคัดค้าน ผู้หญิงคนดังกล่าวไม่มีโอกาสที่จะได้แก้ตัวใดๆ เพียงแค่เธอก้าวเข้ามาในบ้านตระกูลหลิน ทั้งตระกูลต่างก็ไม่ต้อนรับเธอแล้ว!

        ตระกูลหลินไม่ต้องการให้หลินจื้อกั๋วแต่งงานกับเธอ อีกทั้งยังมีคนในกองพลน้อยเหยียนหวงต่างก็คัดค้านเรื่องนี้ทำให้การแต่งงานของทั้งสองคนถูกต่อต้านและถูกห้ามไม่ให้เจอกันอีก แต่อย่างไรก็ตามหลินจื้อกั๋วก็ยังคงรักและรู้สึกผูกพันต่อย่าของรั่วซีเป็นอย่างมาก

        ในท้ายที่สุดหลินจี้อกั๋วก็แต่งงานกับหยุนเหมี่ยว แต่หัวใจของเขายังคงเป็นของนักเรียนหญิงต่างชาติคนนั้น กระทั่งวันหนึ่งพวกเขาทั้งสองคนก็นัดพบกันที่เมืองจงไห่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ย่าของหลินรั่วซีมีพ่อของเธอและยังมีเธอขึ้นมาได้

        หลังจากที่ย่าของหลินรั่วซีตั้งครรภ์ หลินจื้อกั๋วได้บอกความจริงว่าเขานั้นมีภรรยาแล้ว ส่วนหยุนเหมี่ยวก็เริ่มสงสัยถึงพฤติกรรมที่แปลกไปของหลินจื้อกั๋ว สุดท้ายหยุนเหมี่ยวก็รู้ความจริงว่าหลินจื้อกั๋วนอกใจนาง

        นางเสียใจมากจนไปร้องไห้กับซ่งเทียนฉิงพี่ชายของเธอ แน่นอนว่าซ่งเทียนฉิงโกรธหลินจื้อกั๋วจนแทบจะไปฆ่าล้างตระกูลหลินยกตระกูล แต่หยุนเหมี่ยวได้ห้ามปรามเขาไว้ก่อน

        ซ่งเทียนฉิงเข้าใจน้องสาวของตนเป็นอย่างดี เธอเป็นคนที่รักสามีตนเองมาก ถึงแม้ว่าหลินจื้อกั๋วจะมีคนรักใหม่ แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังเป็นสามีของน้องสาวเขา และเขาก็เป็นพี่ใหญ่ของเธอ

        หลังจากนั้นซ่งเทียนฉิงก็หายตัวไปโดยไม่ได้บอกลา ทั้งหยุนเหมี่ยวและหลินจื้อกั๋วต่างเศร้าใจต่อเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ผ่านไปเพียงไม่นานเท่าไหร่หยุนเหมี่ยวก็ได้รู้อีกว่าหลินจื้อกั๋วได้พยายามช่วยเหลือย่าของหลินรั่วซีอย่างลับๆ ในเรื่องธุรกิจและอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้บริษัทของเธอเติบโตอย่างรวดเร็ว

        ถึงขนาดที่ใช้เงินทุนของตระกูลหลินสนับสนุนเธออย่างลับๆ ทำให้หยุนเหมี่ยวเริ่มน้อยใจหลินจื้อกั๋ว ช่องว่างระหว่างเขาและนางก็กำลังห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ

        จนกระทั่งผ่านไป 20 กว่าปี

        บุตรชายของนางกับหลินจื้อกั๋วก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งทั้งคู่เป็นผู้ให้กำเนิดฮุ่ยหลินหลานสาวของนาง ต่อมาอีก 1 ปีหลังจากที่ฮุ่ยหลินลืมตาดูโลกได้เพียงสามเดือน หลินจื้อกั๋วได้ออกคำสั่งให้ทั้งคู่ออกไปทำภารกิจที่แถบแคชเมียร์

        หลินจื้อกั๋วไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว สำหรับเขานั้นประเทศต้องมาก่อนครอบครัว

        และในที่สุด สองสามีภรรยาก็ไม่ได้กลับมายังบ้านเกิดของพวกเขาอีกเลย...

        หยุนเหมี่ยวเศร้าใจอย่างมากต่อการจากไปของลูกชายและลูกสะใภ้ของนาง

        ความโกรธและความเกลียดหลินจื้อกั๋วที่สะสมมานานนับสิบปีปะทุขึ้นอย่างรุนแรง จากการที่นางสูญเสียคนสำคัญของเธอไป

        หลินจื้อกั๋วไม่อาจที่จะโต้เถียงหยุนเหมี่ยวได้ในเรื่องนี้ได้ เพราะเขาเป็นฝ่ายผิดเต็มๆ จึงทำได้เพียงนิ่งเงียบเท่านั้น

        หลังจากที่หยุนเหมี่ยวทำใจได้จากการสูญเสียลูกชาย นางก็พาฮุ่ยหลินไปยังหุบเขาผู้ฝึกยุทธ์ฉู่ซาน นางช่วยเหลือและเลี้ยงดูหลานของตนให้เติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามและได้เป็นศิษย์นอกของสำนัก

        กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าหลินจื้อกั๋วเคยเข้าไปในหุบเขาผู้ฝึกยุทธ์และพบกับฮุ่ยหลิน และฮุ่ยหลินเองก็รู้ว่าเขาคือปู่ของเธอ แต่หยุนเหมี่ยวกลับไม่เคยออกมาให้หลินจี้อกั๋วเห็นหน้าแม้เพียงครั้งเดียว หลินจื้อกั๋วเคยคิดว่าหากผ่านไปนานปีเข้า หยุนเหมี่ยวก็คงจะค่อยๆ ใจอ่อนลงและกลับมาคืนดีกับเขาในที่สุด

        น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าจะผ่านมาถึง 20 ปี แต่นางก็ไม่เคยคิดที่จะยกโทษให้หลินจื้อกั๋วเลย

        หยางเฉินกำลังฟังหยุนเหมี่ยวเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยความโมโห ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมรั่วซีถึงดูไม่เป็นมิตรกับหลินจื้อกั๋วนัก

        จากมุมมองของหยางเฉินนั้นหลินจื้อกั๋วดูจะเป็นคนมีคุณธรรมจากการที่เห็นประเทศมาก่อนครอบครัว แต่กลับออกไปพลอดรักกับย่าของรั่วซีและยังส่งเสริมธุรกิจของเธอด้วยเงินของตระกูล คอยช่วยเหลือหลานสาวของตนมาโดยตลอด นั่นย่อมจะดูไม่เป็นธรรมต่อหยุนเหมี่ยวอยู่บ้าง อีกอย่างรั่วซีก็ดูจะไม่ชอบให้ปู่ของเธอมาวุ่นวายกับชีวิตมากนัก

        แต่กับเรื่องของฮุ่ยหลิน การตายของสามีภรรยาเป็นตัวจุดชนวนอ้อมๆ ให้ระเบิดของหยุนเหมี่ยวปะทุขึ้นมา ปู่ของนางมีผู้หญิงอื่น ใช้สมบัติของตระกูลอุ้มชูจนกระทั่งกิจการเติบใหญ่ นั่นทำให้หยุนเหมี่ยวเกลียดหลินจี้อกั๋วจนเข้ากระดูกดำ

        “ฮุ่ยหลิน การที่ข้าต้องการให้เจ้าเป็นภรรยาของหยางเฉินนั้นไม่ใช่เพียงแค่เพราะเพื่อที่จะชดใช้ความผิดกับพี่ใหญ่ซ่ง แต่หยางเฉินเองก็เป็นผู้สืบทอดวิชามาจากพี่ใหญ่ อีกทั้งเจ้าก็เห็นก่อนหน้านี้ว่าเขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง พึ่งพาได้ มีความคิด และยังเฉลียวฉลาดเป็นอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงคนในวัยเดียวกับเขาแม้กระทั่งคนที่เจ้าเรียกว่าปู่ก็ไม่อาจเทียบได้ ถึงแม้ว่าหยางเฉินจะเป็นพวกบ้ากามและไม่มีความยับยั้งชั่งใจแต่ถึงยังไงเขาก็ยังคงเป็นคนที่เชื่อถือได้มาก” หยุนเหมี่ยวอธิบายอย่างตรงไปตรงมา

        เมื่อหยางเฉินได้ฟังดังนั้น ก็ยิ้มขึ้นอย่างมีความสุขไม่น่าเชื่อว่าในโลกนี้จะยังคงมีคนมองเห็นข้อดีของเขาอยู่ด้วยถึงจะมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ก็เถอะ...

        ฮุ่ยหลินหน้าแดง เธอพูดขึ้นอย่างลังเล "คุณย่า หนูรู้ว่ามันดีสำหรับหนู แต่... เเต่เขาแต่งงานแล้ว หนูไม่อาจทำให้ทั้งสองคนหย่าร้างกันได้ อีกอย่าง หยางเฉินก็เหมือนจะไม่ได้ชอบหนูด้วย” เมื่อพูดจบฮุ่ยหลินก็ลอบมองไปยังหยางเฉิน

        หยุนเหมี่ยวยกยิ้มขึ้นก่อนจะหันมาหาหยางเฉิน “หยางเฉินเจ้ากับรั่วซีจัดงานแต่งกันรึยัง?”

        “...” หยางเฉินส่ายหัวปฏิเสธตรงไปตรงมา

        “หึ” หยุนเหมี่ยวเค้นเสียงออกมา “ข้ารู้ว่าการแต่งงานนั้นเป็นการป่าวประกาศให้กับคนอื่นๆ รู้ว่าคนทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา ในเมื่อเจ้าทั้งสองยังไม่ได้จัดงานแต่งขึ้นดังนั้นฮุ่ยหลินของข้าก็ยังคงมีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะแข่งขันอย่างเป็นธรรม เจ้าไม่คิดหรือว่านางอาจจะดีกว่ารั่วซีก็เป็นได้?”

        หยางเฉินมองดูหลินจื้อกั๋วที่ไม่อาจออกปากได้แม้เพียงนิด สุดท้ายหยางเฉินก็ยิ้มขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับหยุนเหมี่ยว “แน่นอนว่าฮุ่ยหลินหลานสาวของคุณนั้นเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์และเธอยังน่าสนใจ ชายหนุ่มทุกคนที่ได้เห็นคงชอบเธอได้ไม่ยาก”

        หยุนเหมี่ยวพยักหน้าด้วยความพอใจ นางหันไปหาฮุ่ยหลินที่กำลังหน้าแดงก่อนจะพูดขึ้น “ฮุ่ยหลิน หลานได้ยินหรือไม่ หยางเฉินสนใจเจ้าตั้งแต่แรกที่พบกันแล้ว เขามองว่าเจ้าทั้งบริสุทธิ์และน่าสนใจอีกทั้งยังเข้าใจความรู้สึกของเจ้า ยังจะมีอะไรให้ต้องกังวลอีก?”

        ...หา? แบบนี้มันจะดีจริงๆ หรือ?

        ในตอนนี้ หยางเฉินทำได้แต่เพียงร้องไห้อย่างขมขื่นในใจเท่านั้น

        ถึงแม้ว่าวิชายุทธ์ของหยุนเหมี่ยวจะไม่โดดเด่นอะไรมากมาย แต่ฝีปากของเธอนั้นจัดว่าอยู่ในระดับของเทพเจ้าทีเดียว!

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน