จารึกที่ 381 : สถาปนาหอคัมภีร์ : แสงตะวันเบิกผู้ศรัทธา
แสงสีเทาเงินยวงจากอักขระสุริยันสูญตาสาดส่องลงมาอาบไล้หุบเขาศิลาจารึก ความอบอุ่นที่แฝงด้วยปราณอันลึกล้ำ กระตุ้นให้มวลพฤกษาที่เคยเหี่ยวเฉากลับมามีชีวิตชีวา ดอกไม้นานาพันธุ์ผลิบานอวดสีสันแปลกตาที่มิเคยปรากฏภายใต้แสงตะวันปกติ กลิ่นอายแห่งความสงบสุขที่ถูกตัดขาดจากกฎเกณฑ์ของวิหารเทพอนันตกาลอย่างสิ้นเชิง ทำให้หุบเขาแห่งนี้กลายเป็นดินแดนลี้ลับที่งดงามประดุจแดนสุขาวดีในตำนาน
แม้ภายนอกม่านผนึกวัฏจักรจะมืดมิดและเต็มไปด้วยความตึงเครียดของกองทัพสวรรค์ที่พยายามสอดแนม ทว่าภายในค่ายกลคลุมนภา เหล่าผู้ถูกลบนามกำลังวุ่นวายอยู่กับการวางรากฐานอันยิ่งใหญ่
บริเวณใจกลางเกาะลอยฟ้า ตำหนักประธานเดิมได้ถูกรื้อถอนและปรับปรุงใหม่ โครงสร้างไม้และกระเบื้องถูกแทนที่ด้วย 'ศิลาจิตบรรพกาล' และโลหะดาวตกที่เหลือจากการสร้างพยนต์ศิลา สหายทั้งห้าและกองทัพพยนต์ศิลาร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า มันมิใช่ตำหนักที่เน้นความหรูหราประดับทองคำ ทว่ามันคือหอคอยเก้าชั้นที่แผ่กลิ่นอายความรู้และความหนักอึ้งประดุจขุนเขา
นี่คือ 'หอคัมภีร์หมื่นอักขระ' ศูนย์กลางแห่งปัญญาที่จะใช้สั่นคลอนสามภพ!
อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งหยกหน้าหอคัมภีร์ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ ชายหนุ่มมิได้หยุดพัก มือซ้ายตวัดพู่กันนิรันดร์อย่างต่อเนื่อง หยาดหมึกหยดแรกในทารกวิญญาณถูกรีดเค้นออกมาผสานกับความรู้ที่เขาสกัดได้จาก 'ศิลาดำแห่งความทรงจำ' และ 'ชีพจรหมื่นอักขระ'
ม้วนคัมภีร์ไม้ไผ่และแผ่นหยกนับแสนชิ้น ล่องลอยอยู่รอบตัวอาเจียประดุจฝูงปลาที่แหวกว่ายในมหาสมุทร ชายหนุ่มไม่ได้คัดลอกตำราวิชาการต่อสู้ดาดๆ ทว่าเขาทำการ 'บัญญัติ' วิถีเต๋าที่เขาและสหายได้ร่วมกันตกผลึก ลงไปในแผ่นหยกเหล่านั้น
"อักขระพื้นฐาน... เพื่อกรุยทางเข้าสู่วิถีการรับรู้มวลธาตุ" อาเจียพึมพำขณะประทับพู่กันลงบนแผ่นหยก "วิถีกระบี่ของพี่มู่หลาง... การขีดเส้นแบ่งความตายด้วยรอยต่อแห่งมิติ... วิถีอัคคีของอี้หราน... การเผาผลาญเพื่อชำระล้างกฎเกณฑ์..."
มู่เฉินที่ลอยตัวสังเกตการณ์อยู่ พยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด บรรพชนเฒ่าลูบเครายาว "อาเจีย... เจ้าไม่ได้เพียงแค่รวบรวมวิชา ทว่าเจ้ากำลังแยกย่อย 'วิถีแห่งการบัญญัติ' ออกเป็นแขนงต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่มารุ่นหลังสามารถเลือกศึกษาตามความสอดคล้องของทารกวิญญาณตนเอง... ช่างเป็นใจความของคำว่า 'ปรมาจารย์' อย่างแท้จริง"
"วิถีแห่งหมื่นอักขระ มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของข้าขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียเอ่ยตอบโดยไม่ละสายตาจากคัมภีร์ "หากเราหวงแหนความรู้ เราก็จะไม่ต่างอันใดกับวิหารเทพอนันตกาล การแผ่ขยายความจริงออกไปต่างหาก คืออาวุธที่คมกริบที่สุด"
เมื่ออาเจียวาดอักขระลงบนม้วนคัมภีร์ชุดสุดท้ายเสร็จสิ้น ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อ ม้วนคัมภีร์และแผ่นหยกนับแสนชิ้นก็พุ่งทะยานเข้าไปจัดเรียงตัวอยู่ในหอคัมภีร์ทั้งเก้าชั้นอย่างเป็นระเบียบ แต่ละชั้นถูกแบ่งตามระดับความลึกซึ้งของวิถีเต๋า
อาเจียลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มหันไปหาสหายทั้งห้าที่ยืนรอคำสั่งอยู่
"พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์... หอคัมภีร์เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทว่ามันจะมิใช่สถานที่ที่ใครก็สามารถเดินเข้าไปตักตวงความรู้ได้ตามอำเภอใจ" อาเจียยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา "ข้าต้องการให้พวกเจ้า ถ่ายทอดเจตจำนงลงไปที่ประตูทางเข้าของแต่ละชั้น... สร้างเป็น 'บททดสอบทางจิตวิญญาณ' หากผู้ใดมีเจตจำนงที่ฝืนกับธรรมชาติและเต็มไปด้วยความโลภอย่างบ้าคลั่ง ย่อมถูกผลักไส ทว่าหากผู้ใดมีเจตจำนงแห่งการแสวงหาความจริงและพร้อมเสียสละ ย่อมได้รับการเปิดทาง"
สหายทั้งห้าไม่รอช้า พวกเขาก้าวเดินไปที่หน้าหอคัมภีร์ แต่ละคนถ่ายทอดวิถีเต๋าของตนลงไปที่เสาศิลาหน้าประตู
ฉินมู่หลางสลักรังสีอำมหิตที่แฝงความเที่ยงธรรม "ผู้ใดหวังใช้ความรู้เพื่อเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ จะต้องถูกกระบี่ของข้าตัดวิญญาณ"
เฟิงอี้หรานสลักเปลวเพลิงที่แฝงความชำระล้าง "ผู้ใดหวังใช้ความรู้เพื่อแสวงหาอำนาจกดขี่ จะต้องถูกไฟของข้าแผดเผาความโลภ"
เมื่อการสลักเจตจำนงเสร็จสิ้น หอคัมภีร์หมื่นอักขระก็ทอประกายแสงสีเงินยวงที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ มันมิได้ตั้งตระหง่านเพื่อข่มขู่ ทว่าตั้งตระหง่านเพื่อเป็นประภาคารนำทาง
"ทุกอย่างพร้อมแล้ว" อาเจียเก็บพู่กันนิรันดร์ ชายหนุ่มทอดสายตามองออกไปนอกม่านผนึกวัฏจักรที่มืดมิดของวิหารเทพ "สิ่งที่เหลือ... คือการรอคอยให้ตะวันดวงใหม่ของเรา ทำหน้าที่ของมัน"
...
ภายนอกหุบเขาศิลาจารึก ห่างออกไปหลายหมื่นลี้
โลกเซียนที่อยู่ภายใต้การปกครองของวิหารเทพอนันตกาล กำลังตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ข่าวลือเรื่องความพ่ายแพ้ของมหาปราชญ์เทียนกัง และการหายไปของกองกำลังนับแสน แพร่สะพัดไปทั่วยุทธภพประดุจไฟลามทุ่ง สำนักใหญ่และผู้ฝึกตนต่างจับจุ่มถกเถียงกันถึงขุมกำลังลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านความมืด
ทว่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนแตกตื่นยิ่งกว่าข่าวลือ คือปรากฏการณ์ที่ไม่อาจปกปิดได้
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่ร่อนเร่ไปใกล้เขตม่านผนึกวัฏจักร ต่างมองเห็น 'แสงสว่างประหลาด' ที่ทะลุลอดออกมาจากความมืดมิดที่สวรรค์สร้างขึ้น มันมิใช่แสงที่ร้อนแรงแผดเผา ทว่ามันเป็นแสงสีเทาเงินยวงที่เพียงแค่มอง ก็ทำให้จิตวิญญาณที่เหนื่อยล้าได้รับการปลอบประโลม
"ตะวันดวงใหม่... มีผู้สร้างตะวันดวงใหม่ขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดที่สวรรค์ทอดทิ้ง..."
ถ้อยคำเหล่านี้เริ่มถูกกระซิบกระซาบในหมู่ผู้ถูกกดขี่ ผู้ฝึกตนไร้สังกัดที่ถูกสำนักใหญ่ขูดรีดทรัพยากร และผู้ที่ถูกวิหารเทพพิพากษาอย่างอยุติธรรม พวกเขาเริ่มมองเห็นแสงสว่างนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง เป็นดินแดนที่กฎเกณฑ์เก่าไม่อาจเอื้อมถึง
ท่ามกลางชายป่าทึบที่ห่างไกลจากหุบเขาศิลาจารึกไม่กี่สิบลี้ กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรในชุดขาดวิ่นประมาณร้อยกว่าชีวิต กำลังเดินเท้าฝ่าดงหนามด้วยความเหนื่อยล้า พวกเขาถูกขับไล่จากดินแดนเดิมเพราะปฏิเสธที่จะส่งมอบตำราประจำตระกูลให้แก่ทูตสวรรค์ นำโดยชายชราหนวดขาวที่หลังค่อม ทว่าดวงตายังคงเด็ดเดี่ยว
"ท่านปู่... พวกเราจะรอดไปถึงแสงสว่างนั่นจริงๆ หรือ?" เด็กหนุ่มผู้หนึ่งพยุงชายชรา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง "ข้าได้ยินว่าที่นั่นมีมารร้ายที่สวรรค์ต้องกางม่านปิดล้อมไว้"
ชายชราส่ายศีรษะช้าๆ ดวงตาทอดมองแสงสีเทาเงินยวงที่เรืองรองอยู่ขอบฟ้า "มารร้ายที่สวรรค์กล่าวหา... มักจะเป็นผู้ที่สวรรค์หวาดกลัวที่สุดเสมอ หลานเอ๋ย... หากดินแดนนั้นสามารถให้กำเนิดแสงตะวันที่อบอุ่นเยี่ยงนี้ได้ มันย่อมมิใช่ขุมนรก หากเราต้องตายเพราะฝืนคำสั่งสวรรค์ ข้าก็ขอไปตายหน้าประภาคารแห่งนั้น ดีกว่าตายเยี่ยงสุนัขจรจัดในป่านี้"
กลุ่มผู้ลี้ภัยเร่งฝีเท้าเข้าใกล้เขตม่านผนึกวัฏจักร ทว่าสิ่งที่ขวางหน้าพวกเขา มิใช่มารร้าย ทว่าคือค่ายกลทหารรักษาการณ์ของสำนักแสงทองกำราบที่หนีตายออกมากางเต็นท์อยู่รอบนอก หวังจะดักจับผู้ที่เข้าใกล้เพื่อกอบกู้หน้า
"หยุดอยู่ตรงนั้น! พวกเจ้าเป็นใคร!" ศิษย์สำนักแสงทองกำราบชักกระบี่ขวางทาง "ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของวิหารเทพ หากก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะบั่นคอพวกเจ้าทิ้งเสีย!"
กลุ่มผู้ลี้ภัยชะงักงัน ความหวาดกลัวเข้าเกาะกินหัวใจ ทว่าก่อนที่ชายชราจะก้าวออกไปเจรจา...
*วูบบบบ!*
สายลมที่แฝงไปด้วยความว่างเปล่าพัดผ่านร่างของศิษย์สำนักแสงทองกำราบ กระบี่ในมือของพวกเขาพลันแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง! ค่ายกลรักษาการณ์ระเบิดออกโดยปราศจากเปลวไฟ มีเพียงรอยแยกระดับมิติที่ตัดผ่านปราณคุ้มกายของพวกมันจนล้มกลิ้งไปกองกับพื้น!
"ผู้ใดรังแกคนไร้ทางสู้ในอาณาเขตของข้า... ย่อมต้องจ่ายค่าผ่านทางด้วยสายเลือด"
น้ำเสียงกังวานและเด็ดขาดดังขึ้นจากเหนือศีรษะ กลุ่มผู้ลี้ภัยและศิษย์สำนักที่ล้มระเนระนาดต่างเงยหน้าขึ้นมอง
เงาร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีคราม ลอยตัวลงมาจากฟากฟ้าอย่างเชื่องช้า อาเจียไม่ได้นำกองทัพพยนต์มาด้วย ชายหนุ่มเพียงแค่ก้าวเดินออกมานอกม่านผนึกวัฏจักรด้วยตัวคนเดียว ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้น กลับหนักอึ้งและสง่างามยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่น
ศิษย์สำนักแสงทองกำราบเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ต่างร้องเสียงหลงด้วยความขวัญผวา "มะ... มารร้าย! เจ้าทะลวงม่านผนึกออกมาได้อย่างไร!"
อาเจียมิได้ชายตามองพวกมัน ทว่าเขาสะบัดมือเบาๆ ปราณที่บีบอัดมิติกระแทกร่างของศิษย์เหล่านั้นกระเด็นออกไปไกลหลายลี้ ชายหนุ่มหันมามองกลุ่มผู้ลี้ภัยที่กำลังคุกเข่าสั่นเทาด้วยความตกตะลึง
รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความรันทดทว่าอ่อนโยน ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอาเจีย
"ท่านผู้อาวุโส... และสหายผู้ร่วมชะตากรรม" อาเจียประสานมือคารวะชายชราด้วยความนอบน้อม "ดินแดนที่ข้าพำนักอยู่ อาจถูกตราหน้าว่าเป็นขุมนรกในสายตาสวรรค์ ทว่า... มันก็เป็นขุมนรกที่อบอุ่นและมีที่ว่างสำหรับผู้ที่โหยหาความจริงเสมอ"
ชายชราน้ำตาไหลพราก เขารับรู้ได้ถึงความจริงใจที่แฝงอยู่ในคลื่นความถี่ของอาเจีย "ท่านคือ... ผู้สร้างตะวันดวงนั้นใช่หรือไม่?"
"ข้าเป็นเพียงผู้ขีดเขียนโชคชะตาของตนเอง" อาเจียผายมือไปทางม่านผนึกวัฏจักรที่มืดมิด ทว่าเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ม่านสีดำนั้นพลันแยกออกประดุจเปิดประตู เผยให้เห็นแสงสีเทาเงินยวงที่สาดส่องออกมาต้อนรับ "บ้านของข้าเปิดกว้างเสมอ สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะยืนหยัดด้วยสองเท้าของตนเอง... หากพวกท่านไม่รังเกียจ เชิญก้าวเข้ามาดื่มน้ำชาและพักผ่อนในหุบเขาศิลาจารึกเถิด"
กลุ่มผู้ลี้ภัยนับร้อยชีวิตลุกขึ้นยืนด้วยความตื้นตัน พวกเขาค่อยๆ ก้าวเดินผ่านม่านความมืดมิด เข้าสู่ดินแดนแห่งหมื่นอักขระ
ภาพการต้อนรับผู้ศรัทธากลุ่มแรกนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นมหาชนที่จะหลั่งไหลเข้ามา สำนักหมื่นอักขระได้เปิดประตูรับสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงแล้ว และอาเจียก็รู้ดีว่า ผู้คนที่ก้าวเข้ามาเหล่านี้ จะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่จะเติบโตขึ้นเป็นกองทัพผู้บำเพ็ญเพียร ที่พร้อมจะสั่นคลอนรากฐานของวิหารเทพอนันตกาลในกาลต่อไป!