ตอนที่10 2ปีต่อมา2ปีต่อมาวันที่ 23 เดือน 8 ปี ดราโกเนียที่1557ณ คฤหาสน์ตระกูลอินากามิ“เซียล์ได้เวลาออกเดินทางแล้วลูก”ยูริได้ตะโกนขณะกำลังขึ้นรถม้า“ครับแม่ผมกำลังจะไปแล้วครับ”หลังจากวันนั้นมาผมก็ได้ไปออกล่าสัตว์อสูรตลอด2ปีที่ผ่านมาจนผมสามารถออกล่าสัตว์อสูรบริเวณรอบนอกป่าฟอนเซ่ได้อย่างสบายๆ คุณแม่ก็ได้ทำอาวุธใหม่ให้กับผมแน่นอนว่ากลไกของมันยังคงเหมือนเดิมแต่ว่าวัสดุที่ใช้ทำนั้นต่างออกไป โดยหน้าไม้ตะขอได้ทำการเปลี่ยนไม้ให้มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น เอนชานท์คุณสมบัติธาตุลมทำให้สามารถใช้สายลมช่วยให้การทรงตัวกลางอากาศนั้นดีขึ้น ส่วนดาบคาตานะ ได้ทำการหลอมใหม่จากเหล็กที่มาจากกระดูกของสัตว์อสูรชนิดหนึ่งและเอนชานท์เสริมความคมเข้าไปด้วยตอนนี้ผมก็อายุครบ12ปีตั้งแต่เมื่อประมาณ2เดือนก่อนแล้วและเรากำลังจะไปที่เมืองหลวงที่มีชื่อว่าเมืองสีชาด(vermillion capital city)ที่กำลังจะจัดงานปลุกจิตวิญญาณซึ่งแน่นอนว่าผมต้องร่วมด้วยความจริงแล้วการปลุกจิตวิญญาณก็คือการทำให้จิตวิญญาณของเด็กๆที่มีอายุประมาณ12ปีตื่นขึ้นและเพื่อเป็นการฉลองวันชาติของประเทศปีกสีชาด(vermillion aile) คือวันที่ 1 เดือน 9 ของทุกปี และทุกๆวันชาติจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองเกิดขึ้นซึ่งก็คือพิธีปลุกจิตวิญญาณนั้นเอง และความจริงการปลุกจิตวิญญาณนั้นสามารถทำเองได้ง่ายๆโดยเมื่ออายุราวๆ12ปีให้นำพลังวิญญาณของมนุษย์คือพลังวิญญาณจากนักสู้จิตวิญญาณหรือ ลูกแก้วเก็บพลังวิญญาณบริสุทธิ์จากนักสู้จิตวิญญาณส่งไปยังร่างกายของเด็กเพื่อเป็นการกระตุ้นและหลังจากนั้นจิตวิญญาณจะตื่นขึ้นเองถ้าเด็กได้รับการกระตุ้นแล้วแต่จิตวิญญาณยังไม่ตื่นขึ้นก็อาจเป็นไปได้ว่าอายุยังไม่ถึง12ปีบริบูรณ์ เช่นอายุ11ปี29วัน23ชั่วโมง59นาที59วินาทีก็จะยังไม่ตื่น หรือไม่ก็ไม่มีจิตวิญญาณและจะไม่สามารถบ่มเพาะพลังวิญญาณได้โดยอย่างที่บอกจะทำก่อนวันเฉลิมฉลองก็ได้แต่ส่วนใหญ่แล้วจะปลุกจิตวิญญาณกันวันนี้เพราะเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาหยั่งยาวนานนับตั้งแต่วันที่ก่อตั่งประเทศปีกสีชาดแน่นอนว่าสำหรับสามัญชนหนะนะ สำหรับผมที่เป็นทายาทตระกูลขุนนางจะต้องเฉลิมฉลองกันในพระราชวังและร่วมเฉลิมฉลองกับราชวงศ์พร้อมทั้งปลุกจิตวิญญาณต่อหน้าพระราชา บรรดาขุนนาง และ ผู้มีอำนาจ เช่น อาจารย์ใหญ่และปรมจารย์ของสถาบันต่างๆที่มักจะหาเด็กที่มีพรสวรรค์ให้มาเข้าร่วมกับสถาบันของพวกเขาก็จะเข้าร่วมงานนี้ด้วยก็อ่ะน่ะถึงแม้ว่าเมื่อก่อนพิธีปลุกจิตวิญญาณจะเป็นแค่งานเฉลิมฉลองแต่สำหรับปัจจุบันมันเป็นงานชี้อนาคตของ บรรดาสถาบันต่างๆได้เลยทีเดียวและมันก็ได้กลายเป็นงานสำคัญที่สุดของชนชั้นสูงในประเทศนี้ไปแล้วพูดง่ายๆมันก็คืองานเปิดตัวผู้เยาว์และฐานอำนาจใหม่ในอนาคตของตระกูลต่างๆนั้นแหละส่วนสถาบันต่างๆที่เข้าร่วมเหตุผลหลักๆก็คงเป็นเพราะจะหาศิษย์เก่งๆเข้าสำนักนั้นแหละถึงแม้ว่าที่จริงผมอยากจะเก็บเรื่องจิตวิญญาณครึ่งคนครึ่งมังกรของผมไว้ก็เถอะแต่ดูแล้วยังไงก็คงต้องเข้าร่วมและผมก็อยากให้พ่อแม่ของผมดีใจ ถ้าผมไม่ยอมเข้าร่วมนอกจากจะทำให้พ่อแม่ลำบากใจแล้วยังคงทำให้ตระกูลของเราดูไม่ดีไปด้วยฉะนั้นผมก็เลยคงจะต้องเข้าร่วมอย่างช่วยไม่ได้แต่ก็น่าถ้าพ่อกับแม่ของผมดีใจแค่นั้นผมก็มีความสุขแล้วหละจากนั้นผมก็ขึ้นรถม้าและออกเดินทางไปพร้อมกับพ่อและแม่8วันต่อมาวันที่ 1เดือน 9 ปี ดราโกเนียที่1577ในที่สุดพวกเราก็มาถึงเมืองหลวงสีชาดระหว่างการเดินทางพวกเราก็พบกับสัตว์อสูรระดับต่ำบ้างเล็กน้อยไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด หลังจากนั้นรถม้าก็ไดขับเข้าไปยังเมืองสีชาดหลังจากผ่านประตูเมืองผมก็พบว่าภายในเมืองนั้นกำลังมีการเฉลิมฉลองอยู่ตามรายทางประดับไปด้วยผ้าสีแดง ดอกไม้สีแดงต่างอย่างสวยงามมากมายเต็มรายทางนอกจากนี้ยังมีอาหารขายตามข้างทางเหมือนกับเทศกาลในโลกก่อนของผมด้วยหละครับจากนั้นรถม้าก็เคลื่อนที่มาเรื่อยๆจนถึงหน้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่งและพวกเราก็เข้าพักที่โรงแรมนี้แน่นอนว่าพิธีปลุกจิตวิญญาณจะจัดขึ้นในตอนกลางคือเวลา1ทุ่มตอนนี้ยังเป็นเวลาเที่ยงๆอยู่ฉะนั้นแล้วผมจึงออกไปเดินเล่นนิดหน่อยแล้วค่อยกลับมาแต่งตัวประมาณ4โมงเย็นจากนั้นเซียล์ก็ออกไปเที่ยวเล่นตามงานเทศกาลหลังจากเดินไปได้ซักพักหนึ่งเขาก็พบกับร้านขายขนม อาหาร อาวุธ เครื่องประดับ ฯลฯ ต่างๆมากมาย แต่เซียล์ก็ยังไม่เจออะไรที่ถูกใจเข้าหลังจากที่เดินไปอีกซักพักหนึ่งเซียล์ก็ได้เดินมาถึงจัตุรัสกลางเมืองณ จัตุรัสกลางเมืองเป็นหนึ่งในที่ใช้จัดงานฉลองวันชาติ ตรงกลางจัตุรัสมีเวทีอยู่และมีเหล่านักสู้จิตวิญญาณยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน10คนแต่ละคน จะมีพวกเด็กๆมาต่อแถวเพื่อให้เหล่านักสู้จิตวิญญาณส่งพลังวิญญาณเพื่อทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาตื่นขึ้น“อืมพิธีปลุกจิตวิญญาณของเราจะคล้ายๆอย่างนี้ไหมนะ”เซียล์คิดในใจหลังจากนั้นผมก็นั่งพักอยู่อีกพักหนึ่งแล้วก็เดินกลับโรงแรมตอนนี้เวลาประมาณ4โมงเย็นแล้วและผมก็ถึงที่โรงแรมและกำลังเตรียมตัวเพื่อที่จะไปพิธีปลุกจิตวิญญาณที่พระราชวังตอน1ทุ่มหลังจากผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็ขึ้นรถม้าแล้วก็ไปที่พระราชวังหลังจากนั้นผมก็นั่งรถม้าไปกับพ่อและแม่ รถม้าเคลื่อนที่ไปได้ซักพักหนึ่งแล้วรถม้าก็มาถึงหน้าพระราชวังพระราชวังเมื่อมองดูจากภายนอกมีสีแดงสวยงาม ดูองอาจและยิ่งใหญ่ที่ชื่อเรียกโดยทั่วไปว่าพระราชวังทับทิมและแล้วตอนนี้รถม้าก็กำลังขับผ่านประตูทางเข้า แน่นอนว่าต้องแสดงบัตรเชิญให้ทหารยามที่อยู่หน้าประตูเห็นก่อน หลังจากนั้นก็ถึงหน้าพระราชวังพวกเราก็ลงจากรถม้าและเดินเข้าไปในพระราชวังโดยมีเมดนำทางไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงเมื่อมาถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงผมก็มองไปรอบๆสถานที่จัดงานเลี้ยงเป็นห้องๆหนึ่งซึ่งพ่อได้บอกว่าเมื่อเวลาปกติ จะเป็นที่ประชุมของเหล่าขุนนางกับราชวงศ์เกี่ยวกับการจัดการบ้านเมืองแต่ต้อนนี้ห้องๆ โต๊ะวางอาหารและเครื่องดื่มเต็มไปหมดตรงกลางห้องนั้นมีเวทีสีเหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ16ตารางเมตรและทั้งสี่ด้านมีบันไดให้เดินขึ้นไปบนเวที ตรงกลางเวทีมีลูกแก้วพลังงานวิญญาณขนาดใหญ่ที่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ2เมตร ซึ่งผมคิดว่าตรงนั้นน่าจะเป็นที่ปลุกจิตวิญญาณ
ตอนที่11 งานก่อนเริ่มพิธีปลุกจิตวิญญาณหลังจากที่ผมได้มาถึงงานพ่อก็พูดว่านี่“เซียล์ลูกน่าจะไปพูดคุยกับเด็กๆคนอื่นเขาบ้างนะเพราะพ่อไม่เคยให้ลูกเข้าโรงเรียนเลยเพราะคำขอของลูกแต่ลูกก็ควรมีเพื่อนเหมือนกับเด็กคนอื่นๆเขาบ้าง” พ่อพูด“ครับ” ผมตอบจากนั้นผมก็เดินไปรอบๆงาน ผมก็ได้พบกับพวกชนชั้นสูงคนอื่นๆกำลังจับกลุ่มคุยกัน ส่วนพวกเด็กๆที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมทั้งชายและหญิงจับกลุ่มคุยกันตั้งแต่2-3คน หรือจับกลุ่มกัน4-8คนก็มีโดยเนื้อหาโดนรวมแล้วพวกเขาก็คุยกันในเรื่องของพิธีปลุกจิตวิญญาณนี้แหละบางคนก็ตื่นเต้น บางคนก็กังวล ก็อย่างว่าหละนะมันเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาเลยหนิ แต่ผู้ชายบางคนเหมือนจะชิวๆและนั่งไล่จีบสาว เอิ่ม......ก็นะ แต่เอาเถอะเอาเป็นว่าตอนนี้ผมก็ยังไม่หากลุ่มที่น่าจะคุยด้วยได้และเดิมทีผมก็ไม่ได้ต้องการคุยกับคนอื่นอยู่แล้วไม่ใช้ไม่อยากหาเพื่อนใหม่นะ แต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นเพื่อนที่ควรคบด้วยสำหรับผมแล้วเพื่อนควรมีความจริงใจให้กันและกันแต่เหล่าชนชั้นสูงส่วนใหญ่นอกจากคนที่สนิทกันจริงๆมักจะใส่หน้ากากเข้าหากันและมันเพื่อหาประโยชน์จากอีกฝ่ายอยู่เสมอ“มอนด์ก็ยังมาไม่ถึงด้วยแฮะน่าเบื่อจริงๆเลย” เซียล์คิดในใจระหว่างที่เขากำลังเดินไปคิดไปอยู่ๆก็มีคนมาชนผมจากข้างหลัง“พลัก” (เสียงชนกัน)หลังจากนั้นผมก็หันมาข้างหลังกลับไปและก็พบกับ............................“มีสิ่งมีชีวิตที่สวยงามขนาดนี้ด้วยหรือ!!!!!” ผมอุทานในใจภาพที่ผมเห็นคือผู้หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเธอมีผมสีแดงยาวสลวยจนถึงสะโพก ดวงตาสีส้มแกมทอง เธอตัวเล็กกว่าผมเล็กน้อย ผิวขาวรูปร่างสมส่วนเธอสวยสดงดงามและน่ารักเป็นอย่างมาก แต่เธอก็ยังปล่อยกลิ่นอายที่สง่างามเหมือนนางพญาเล็ดลอดออกมาจากตัวเธอ“นี้มันสเปคผมเลยนี่นาลองคุยด้วยดีไม่นะ แต่จะนิสัยเป็นยังไงน้าถ้านิสัยดีก็คบด้วยได้สิ เธอจะหยิ่งรึปล่าวนะ เอ...แต่เราจะทักเธอยังไงดีนะให้ดูดี แต่เราไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าคนแรกที่เราคุยจะเกิดมาจาการชนกันแถมเป็นสาวสวยด้วย” เซียล์คิดอย่างกระวนกระวาย เพราะไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้เขายังไม่เคยจีบสาวเลยแม้แต่น้อย“แต่ยังไงก็ต้อง....เอาหละ”จากนั้นเซียล์ก็พูดว่า“อะ อะ อะ เออ ขอโทษนะครับ ปะ ปะ เป็น อะไรหรือปล่าวครับ”เซียล์พูดด้วยน้ำเสียงที่โคตรตุกตะกักและท่าทางดูประหม่า“แย่แล้วเรา” เซียล์คิดในใจแล้วเขาก็พูดขึ้นมาอีกว่า“ต้องขอโทษจริงๆนะครับที่ชนคุณหนะ”หลังจากนั้นเธอก็จ้องมาที่ผมแล้วผมก็เลยพูดโพล่งออกไปว่า“อะ เออคือขอโทษนะครับ คือว่าผมไม่ได้ไปโรงเรียนตอนเป็นเด็กก็เลยไม่รู้จักใครน่ะครับ” ผมตอบตอบขณะกำลังพาดมือข้างนึงไว้ข้างหลังหัวและตอบอย่างเขินๆอายๆ แต่แล้วเธอก็ตอบมาในแบบที่เขาไม่คาดคิด“อ๋อที่แท้ก็เป็นคนที่ไม่มาเรียนนี้เองว่าแล้วว่าทำไมถึงไม่คุ้นหน้า คิกๆ”เธอตอบอย่างหัวเราะคิกคักเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า“แต่นี้เธอไม่มีเพื่อนเลยหรอถึงจะไม่ได้ไปโรงเรียนแต่เธอก็น่าจะมีเพื่อน จากขุนนางที่อยู่บริเวณข้างเคียงหนิ” เธอถาม“อ๋อ เพื่อนของผมยังมาไม่ถึงครับ” ผมตอบ“ทั้งหมดเลยหรอ?” เธอถาม“เออ ความจริงคือ.........ผมมีเพื่อนคนเดียวอะครับ”“อุ๊บส์........งั้นหรอ” เหมือเธอจะขำเล็กน้อย“แล้วเพื่อนของคุณหละครับ”“ยังมาไม่ถึงเช่นกันค่ะ เออแล้วคุณชื่อว่า?” เธอถาม“ผมชินครับ ชิน อินากามิ แล้วคุณ?”“ฉันชื่อ เบลลิน่า (bellina) ค่ะ”“เอออออ แล้วเราจะชวนเธอคุยเรื่องอะไรต่อดีเนี่ย” เซียล์คิดในใจ“เออคือว่าคุณเบลลิน่าครับถ้าเกิดว่าไม่รังเกียจคุณช่วยอธิบายความสัมพันธ์ของระดับจิตวิญญาณกับพลังวิญญาณหน่อยได้ไหมครับ” ผมถามไปถึงแม้ว่าผมจะรู้อยู่แล้วก็เถอะนะไม่รู้ว่าเธอจะตอบไหม“คุณนี่เป็นคนแปลกจริงๆนะคะคุณน่าจะรู้อยู่แล้วแต่เดี๋ยวอธิบายให้ค่ะ” เธอตอบ“ระดับของจิตวิญญาณจะเป็นด้วยกำหนดทางสถานะทางพลัง วิญญาณค่ะ เช่น ถ้ามีจิตวิญญาณระดับทั่วไป จะสามารถบรรลุได้ถึงระดับก่อตั้งวิญญาณถ้าพยายามหน่อยเต็มที่จะบรรลุได้ไม่เกินระดับวิญญาณปฐพี อีกตัวอย่างหนึ่ง ถ้ามีจิตวิญญาณระดับโบราณสามารถบรรลุได้ถึงวิญญาณฟ้าถ้าพยายามเต็มที่อาจจะบรรลุได้ถึงจอมพลวิญญาณค่ะ สรุปง่ายๆ ว่าทั้งระดับจิตวิญญาณมี9ระดับและระดับพลังวิญญาณ10ระดับค่ะโดยขีดจำกัดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระดับเลขของตัวเองแต่ถ้าพยายามเต็มที่และโชคดีสูงกว่าตัวเลขของตัวเอง1ขั้นค่ะ”“ขอบคุณมากครับ” ผมตอบ“แล้วคุณไม่เครียดบ้างหรอคะ วันนี้วันชี้อนาคตเลยนะคะ”“ก็ไม่เท่าไหร่อะครับ แฮะๆ”แต่เอาจริงๆจะว่าไปแล้วผมรู้สึกแปลกๆมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วตั้งแต่ที่ผมเริ่มคุยกับเธอ เหล่าเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมจ้อง ผมด้วยสายตาแปลกๆแล้วก็ซุบซิบกัน เหมือนมันเป็นเรื่องแปลก“เอ๋ ผมทำอะไรแปลกหรอ” แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากจากนั้นไม่นานเบลลิน่าก็พูดกับผมว่า“เพื่อนของฉันมาแล้วเดี๋ยวไปก่อนนะค่ะ” แล้วเบลลิน่าก็จากไปจากนั้นไม่นานก็มีผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมเดินมาทางผมแล้วพูดกับผมว่า“เฮ้ย นายชื่ออะไรหนะ อย่าเข้าไปยุ่งกับเธออีกหละ ถ้าข้าเห็นว่าแกยุ่งกับเธออีกละก็จบไม่สวยแน่”เขาพูดกับผมด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยจะสุภาพ ผมก็รู้สึกงงเล็กน้อย“ผมชื่อเซียล์ครับ มีเรื่องอะไรหรอครับ”ผมตอบได้ด้วยน้ำเสียงที่เฉยเมย“เจ้า.........” หลังจากนั้นเขาก็ตอบว่า“นี้เจ้าไม่รู้หรอว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือ เอนวี่ เดวี่เป็นทายาทของ ตระกูลเดวี่ ซึ่งพ่อของข้า พันตัน เดวี่เป็นถึงมาร์ควิส!”“อ๋อ แล้วทำไมหรอครับ” ผมตอบด้วยสีหน้าเฉยเมยไปอีกรอบ“...............” แล้วเอนวี่ก็ถึงกับสตั้นไป3วินาที จากนั้นก็พุ่งเข้ามาด้วยเร็วสูง และ ขยับขามาขัดขาผมแต่แน่นอนด้วยพรจากพระเจ้าแล้วกับคนที่จิตวิญญาณยังไม่ตื่นจะทำอะไรผมได้อย่างไร? ผมจึงขยับขาเล็กน้อยให้กลายเป็นว่าเขาพุ่งเขามาแล้วสะดุดล้มลงไปเอง“ตุ๊บ” เอนวี่ล้มหน้าคว่ำพื้น จากนั้นก็เหมือนมีคนซุบซิบรอบๆ“เอาแล้วไงมีคนมีเรื่องกับ เอนวี่เข้าให้แล้ว”“เรื่องมันจะเป็นยังไงต่อนะ”“เอาแล้วไง เอาแล้วไง เอาแล้วไง”“ปกติมันก็พาลคนอื่นไปทั่วอยู่แล้ว ตัวเองใหญ่นักหรือไงโดนแบบนี้บ้างก็ดี”“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตะกี้เขาไม่ได้สะดุดพื้นล้มลงไปเองใช่ไหม”จากนั้นไม่นานมอนด์ก็เดินมาหาผม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขามาถึงที่งานตั้งแต่เมื่อไหร่
ตอนที่12 พบเพื่อนใหม่ตอนที่12 พบเพื่อนใหม่ปล.Bpย่อมาจากแบทเทิ้ลพอยต์น่ะครับหลังจากที่ผมหันหลังกลับไปเห็นมอนด์ผมก็รู้สึกดีและทักไปว่า“มอนด์ในที่สุดนายก็มาซักที ฉันเหงาจะแย่อยู่แล้ว เจอแต่คนไม่รู้จัก”“นายนี้ก็นะ หัดทำความรู้จักกับคนอื่นหรือหาเพื่อนใหม่บ้างสิเพื่อน”“แอ๊ะ”หลังจากนั้นผมก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่มีพวกผู้ใหญ่เลย มีแต่พวกเด็กๆทั้งนั้น“เฮ้ย เอาจริงดิ” ผมนึกในใจ รู้สึกว่างานนี้จัดมาเพื่อสังเกตุไหวพริบและการแสดงออกของเด็กๆโดยเฉพาะเลยหละสิ ตอนนี้คงมีเหล่าขุนนาง ผู้ปกครอง ศาสตราจารย์และนักประเมินระดับสูงอยู่แน่ก็นะถ้าเป็นงานทั่วๆไปผมคงไม่คิดอย่างงี้หรอกแต่ว่างานนี้มันเป็นงานที่เหล่าผู้มีอำนาจให้ความสนใจกันเยอะและโลกนี้ก็มีจิตวิญญาณเอนชานท์ที่ใส่คุณสมบัติ “ส่อง” ได้ด้วย ถ้าถามว่ามันคืออะไรหนะหรือ “ส่อง” หนะคือการคุณสมบัติที่ทำให้ของชิ้นหนึ่งที่มีโปรงใสเช่นคริสตัล ลูกแก้ว อัญมณีมีคุณสมบัติในการ บันทึกภาพและเสียงได้ เหมือนกับกล้องอัดวิดิโอในชาติที่แล้วและถ้าเป็นการเอนชานท์ “ส่องระดับสูง” หละก็สามารถติดตั้งจุดชมไว้ได้และสามารถมองได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์ หรือจะให้พูดง่ายๆคือ“มันเป็นกล้องวงจรปิด ที่บันทึกเสียงได้ ในฉบับโลกนี้นี่เอง”แถมเมื่อลองสังเกตดีๆ ไม่ว่าจะเป็นแจกัน โคมไฟ เชิงเทียนต่างก็ประดับไปด้วยคริสตัลเพียบ ทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็น เล็ก กลาง ใหญ่“ดูท่าว่าจะทำตัวเด่นมากไม่ได้สินะ การเผยความสามารถของตัวเองมากไปมักเป็นอันตราย” ผมคิดในใจ“นี่เซียล์ถ้านายยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนงั้นฉันพานายไปแนะนำเพื่อนๆของฉันที่โรงเรียนฝึกหัดละกัน”“อะ- เออ เออ เอางั้นก็ได้” สงสัยตอนนี้เราคงต้องไหลตามน้ำไปก่อนสิน่ะ ผมคิดในใจ........................................................................................................ณ ห้อง ห้องหนึ่งข้างนอกห้องโถงจัดพิธี“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ซิกซ์ ลูกนายใช้ย่อยเลยนะเนี่ย ทักษะการใช้เท้าขัดขาแบบนั้นดีมากๆ นายเป็นคนสอนให้หรอ” มอนดะกำลังคุยกับซิกซ์เชิงหยอกล้อและตบไหลไปพลาง“อืมใช่ๆ แต่นอกจากทักษะแล้ว ความเร็วนั้นข้าว่ามันเร็วกว่าระดับ 24 Bp แน่นอน ซิกซ์ ดูเหมือนลูกนายจะได้รับพรจากสวรรค์นะ” ผู้ชายผมสีดำตาสีฟ้าสูงประมาณ 190 เซนติเมตร รูปร่างสมส่วนดูกลางๆไม่บึกบึนแบบนักเพาะกล้ามแต่ก็ไม่ผอมแห้ง กำลังนั่งคุยกับซิกซ์และมอนดะ“ฉันก็คิดว่างั้นแหละเรียว ดูเหมือนว่าฉันจะโชคดีเอาการนะ แล้วลูกนายหละเป็นยังไงบ้าง”“ฉันว่าก็ดีนะ เดี๋ยวก็รู้จัดหวังไว้กับลูกคนนี้สูงเลยทีเดียว”ผู้ชายผมสีดำตาสีฟ้าคนนี้ก็คือเรียวมะ โอวาริ จากตระกูลโอวาริเป็นตระกูลไวส์เคานท์ที่อยู่ทางตะวันออกของเฉียงเหนือของเขตการปกครองมอนดะอีกที แน่นอนว่าทั้งสามคนนั้นเป็นเพื่อนที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันและรุ่นเดียวกัน แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสามนั้นเป็นเป็นเพื่อนแท้เพื่อนตายขนาดที่เรี่ยกได้ว่าพี่น้องร่วมสาบานเลยทีเดียว (Tl. เอ พี่น้องร่วมสาบานแบบสามคนนี้คุ้นๆเนอะ)จากนั้นมอนดะก็พูดว่า “ว่าแต่เรียวแกนี้ยังติดนิสัยพกง้าวไว้ที่หลังอีกหรอเนี่ย”“เวลาออกมาข้างนอกถ้าไม่พกไว้มันรู้สึกไม่อุ่นใจหนะ”“จะว่าไปซิกซ์ฝั่งนั้นดูเงียบๆมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ” มอนดะชี้ไปทาง มาร์ควิส พันตัน เดวี่ พ่อของ เอนวี่ เดวี่ ที่ เซียล์ไปขัดขาล้มนั้นเองจากนั้น พันตัน ก็มองกลับมาเหมือนจะได้ยินที่มอนดะพูด เลยพูดตอบกลับไปด้วยเสียงเบาๆ แต่ดังพอทีจะได้ยินชัดเจน อย่างสงบว่า“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยๆ แค่นี้ฉันไม่เก็บมาใส่ใจหรอก อีกอย่างให้มันโดนอย่างงี้บ้างก็ดีจะได้ดัดนิสัย เสียๆซะบ้าง ” จากนั้นเขาก็พูดต่อ“ แต่ยังไง ลูกชายคนโตของข้าก็มีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งมากอยู่ดีนั้นแหละ ฮ่าๆๆๆ”“ก็จริง รู้สึกว่า พึ่งทะลวงผ่านวิญญาณปฐพีมาไม่นานนี้หนิ” มอนดะพูดด้วยน้ำเสียงออกแนวหมั่นไส้“นึกถึงเรื่อง5ปีที่แล้วทีไรข้ารู้สึกดีจริงจริ๊งที่ลูกของข้ามีจิตวิญญาณระดับโบราณ แบบพัฒนาได้ ฮ่าๆๆๆ”คนที่กำลังพูดถึงก็คือ ลูกชายคนโตของตระกูลเดวี่ ซึ่งเขามีอายุ17ปีแล้วในตอนนี้ซึ่งมากกว่าเอนวี่ ถึง5ปี............................................................................................................ณ ห้องโถงพิธีปลุกจิตวิญญาณ“นี้เซียล์จะว่าไปนายมาถึงก่อนฉันตั้งนานทำอะไรบ้างเนี่ย” มอนด์ถาม“ก็.......................” แล้วเซียล์ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากเขาเข้ามาในหอประชุม“เอ๋ ผู้หญิงผมสีแดง ตาสีแบบนั้น แถมจากที่นายเล่าอย่าบอกนะว่า.....”“มีอะไรหรอ” เซียล์ถาม“ปล่าวๆ ไม่มีอะไรคิดว่านะ ฉันคงจำผิดคนมั้ง ว่าแต่นายไปขัดขาเอนวี่แบบนั้นฉันละสะใจแทน มันชอบมีนิสัยเสียๆเอายศพ่อตัวเองกร่างใส่คนอื่นเขาไปทั่วต่างกับคนพี่ลิบลับเลย”“หืมมมมม คนพี่หรอ” “เป็นคนยังไงนะเดี๋ยวตอนเข้าโรงเรียนลองหาดูดีกว่า”เซียล์คิดในใจจากนั้นก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งผมสีดำ ตาสีฟ้า สะพายง้าวไว้ข้างหลังเดินมาและทักวว่า “มอนด์นายมาถึงแล้วหรอ โทษทีนะที่มาสายอ่ะ”หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองที่เซียล์และพูดว่า“แล้วนี้นายชื่ออะไรหรอ” ในขณะที่เซียล์กำลังจะตอบมอนด์ก็ได้พูดแทรกขึ้นมาว่า “เรียวชิ นี้คือเซียล์ลูกของลุงซิกซ์หนะ ที่ฉันเคยเล่าว่าไม่ได้ไปโรงเรียนฝึกหัดไง”“อ๋อ ลูกของลุงซิกซ์นี้เอง จำได้ละ นี้พึ่งเจอกันครั้งแรกนะเนี่ย ฉัน เรียวชิ โอวาริ ลูกของ เรียวมะ โอวาริ ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักนะเซียล์” เรียวชิพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรและยื่นมือมา“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ฉัน เซียล์ อินากามิ” เซียล์พูดและจับมือของเรียวชิ“เอาเป็นว่าการทำความรู้จักอยางเป็นทารการจบลงเท่านี้ เรามาปาร์ตี้กันก่อนดีกว่า” มอนด์พูด“โอเค” จากนั้นทุกคนก็ไปตักอาหาร เติมเครื่องดื่ม นั่งกินข้าวข้างๆกันและพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองหลังจากนั้นประมาณ2-3 ชั่วโมงเป็นเวลาประมาณ2ทุ่มได้มีกลุ่มพวกขุนนางผู้ใหญ่ และผู้ที่ดูมีฐานะ ฯลฯ เดินเข้ามาในห้องโถงพิธีแน่นอนว่าหลังจะเข้ามาแล้วพวกเขาก็เดินไปหาลูกๆของพวกเขาเองเป็นไงบางเด็กๆ สนิทกันบ้างรึยังซิกซ์พูด“ก็ดีครับ”เซียล์ตอบ“โหเรียวลูกนายติดนิสัยพกง้าวไปไหนมาไหนเหมือนนายเลยนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆ”มอนดะพูดกับเรียวมะ“.............” เรียวมะกำลังสตั้นอยู่แล้วก็พูดว่า“ยังไงซะก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันหละ เวลาเข้าโรงเรียนก็ช่วยๆกัน”“ครับ” เด็กๆทั้งสามคนตอบอย่างพร้อมเพรียง“เอาหละใกล้ถึงเวลาแล้วเตรียมตัวให้ดีหละ” ซิกซ์บอก