ผมขอให้เย่อิงเอาตำราของขงเบ้งทั้งหมดมาให้ผม มันต้องมีซักอันที่เขียนบอกวิธีที่ดึงิญญาผมมาสิงอยู่ในร่างนี้และเมื่อมีวิธีมาก็ต้องมีวิธีกลับจริงไหมครับ เพราะงั้นผมจะอ่านมันทุกอย่าง เผื่อว่าจะมีวิธีหาทางกลับคืนร่างที่ตอนนี้คงกำลังนอนแอ้งแม้งอยู่ชานเมืองกรุงเทพได้บ้าง มันแปลกที่ผมอ่านออกทุกตัวอักษร ฟังรู้เื่ทุกคำที่คนอื่นพูด ทั้งที่ตามความเป็จริงผมไม่ควรจะฟังหรืออ่านรู้เื่ เหมือนิญญาผมมันซึมซับไปกับร่างกายนี้
ตำราของขงเบ้งส่วนใหญ่ก็เป็พวกตำรายา พงศาวดาร การปกครอง ซุนจื่อ แล้วก็พวกลัทธิเต๋า พวกนิยายหรือการ์ตูนโดจินไม่มีซักกะเล่ม เดี๋ยวนะ จะเรียกเป็เล่มก็ไม่ถูก ความจริงต้องเรียกว่าม้วนถึงจะเหมาะสม พี่แกถ้าไม่เขียนลงผูกไม้ไผ่ก็เป็ม้วนกระดาษยาวเฟื้อย
แต่ไม่มีสิ่งที่ผม้าหาเลย แล้วขงเบ้งแกไปดึงผมมาได้ยังไง หรือแกจะเป็พวกลัทธิปีศาจ หรือพวกคนเล่นของ
"คุณเคยอ่านมั้ยเย่อิง"
"เคยบ้าง บางอย่างอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ ในยุคของท่านเล่า มีตำราอยู่บ้างหรือไม่"
"ยุคผมหรอ ส่วนใหญ่จะหาอ่านกันในเน็ต"
"เน็ต เน็ตคือสิ่งใด เป็ตำราหรือ" ผมชอบเวลาที่เย่อิงทำหน้างง คิ้วเธอจะย่นเข้าหากัน บางครั้งเธอก็จะเม้มปากด้วย บอกได้คำเดียวว่า...น่ารัก!!...เดี๋ยวๆ นั่นเมียชาวบ้าน
"เน็ตก็เป็ที่เก็บข้อมูล เก็บตัวหนังสือ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว"
"ภาพเคลื่อนไหว? ภาพมันขยับได้ด้วยหรือ?"
"ได้สิ" ผมเอาพู่กันวาดรูปคอมพิวเตอร์ให้เย่อิงดู มันก็ไม่เหมือนเท่าไหร่หรอกครับ แต่เย่อิงก็ตื่นเต้นซะเว่อร์วัง เล่นเอาผมภูมิใจในงานศิลปะของตัวเอง จนเผลอนึกว่าเป็อาจารย์เฉลิมชัย
"ผมเริ่มเหมือนขงเบ้งขึ้นบ้างหรือยัง" ผมถามเย่อิงดู
"ไม่เลย ท่านขงเบ้งเรียกตัวเองว่าข้า เมื่อพบผู้ใหญ่กว่าก็เรียกข้าพเ้า เวลาเดินจะมองออกไปอย่างน้อยสามก้าวแล้วจึงค่อยเดิน เวลากินจะนั่งหลังตรงพิจารณาอาหารก่อน เวลาดื่มไม่ว่าของร้อนหรือเย็นจะเป่าน้ำก่อน เวลานั่งเหมือนดั่งพยัค เวลานอนเหมือนั ส่วนท่านไม่ใกล้เคียงเลย"
"แล้วแบบนี้คนอื่นจะสงสัยมั้ย"
"หากไม่สนิทก็อาจจะไม่ แต่หากเคยพบท่านขงเบ้งแล้วครึ่งหนึ่งย่อมมีความแคลงใจ"
"ถ้างั้นผม...ไม่ใช่สิ....ถ้างั้นข้าจะปรับตัว"
เย่อิงเผลอหัวเราะออกมา ถึงจะนิดหน่อยแต่ก็เป็จริตที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เธอสยายผมสีบรอนด์ออก กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะที่จมูกของผม จนถึงกับต้องฟุดฟิตๆ ดม เก็บกลิ่นเอาไว้ไปนอนฝันครับ
ผมต้องห้ามใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่อยู่สองต่อสองกับเธอ....กลัวครับ
ไม่ใช่กลัวเธอจะทำอะไรผมนะ
กลัวผมนี่แหละจะทำอะไรเธอ!!!
่เช้าผมมีธุระจะต้องไปปรึกษางานกับเล่าปี่ สายมาหน่อยเขาก็ใช้ให้ผมไปฝึกทหารแทบทุกวัน ไอ้ผมมันจะไปมีประสบการณ์หรือฝึกซ้อมให้ใครได้ จริงมั้ย ขนาดเล่น Battlefield ยังแทบไม่เคยชนะใครเลย จะฟลุ๊กชนะบ้างก็เจอทีมดีให้เขาช่วยแบก แต่ก็นะวิทยาการของสมัยก่อนมันมีน้อย ส่วนสมัยเรามันมีมากกว่า ผมให้เน้นฝึกร่างกายและใช้อุปกรณ์ช่วยเสริม
สร้างฐานให้พวกทหารฝึกซ้อม แยกเป็ฐานต่างๆ ทั้งไต่เชือก โหนตัว ข้ามสิ่งกีดขวาง กะจะเอาแบบกองพันทหารบก อะไรทำนองนั้นเลย
"ท่านขงเบ้ง ท่าเล่าปี่เรียกหาขอรับ" ทหารยามที่เฝ้าเรือนเล่าปี่รีบวิ่งมาแจ้งผม "มีเื่อะไรหรือเปล่า"
"ข้าน้อยมิทราบขอรับ" เขาส่ายหน้าจนคอแทบหลุด
"งั้นหรอ ป่ะ พาข้าไปที" แหนะ บอกแล้วว่าปรับตัวเก่งงงง
ผมว่ายังไงก็ไม่ใช่เื่ดี เพราะปกติไม่เคยเรียกกลางคันแบบนี้ อย่างคำที่เขาว่า เื่ดีไม่มา เื่ที่มาไม่ดี
ชัวด์ป๊าบ!!!
เล่ากี๋บุตรของเล่าเปียวทราบว่าภัยมาถึงตัวก็คิดอ่านหาทางรอด เมื่อทราบว่าขงเบ้งเป็ผู้มีปัญญาปราดเปรื่องก็รีบรุดมาหาถึงที่
เมื่อผมมาถึง เล่ากี๋ก็คำนับแล้วร้องไห้งอแงอย่างกับเด็ก เล่าปี่ เตียวหุยเองก็ยืนคอยผมอยู่เช่นกัน
ไอ้หยองนี่สินะเล่ากี๋ ผอมกะหร่องงองแงง ยิ่งกว่าผมตอนอยู่บ้านนอกซะอีก
"ท่านขงเบ้งๆ ท่านต้องช่วยข้านะ ไม่งั้นข้าตายแน่ ข้าตายแน่"
"เด๊่ยวๆ อย่าพึ่งร้องไห้โวยวายได้มั้ย นี่มันเื่อะไรกันครับเนี้ย" ผมมองหาตัวช่วย เล่าปี่เข้ามาปลอบเล่ากี๋ให้ใจเย็นลง แล้วจากนั้นจึงค่อยมีสติเล่าที่มาที่ไป
"ข้าเล่ากี๋ มีพ่อคือเล่าเปียว มีแม่เลี้ยงอยู่คนหนึ่งชื่อนางชัวฮูหยิน แม่เลี้ยงกลัวพ่อจะยกสมบัติทั้งหมดให้แก่ข้า จึงมีใจริษยาไม่อยากให้ข้าได้ นางคงอยากให้ลูกของนางได้ทั้งหมดแทน จึงหมายจะทำร้ายข้าให้ถึงแก่ชีวิต ข้า... ข้า.. ข้าขอให้ท่านขงเบ้งช่วยข้า ด้วยเถิด ข้า... ข้า..."
"พอๆๆ หลายข้าเหลือเกิน เดี๋ยวก็ฆ่าซ่ะเลยดีมั้ย" วุ๊!! ผมแทบจะบ้าตาย จะเอายังไงกับมันดีล่ะเนี้ย แค่คิดหาทางกลับร่างก็แทบแย่อยู่แล้ว นี่ยังมามีเื่ปวดหัวเพิ่มขึ้นอีก
"ท่านก็หาทางช่วยเขาเสียทีสิ มีปัญญามากนักมิใช่หรือ" เตียหุยว่ามาเสียงแข็ง ผมไม่ถูกชะตากับเ้าบ้าพลังนี่เล้ยจริงๆ พับผ่าสิ นี่คิดว่าคงรอโอกาสเล่นผมแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่โผล่หน้ามาแน่นอน ผมไม่รู้รู้ไปทำอะไรให้แกโกรธนักหนา เวลาเจอกันทีไรเป็ต้องแยกเขี้ยวใส่ผมทุกที
ผมมันพวกสาย int ส่วนเตียวหุยนี่คงไม่ต้องเดา สายมั่วตะลุมบอน เห็นบวกกันที่ไหน พ่อต้องไปที่นั่นแหละ
"เตียวหุย!!" เล่าปี่ส่งสายตาพิฆาตกำราบเอาไว้ นี่แหละพ่อพระของผม ให้มันรูซะบ้างว่าเด็กใครเป็เด็กใคร "ท่านอาจารย์พอจะหาทางแก้ไขช่วยเหลือได้บ้างหรือไม่" ชิบยังหายอยู่ครับ
ใครมันจะไปคิดออกปุบปับได้เล่าาาาา โถ่ ไอคิวระดับรากหญ้าซะขนาดนี้
เอ....ในหนังสือที่อ่านเค้าว่ายังไงน้าาาาา ให้เล่ากี๋ทำอะไรหว่าาาาาา
อ๋อ!!
...
..
.
ลืม!!!
ชิบหายต่อเนื่อง
ปฏิเสธก่อน แก้ตัวไปก่อน เอาไงดีวะตัวกู
"คือเื่แบบนี้เนี้ยนะ มันเป็เื่ภายในครอบครัว ข้ามันคนนอก คงจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้ มันผิดธรรมเนียม ต้องขอโทษจริงๆ"
หล่อเลย ตอแหลเก่งสุดๆ
"ถ้าอาจารย์ไม่ช่วย ข้ามีหวังถูกแม่เลี้ยงฆ่าตายแน่ๆ" ผมไม่รู้ทำยังไงได้แต่ปลอบใจ เอามือลูบหลังนิดหน่อยพอเป็พิธี ก็แหม คนมันคิดไม่ออกนี่หว่าจะให้ทำยังไงได้
"โถ่ ท่านกี๋ ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วย แต่เื่ภายในครอบครัว ควรจะพูดคุยปรึกษากันเอง เหมือนอย่างที่โบราณว่าไฟในอย่านำออกไฟนอกอย่านำเข้า เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง ไม่งั้นเรือจะล่มในหนองแล้วทองจะไปไหน นะกี๋นะ"
งงสิครับ ขนาดผมพูดเองผมยังงงเลย
"ข้าไม่เข้าใจที่อาจารย์พูด มันเป็แผนหรือว่ากะไรขอรับ" เล่ากี๋หันมองหน้าทั้งเล่าปี่และเตียวหุย แต่สองคนได้แต่ส่ายหน้างง ยิ่งเตียวหุยยืนเกาหัวแกรกๆ คงนึกรำคาญใจ
"ข้าช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะท่านกี๋ ่นี้ยิ่งยุ่งๆ หาอ่านตำรา คัมภีร์ แปลกๆ อยู่ด้วย"
"ท่านอาจารย์้าตำราหรือขอรับ"
"ใช่ ทำไมหรอ"
"ที่บ้านข้ามีเยอะมาก ทั้งตำราใหม่ ตำราเก่า ตำราโบราณ ข้ามีเกือบทุกยุคสมัย มีนับพันเล่ม ถ้าท่านอาจารย์ขงเบ้งยินยอมช่วยข้าให้รอดพ้นภัยครั้งนี้ได้ ข้าเล่ากี๋ยินดียกให้ท่านทั้งหมด เชิญท่านมาขนไปได้เลย"
หือออออ
"ทั้งหมดเลยหรอ"
"ทั้งหมด ทุกเล่ม ขอรับ"
"งั้นดีล จับมือๆ" ฮ่าๆๆ ผมได้ตำรามาแล้ว ทุกเล่มเลย มากมายขนาดนั้นมันต้องมีซักเล่มแหละที่จะช่วยผมได้
แต่ว่า.....
ก่อนอื่น
ผมจะช่วยเ้านี่ได้ยังไง
.....
ผมชันศอกเอานิ้วหัวแม่มือถูคางทำท่าคิด เดินวนไปวนมา ก็คิด...ไม่ออก
"เมื่อกี้ว่า แม่เลี้ยงคิดจะฆ่าให้ตายใช่ไหมคุณก๊่"
"ถูกแล้วท่านอาจารย์"
"แล้วแม่เลี้ยงจะฆ่าท่านกี๋ได้ยังไง"
"ข้าคิดว่าคงเป็ยาพิษ ไม่ก็ลอบสังหารตอนข้าหลับ"
ผมสงสัยนิดหน่อยจึงเอียงคอเข้าไปกระซิบถามเล่ากี๋เบาๆ
"ขอโทษนะ แล้วเ้าเป็ถึงลูกเ้าเมืองเนี้ย ไม่มีองครักษ์บ้างหรอ ทะหงทหารก็ไม่มีเลย?"
"มีขอรับอาจารย์ แต่อยู่ที่เมืองกังแฮ ไม่ได้อยู่ที่เมืองเกงจิ๋ว"
"อ้าวววววว งั้นจะไปยากอะไร๊ ก็ย้ายไปอยู่กังแฮซะก็สิ้นเื่ มีคนคุ้มครอง ยาพิษก็ไม่ต้องกลัว ลอบฆ่าก็ไม่ต้องห่วง หลับสบายไม่ตายแน่นอน" ผมนี่นะ หาทางรอดเก่งจริงๆ หรือว่าผมจะเป็อัจฉริยะเื่การหนี
"คำพูดท่านอาจารย์เหมือนแสงสว่างกลางคืนมืด พรุ่งนี้ข้าจะขอท่านพ่อเพื่อไปอยู่เมืองกังแฮ แต่ท่านอาจารย์ แล้วถ้าเกิดท่านพ่อไม่ให้ข้าไปเล่า จะทำอย่างไรดี"
เอ.... เอาไงดีหว่าาา อ๋อๆ
"คุณเล่าปี่ครับ พอจะช่วยพูดให้เล่ากี๋หน่อยได้มั้ยครับ"
"เื่นี้ขอให้ท่านโปรดวางใจ ข้าจะช่วยพูดกับท่านเล่าเปียวเอง"
แค่นี้ก็แฮปปี้เอนดิ้งแล้ว
ครั้นเวลารุ่งเช้าเล่ากี๋จึงเข้าไปแจ้งแก่บิดาว่า บัดนี้ซุนกวนฆ่าหองจอเสียแล้ว เมืองกังแฮก็ว่างเปล่าอยู่ เล่ากี๋จึงขออาสาไปรักษาไว้ เล่าเปียวยังมิทันตอบอะไรเล่าปี่ก็เข้ามาแล้วจึงว่า อันเมืองกังแฮนั้นเป็ที่คับขัน ซึ่งเล่ากี๋จะไปรักษาการอยู่นั้นก็สมควรนัก ทั้งเป็เมืองชายทะเลซึ่งซุนกวนจะยกทัพมาตีได้ง่าย ขอให้ท่านเล่ากี๋รัษาไว้อย่าให้ข้าศึกบุกรุกได้เป็อันขาด ส่วนฝ่ายเหนือที่โจโฉจะยกลงมานั้นเล่าปี่จะรับหน้าที่ป้องกัน จากนั้นเล่าปี่ก็ขอลากลับเมืองซินเอี๋ย เล่ากี๋ก็ลาเล่าเปียวไปอยู่เมืองกังแฮพร้อมกับทหารอีกสามพัน
เล่าปี่ก็ได้หน้าไป
เล่ากี๋ก็ได้รอดพ้นไป
ส่วนผมก็ได้....
ได้ซวยละไงงานนี้!!
ค่ำคืนมืดมิด ราตรีพึ่งจะกล่อมผู้คนให้จมดิ่งสู่ห้วงนิทรารมณ์ เสียงฝีเท้าเบาหวิวกระชับเข้ามาใกล้เรือนนอน เย่อิงพึ่งจะดับไฟตะเกียงได้ไม่นาน กลิ่นควันจากไส้ตะเกียงยังลอยคลุ้งอยู่ในห้อง ชายชุดดำสองคนตะครุ่มอยู่ในเงา ดาบยาวกว่าศอกเลื่อมปราดออกจากฝัก เป้าหมายมันคงไม่ใช่อื่นใด คงหมายเืและชีวิตของใครบางคน
ผม?
เย่อิง?