ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 359 : ปรมาจารย์แห่งความลวง

จารึกที่ 359 : ปรมาจารย์แห่งความลวง : หมากรุกไร้กระดานต้านลิขิตฟ้า


ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาหม่นที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในความเวิ้งว้างของสุสานเผ่าเซียนโบราณ ปราศจากการสับเปลี่ยนของทิวาและราตรี มีเพียงความหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์ที่คอยเกาะกินสรรพสิ่ง ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบเชียบ รากไม้ศิลาที่เชื่อมต่อกับเตาหลอมดาราเบื้องล่างทำงานอย่างราบรื่น ขับเคลื่อนเกาะลอยฟ้าให้แหวกมิติไปโดยไร้ซึ่งคลื่นกระเพื่อมของปราณฟ้าดิน


ลึกลงไปในใจกลางของเตาหลอมดาราบรรพกาล เสียงโลหะกระทบกันยังคงดังกึกก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ประดุจเสียงกลองรบที่ตีเร่งเร้าอยู่ก้นบึ้งของขุมนรก


อาเจียหยัดยืนอยู่ท่ามกลางความร้อนระอุ เหงื่อเม็ดโตไหลอาบใบหน้าที่ซีดเซียว ทว่าดวงตาของเขากลับทอประกายคมปลาบ ชายหนุ่มมิได้ใช้แขนขวาที่อัดแน่นด้วยหมึกปฐมกาลทุบตีโลหะด้วยตนเองอีกต่อไป ร่างกายมนุษย์ซีกซ้ายของเขาเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงขีดจำกัด กระดูกซี่โครงและกล้ามเนื้อซีกซ้ายปวดร้าวจากการต้องคอยพยุงน้ำหนักของมวลธาตุปฐมกาลในแขนขวา หากเขาฝืนใช้กำลังกายต่อไป ร่างกายครึ่งหนึ่งคงได้แหลกสลายก่อนที่กองทัพจะสร้างเสร็จ


"การใช้แรงงานเยี่ยงกรรมกร หาใช่วิถีของผู้บัญญัติความจริง" อาเจียพึมพำกับตนเอง ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ขึ้น ตวัดวาดอักขระเส้นสายสีเทาเงินยวงกลางอากาศ


เบื้องหน้าของเขาคือหุ่นกลศิลาตัวแรกที่ถูกสร้างขึ้น มันยืนนิ่งรับคำสั่ง อาเจียไม่ได้ให้มันไปสู้รบ ทว่าเขากำลังใช้มันเป็น 'แม่พิมพ์ต้นแบบ' เขาใช้อักขระสูญตาและสัจธรรมความหนักอึ้ง สร้างเป็น 'กลวิธานแท่นทุบ' ขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อกับฟันเฟืองของเตาหลอม


"ในเมื่อเตาหลอมมีพลังงานจลน์มหาศาล ข้าก็เพียงแค่นำพลังงานนั้นมาขับเคลื่อนแท่นพิมพ์... หุ่นศิลาตัวที่หนึ่ง เจ้าจงทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการหล่อเย็น!"


อาเจียจัดสรรหน้าที่ให้กลวิธานทำงานด้วยตัวมันเอง แร่โลหะดาวตกที่สหายเบื้องบนส่งลงมาผ่านตาข่ายพฤกษา จะตกลงสู่แท่นพิมพ์โดยตรง ฟันเฟืองของเตาหลอมจะยกแท่นศิลาขนาดยักษ์ขึ้นแล้วกระแทกลงมา บีบอัดแร่โลหะให้กลายเป็นชิ้นส่วนตามแบบพิมพ์ที่อาเจียสลักอักขระไว้


*ตึงงงง! ครืดดด... ชี่!*


เสียงแท่นพิมพ์กระแทกดังสนั่น ตามด้วยเสียงน้ำหมึกวารีที่ถูกฉีดพ่นลงมาหล่อเย็น หุ่นกลศิลาตัวแล้วตัวเล่าถูกประกอบขึ้นรูปและเดินเรียงแถวออกมาจากสายพานการผลิตอย่างเป็นระเบียบ พวกมันไร้ชีวิต ไร้ปราณ ทว่าแผ่รังสีแห่งมวลธาตุที่แข็งแกร่งจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว


แม้กระบวนการจะรวดเร็วขึ้นมหาศาล ทว่าอาเจียกลับขมวดคิ้วแน่น ชายหนุ่มเดินเข้าไปตรวจสอบหุ่นศิลาตัวที่หนึ่งร้อยที่เพิ่งเดินลงมาจากแท่นพิมพ์


"ความหนาแน่นของเกราะและข้อต่อสมบูรณ์แบบ... ทว่า 'แกนกลาง' ของมันว่างเปล่า" อาเจียถอนหายใจยาว "พวกมันขับเคลื่อนได้ด้วยแรงโน้มถ่วงจำลองที่ข้าสลักไว้ แต่หากต้องการให้พวกมันมีสัญชาตญาณการต่อสู้ระดับกองทัพเซียน ข้าต้องการ 'สื่อนำเจตจำนง' ที่สามารถเชื่อมโยงพวกมันทั้งหมดเข้ากับกระแสจิตของข้า... ลำพังแร่โลหะดาวตกทั่วไป ไม่สามารถกักเก็บเจตจำนงที่ซับซ้อนได้"


ชายหนุ่มหลับตาลง ส่งกระแสจิตผ่านค่ายกลวิญญาณขึ้นไปหาดรุณีน้อยที่อยู่บนยอดหอคัมภีร์ "หลิงเอ๋อร์... สายแร่โลหะดาวตกที่เราขุดมา มีความบริสุทธิ์เพียงพอจะสร้างแกนเจตจำนงหรือไม่?"


"ไม่ได้เลย อาเจีย" เสียงของเฟิงหลิงเอ๋อร์ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว "เนตรดาราของข้าสแกนดูแล้ว แร่พวกนี้มีความทนทานทางกายภาพสูงมาก แต่โครงสร้างภายในของมัน 'ทึบ' เกินไป มันต้านทานการไหลเวียนของเจตจำนงวิญญาณ... หากท่านต้องการแกนกลางที่รับคำสั่งได้ ท่านต้องหา 'ศิลาจิตบรรพกาล' ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่หายากยิ่งกว่าโลหะดาวตกนับพันเท่า"


ฉินมู่หลางที่คอยดักฟันแร่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินบทสนทนาจึงเอ่ยแทรกขึ้น "ศิลาจิตบรรพกาลงั้นหรือ? ข้าเคยได้ยินปรมาจารย์กระบี่รุ่นก่อนกล่าวถึง มันคือแก่นดวงดาวที่แตกสลายและซึมซับเจตจำนงของเอกภพมานับล้านปี... ของพรรค์นั้น ในสุสานรกร้างเช่นนี้จะมีเหลืออยู่หรือ?"


"มีแน่ขอรับ พี่มู่หลาง" อาเจียลืมตาขึ้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยานปรากฏบนใบหน้า "สถานที่ที่เก็บซ่อนของล้ำค่าระดับนั้น ย่อมไม่ใช่ลอยเคว้งคว้างอยู่ตามเศษซากอุกกาบาตทั่วไป... ทว่ามันต้องอยู่ลึกลงไป ในศูนย์กลางของ 'แก่นสุสาน' ที่ซึ่งวิหารเทพอนันตกาลเองก็ยังไม่กล้าส่งคนเข้าไปสำรวจ"


ชายหนุ่มเพิ่งจะกล่าวจบประโยค จู่ๆ เส้นชีพจรสีเทาเงินยวงที่แขนขวาของเขาก็เต้นกระตุกอย่างรุนแรง! มันมิใช่ความเจ็บปวด ทว่ามันคือ 'การสั่นพ้อง' ของกฎเกณฑ์ปฐมกาลที่ตรวจจับความผิดปกติของมิติในระยะไกล


อาเจียชะงักงัน รอยยิ้มจางหายไป พู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายถูกกระชับแน่น "ความรู้สึกนี้..."


ในเวลาเดียวกัน บนยอดหอคัมภีร์ เฟิงหลิงเอ๋อร์ทรุดตัวลงคุกเข่า มือสองข้างยกขึ้นกุมขมับ โลหิตหยดเล็กๆ ซึมออกจากหางตา "อ๊ะ!... อาเจีย! แย่แล้ว!"


"เกิดอันใดขึ้น หลิงเอ๋อร์! เนตรดาราของเจ้ามองเห็นสิ่งใด!" เฟิงอี้หรานตะโกนถามด้วยความร้อนใจ รีบพุ่งตัวเข้ามาประคองน้องสาว


"ไม่ได้มองเห็น... แต่ 'ถูกมอง' ต่างหาก!" เฟิงหลิงเอ๋อร์หอบหายใจ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มสั่นไหวอย่างรุนแรง "มีใครบางคน... หรือบางสิ่ง... กำลังใช้โครงข่ายของมิติเป็นดวงตา! ข้าพยายามจะสแกนหาแร่ธาตุ ทว่าคลื่นสายตาของข้า ไปปะทะเข้ากับ 'ข่ายตรรกะ' ขนาดยักษ์ที่กำลังกวาดผ่านสุสานแห่งนี้ มันไม่ได้ค้นหาปราณฟ้าดิน แต่มันกำลังค้นหา 'รอยบุ๋มของแรงโน้มถ่วง' ที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของเตาหลอมดารา!"


คำกล่าวของนางทำให้อาเจียที่อยู่เบื้องล่างหรี่ตาลงจนแคบ ชายหนุ่มตระหนักได้ทันทีถึงความร้ายกาจของศัตรูรายใหม่


"พวกมันไม่ได้ส่งขุนศึกสมองกลวงลงมาแล้ว..." อาเจียเอ่ยเสียงเยือกเย็น "สวรรค์ส่ง 'ผู้มองเห็นกระดานหมาก' ลงมา... พวกมันรู้ว่าเราไม่มีปราณ จึงแกะรอยจากน้ำหนักของเกาะที่แหวกผ่านมิติประดุจเรือที่ทิ้งร่องคลื่นไว้บนผิวน้ำ!"


---


ห่างออกไปนับแสนลี้ ณ บริเวณที่เคยเป็นจุดระเบิดของค่ายกลมิติลวงตาที่ทำลายทัพของกู้ไห่


ท่ามกลางเศษซากชุดเกราะและเถ้าธุลีที่ลอยเคว้งคว้าง ปรากฏร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ ชายผู้นี้มิได้สวมเกราะทองคำ มิได้ถือศัสตราวุธที่น่าเกรงขาม ใบหน้าของเขาเรียบง่ายทว่าแฝงความทรงภูมิปัญญาอันลึกล้ำประดุจบัณฑิตผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน ในมือซ้ายของเขาถือ 'เข็มทิศสลายสัจธรรม' ซึ่งไม่ได้ชี้ทิศทาง ทว่าเข็มของมันกำลังหมุนวนเพื่อถอดรหัสโครงสร้างมิติที่แหลกสลาย


เขาคือ 'จูเก่อหมิง' (诸葛明) ปรมาจารย์ค่ายกลอันดับหนึ่งแห่งวิหารเทพอนันตกาล ผู้ครอบครองฉายาปราชญ์ไร้เงา


จูเก่อหมิงลอยตัวอย่างเงียบเชียบ ปราศจากผู้ติดตาม เข็มทิศในมือหมุนช้าลง ก่อนจะหยุดนิ่งชี้ไปยังเศษละอองความร้อนที่ยังคงตกค้าง


"ตรรกะวิปลาสนัก... นำเอาความร้อนทิ้งจากการบีบอัดโลหะ มายัดใส่รอยพับมิติ" จูเก่อหมิงเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบปราศจากความโกรธแค้น "กู้ไห่พ่ายแพ้ก็ไม่แปลก ทหารเหล่านั้นคุ้นเคยกับการต้านทานวิชาอาคม ไม่ใช่ต้านทานกฎทางฟิสิกส์ล้วนๆ เช่นนี้... ผู้ไร้นามที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ มีความเข้าใจในรากฐานของมวลธาตุอย่างลึกซึ้ง"


ปรมาจารย์ค่ายกลกวาดสายตามองไปรอบความว่างเปล่า เขาไม่ได้หลับตาเพื่อแผ่สัมผัสปราณดั่งเช่นเซียนทั่วไป ทว่าเขาหยิบ 'หมากสีดำ' เม็ดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วดีดมันออกไปในอากาศธาตุ


หมากเม็ดนั้นไม่ได้พุ่งไปโจมตีสิ่งใด แต่มันแตกตัวออกเป็นละอองแสงนับแสนสาย ถักทอกันเป็นตารางหมากรุกขนาดยักษ์ครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยลี้!


"ปราณฟ้าดินถูกลบล้าง เจตจำนงถูกปกปิด..." จูเก่อหมิงแย้มยิ้มบางๆ "ทว่า 'มวลสาร' ย่อมมีน้ำหนัก และน้ำหนักย่อมสร้าง 'รอยบุ๋ม' บนผืนผ้าแห่งมิติ เตาหลอมดาราบรรพกาลมีน้ำหนักมหาศาล การที่มันเคลื่อนที่ ย่อมทิ้งร่องรอยการยืดหดของโครงข่ายมิติเอาไว้... ข้าไม่จำเป็นต้องมองหาพวกเจ้า ข้าเพียงแค่มองหาที่ที่มิติ 'บิดเบี้ยว' ก็พอ"


เข็มทิศสลายสัจธรรมในมือของจูเก่อหมิงสั่นระริก เข็มทิศชี้ตรงไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ป้อมปราการหมื่นอักขระกำลังมุ่งหน้าไป


"พบแล้ว... รอยคลื่นของเรือผีสิง" จูเก่อหมิงเก็บเข็มทิศ ร่างของเขาค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศธาตุ ประดุจหยดน้ำหมึกที่ละลายหายไปในสระน้ำกว้าง เตรียมมุ่งหน้าไล่ล่าอย่างเงียบเชียบและแม่นยำ


---


ตัดกลับมาที่ป้อมปราการหมื่นอักขระ


"มันตามร่องคลื่นมิติของพวกเรามาแล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์รายงานด้วยน้ำเสียงตึงเครียด "ความเร็วของมันไม่ได้เร็วกว่ามหาเซียน ทว่ามันมาถูกทางอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งความลังเล มันอ่านทิศทางการบิดเบี้ยวของแรงโน้มถ่วงเกาะเราได้!"


"หากมันแกะรอยได้จากน้ำหนัก เช่นนั้นเราก็สลัดมันไม่หลุดแน่ ต่อให้พรางตาก็ไร้ประโยชน์!" หลินชิงเสวี่ยกัดริมฝีปาก นางพยายามใช้เข็มทิศมิติเพื่อกลบร่องรอย ทว่าน้ำหนักของเกาะและเตาหลอมมันมากเกินกว่าที่ค่ายกลมิติระดับมนุษย์จะลบเลือนได้


"สหายเอ๋ย... หากศัตรูฉลาดพอที่จะตามรอยจากความว่างเปล่า การวิ่งหนีย่อมเป็นเพียงการยืดเวลาแห่งความตาย"


เสียงของอาเจียดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ทะยานขึ้นมายืนบนลานหน้าตำหนักประธาน ชายหนุ่มสลัดความกังวลทิ้งไปจนสิ้น แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำและดุดัน เขาประสานมือไพล่หลัง ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมท่ามกลางวิกฤตอีกครา


"วิหารเทพอนันตกาลช่างกดขี่กันไม่เลิกรา... ส่งสุนัขรับใช้ที่ไร้สมองมาตายไม่พอ บัดนี้ยังส่งปรมาจารย์ผู้โอหังลงมาใช้ตรรกะของสวรรค์บีบคั้นพวกเรา พวกเขามองว่าสรรพสิ่งในจักรวาลนี้คือกระดานหมากรุกของพวกเขา และพวกเราเป็นเพียงเบี้ยที่ต้องเดินตามรอยที่พวกเขากำหนด..." อาเจียเอ่ยเสียงสั่นเครือ แสร้งทำเป็นรันทดใจ ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย "ทว่า... ผู้ที่จดจ่ออยู่กับการตามรอยคลื่นบนผิวน้ำ มักจะลืมมองไปว่า ภายใต้ผิวน้ำนั้น มีวังน้ำวนซ่อนอยู่หรือไม่!"


"เจ้ามีแผนรับมือกับพวกระแวดระวังสูงเช่นนี้หรือ อาเจีย?" มู่เฉินเอ่ยถามอย่างรู้ใจ


"ปรมาจารย์ค่ายกลของสวรรค์ ย่อมเชื่อมั่นใน 'ข้อมูล' และ 'ตรรกะ' ของตนเองเหนือสิ่งอื่นใดขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียหันมาอธิบาย "หากเขาตามรอยบุ๋มของมิติมา เขาก็ย่อมเชื่อว่ารอยบุ๋มนั้นคือพวกเรา... เช่นนั้น ข้าก็จะมอบรอยบุ๋มที่เขาต้องการให้!"


อาเจียหันไปสั่งการอย่างเฉียบขาด "อี้หราน! มู่หลาง! พวกเจ้าจงลงไปที่สายพานการผลิต ตัดรากไม้ศิลาที่ป้อนแร่โลหะดาวตกออกเสีย! เปลี่ยนทิศทางสายพาน ให้นำเอา 'หุ่นกลศิลา' ทั้งหนึ่งร้อยตัวที่เราเพิ่งสร้างเสร็จ ลำเลียงกลับลงไปในเตาหลอม!"


"หา?! เจ้าจะเอาหุ่นที่เพิ่งสร้างเสร็จกลับไปหลอมทิ้งทำไม!" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้างด้วยความเสียดาย


"ข้าไม่ได้จะหลอมพวกมันทิ้ง ข้าจะให้พวกมันเป็น 'หมาก' ของข้า" อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ หมึกปราณสีเทาเงินยวงลอยวนอยู่รอบตัว "ชิงเสวี่ย! ปิงอวิ๋น! พวกเจ้าจงใช้เถาวัลย์และมิติ ถักทอเป็นก้อนมวลธาตุจำลอง ห่อหุ้มหุ่นกลศิลาทั้งร้อยตัวนั้นให้รวมกันเป็นก้อนเดียว มันจะมีความหนาแน่นและน้ำหนักใกล้เคียงกับเตาหลอมดาราขนาดย่อมๆ!"


"ท่านจะสร้าง 'เป้าลวง' ที่มีน้ำหนักเท่ากับพวกเรางั้นหรือ?" เย่ปิงอวิ๋นเข้าใจในทันที


"ถูกต้อง แต่เป้าลวงที่ยืนนิ่งย่อมหลอกปรมาจารย์ไม่ได้" อาเจียยิ้มกริ่ม "หลิงเอ๋อร์! เมื่อก้อนมวลธาตุเป้าลวงถูกสร้างเสร็จ เจ้าจงใช้เนตรดารา คำนวณเส้นทางมิติที่สลับซับซ้อนที่สุด พุ่งตรงไปยัง 'แก่นสุสานบรรพกาล' ที่เจ้าบอกว่ามีศิลาจิตซ่อนอยู่ ข้าจะสลักค่ายกลผลักดัน ให้เป้าลวงนี้พุ่งทะยานออกไปตามเส้นทางนั้น มันจะสร้างรอยคลื่นมิติที่ใหญ่และชัดเจนยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก!"


"แล้วเกาะลอยฟ้าของพวกเราล่ะ? หากมันยังมีน้ำหนัก ศัตรูก็ยังแยกออกอยู่ดี!" ฉินมู่หลางแย้ง


"เกาะของพวกเรา... จะหยุดการเคลื่อนที่ และกลายเป็น 'ความว่างเปล่า'" อาเจียยกแขนขวาที่สลักอักขระปฐมกาลขึ้นมา "ข้าจะใช้รากฐานปฐมกาลนี้ ดึงเอาเจตจำนงของเตาหลอมดาราและแก่นภพปฐมกาล 'ยุบตัว' เข้าสู่สภาวะจำศีลอย่างสมบูรณ์ ปิดกั้นแรงโน้มถ่วงทั้งหมด ป้อมปราการหมื่นอักขระจะกลายเป็นเพียงเศษฝุ่นที่ไร้น้ำหนักในโครงข่ายมิติ ลอยเคว้งไปตามกระแสธรรมชาติ... ปรมาจารย์ค่ายกลผู้นั้นจะมองเห็นเพียงรอยคลื่นของเป้าลวงที่พุ่งตัวออกไป และจะตามมันไปอย่างไม่ลดละ"


"แผนการซ้อนซ่อนกล หลอกลวงแม้กระทั่งกฎทางฟิสิกส์..." เฟิงอี้หรานกลืนน้ำลาย "เจ้ามันปีศาจร้ายชัดๆ อาเจีย"


"เพื่อความอยู่รอดของมรรคาที่แท้จริง การเล่นละครตบตาคนตาทิพย์ ก็เป็นเรื่องจำเป็นสหาย" อาเจียตีหน้าเศร้าอย่างแนบเนียน ก่อนจะหันไปตวาดสั่งการ "รีบลงมือ! เรามีเวลาไม่มากก่อนที่ปรมาจารย์ผู้นั้นจะตามมาทัน!"


การจัดเตรียมเป้าลวงขนาดยักษ์ถูกกระทำด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ หุ่นกลศิลาร้อยตัวถูกบีบอัดรวมกัน อาเจียสลักอักขระแรงผลักดันและแรงโน้มถ่วงเทียมลงไป เมื่อทุกอย่างพร้อม เป้าลวงมวลธาตุมหาศาลก็ถูกดีดตัวออกไปทางทิศของแก่นสุสานอย่างรุนแรง ทิ้งร่องรอยการบุ๋มของมิติไว้อย่างชัดเจนประดุจรอยล้อรถม้าบนโคลนเลน!


ในวินาทีเดียวกันนั้น อาเจียก็ทรุดตัวลงคุกเข่าบนลานประธาน เขากระแทกฝ่ามือขวาที่อัดแน่นด้วยหมึกปฐมกาลลงบนพื้นดิน!


"บัญชาอักขระ: มิติเร้นสูญตา หยุดยั้งแรงโน้มถ่วง 符令: 零隐维, 逆重力 (ฝูลิ่ง: หลิงหยิ่นเหวย, นี่จ้งลี่)!"


มวลธาตุปฐมกาลในแขนขวาของเขาแผ่ซ่านลงไปเชื่อมต่อกับแก่นภพของเกาะและเตาหลอมดารา อาเจียฝืนทนความเจ็บปวดที่เส้นเลือดใหม่แทบจะปริแตก บีบบังคับให้โครงสร้างทั้งหมด 'ยุติการแผ่แรงดึงดูด'


วูบบบบ...


ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์ พลันหยุดนิ่งการขับเคลื่อน ฟันเฟืองของเตาหลอมดาราหยุดหมุน ความร้อนถูกเก็บกักไว้ภายในอย่างมิดชิด น้ำหนักมหาศาลของมันถูกวิถีสูญตาห่อหุ้มและลบล้างออกจากตรรกะของมิติโดยรอบ เกาะลอยฟ้าทั้งเกาะกลายเป็นเพียงเศษหินลอยน้ำที่ล่องลอยไปตามกระแสลมมิติอย่างเชื่องช้า ไร้ร่องรอย ไร้น้ำหนัก ไร้ตัวตน


เพียงไม่กี่ก้านธูปหลังจากที่เกาะลอยฟ้าเข้าสู่สภาวะจำศีล...


ร่างของปรมาจารย์ค่ายกล จูเก่อหมิง ก็ปรากฏขึ้นในอากาศธาตุห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาชะงักฝีเท้า เข็มทิศสลายสัจธรรมในมือหมุนติ้วก่อนจะหยุดนิ่งชี้ไปยังเส้นทางที่ 'เป้าลวง' พุ่งออกไป


จูเก่อหมิงกวาดสายตามองความว่างเปล่ารอบๆ เกาะลอยฟ้าที่อาเจียซ่อนตัวอยู่นั้น ลอยผ่านหน้าปรมาจารย์ค่ายกลไปในระยะเพียงไม่ถึงห้าลี้ ทว่าในสัมผัสตรรกะของจูเก่อหมิง บริเวณนั้นเป็นเพียง 'พื้นที่ไร้น้ำหนัก' ที่ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ


"รอยคลื่นมิติรุนแรงขึ้น และพุ่งตรงไปยังแก่นสุสานบรรพกาล..." จูเก่อหมิงพึมพำ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น "พวกมดปลวกคงรู้ตัวว่าถูกตามล่า จึงเร่งความเร็วหมายจะหนีไปซ่อนตัวในสถานที่ที่อันตรายที่สุดสินะ... น่าขันนัก พวกเจ้าคิดว่าความเร็วและการหลบซ่อน จะพ้นสายตาของกระดานหมากข้าได้อย่างนั้นหรือ?"


ปรมาจารย์ค่ายกลแห่งวิหารเทพอนันตกาล สะบัดแขนเสื้อ ทะยานร่างไล่ตาม 'เป้าลวง' ของอาเจียไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ปล่อยให้มังกรที่แท้จริงเร้นกายอยู่ในความว่างเปล่าเบื้องหลังอย่างสมบูรณ์แบบ


เมื่อร่างของจูเก่อหมิงลับสายตาไปไกลแล้ว อาเจียที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเกาะก็กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ ทว่าใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความสะใจอย่างถึงที่สุด


"ไปดีเถิด ปรมาจารย์ผู้สูงส่ง..." อาเจียเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาทอประกายแห่งการบัญชา "จงตามรอยเป้าลวงนั้นไปให้ถึงแก่นสุสาน... และเปิดทางฝ่าดงกับดักโบราณแทนพวกเราเสีย! เมื่อท่านกรุยทางจนเหนื่อยล้า พวกเราผู้ไร้นาม... จะตามไปเก็บเกี่ยวศิลาจิตบรรพกาลด้วยรอยยิ้มเอง!"


การต่อสู้ด้วยสติปัญญาและการลวงตาทางตรรกะ อาเจียสามารถยืมมือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด ให้กลายเป็นสุนัขนำทางชั้นเลิศได้อย่างแนบเนียน! มหากาพย์แห่งการพลิกชะตากรรมก้าวล่วงเข้าสู่สมรภูมิของการใช้แผนซ้อนแผน ที่แม้แต่สวรรค์ก็ยังต้องกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานของผู้ถือพู่กัน!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

กลืนสวรรค์ทำลายปฐพี

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.42M 516
จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี
3.06M 3586
เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
3.45M 659
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

นิยาย แฟนตาซี
4.85M 1262
กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
1.18M 1115
พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
295K 786
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

นิยาย แฟนตาซี
64K 246
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258