ตอนที่ 5 สัญลักษณ์ต้องห้าม
แสงสีทองสว่างจ้าจนแสบตาค่อยๆ จางลง ความรู้สึกวูบโหวงเหมือนตกจากที่สูงหายไป แทนที่ด้วยััของพื้นหินอ่อนที่เย็นเยียบและราบเรียบ ธีรภพค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาััได้ไม่ใช่ภาพที่เห็น แต่เป็ “มวลอากาศ” มันหนาแน่นด้วยพลังงานที่บริสุทธิ์จนเขารู้สึกเหมือนกำลังหายใจเอาความสดชื่นเข้าไปในปอดทุกครั้งที่สูดลมหายใจ
“ยินดีต้อนรับสู่ นครจอมเวทย์ลอยฟ้า ‘อัมพรพิมาน’ ค่ะ” เสียงของลลินทิพย์ดังขึ้นข้างๆ
ธีรภพเงยหน้าขึ้นมอง และภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาถึงกับชะงัก เมืองทั้งเมืองตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่ถูกตัดยอดจนราบเรียบล้อมรอบด้วยเมฆหมอก อาคารต่างๆ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ที่ดูวิจิตรบรรจง หลังคาสีทองแดงสะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกาย มีหอคอยสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง รอบๆ เมืองมีเกาะขนาดเล็กลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ เชื่อมต่อกันด้วยสะพานแสงที่ทอดยาวอย่างน่าอัศจรรย์
“ที่นี่คือที่ตั้งของ สมาคมจอมเวทย์ และ สำนักฝึกอาคมกลาง ค่ะ” ลลินทิพย์อธิบายพลางเดินนำเขาไปตามทางเดินหิน “คนธรรมดาจะเห็นที่นี่เป็เพียงยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาตลอดปี แต่สำหรับเรา ที่นี่คือปราการด่านสุดท้ายของแสงสว่าง”
ตลอดสองข้างทางที่เดินไป ธีรภพสังเกตเห็นผู้คนในชุดเครื่องแบบที่ต่างกันไป บางคนใส่ชุดสีขาวขลิบทองดูสะอาดตา (สำนักอาคมขาว) บางคนใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบเงิน (นักล่าิญญาสายสมาคม) ทุกคนต่างมีอาวุธหรือของวิเศษติดตัว ไม่ว่าจะเป็ประคำไม้ ไม้เท้า หรือแม้แต่ดาบอาคม
และที่สำคัญที่สุด สายตาทุกคู่ที่มองมายังธีรภพนั้น เต็มไปด้วยความสงสัยและเคลือบแคลง
“นั่นใครน่ะ ทำไมถึงเดินมากับศิษย์เอกของตระกูลจันทราเวท” เสียงกระซิบดังขึ้นจากกลุ่มวัยรุ่นในชุดสีขาว
“ดูท่าทางเหมือนคนบ้านนอกเลย พลังิญญาก็ดูเบาบางจนแทบััไม่ได้ หรือจะเป็คนใช้คนใหม่” อีกคนหัวเราะเยาะ
ธีรภพไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแต่รักษาใบหน้าเรียบเฉยตามบุคลิกสุขุมของเขา แต่ในใจเขากลับััได้ว่า พลังิญญาที่คนพวกนั้นบอกว่า “เบาบาง” แท้จริงแล้วมันถูก ตราผนึกิญญาโลหิต บีบอัดจนนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำก่อนเกิดพายุต่างหาก
“อย่าไปสนใจเลยค่ะ” ลลินทิพย์กระซิบ “ในโลกนี้ คนส่วนใหญ่มักตัดสินผู้อื่นจากสิ่งที่เห็นภายนอก”
ทั้งคู่เดินมาถึงหน้าประตูั์ที่แกะสลักเป็รูปพญานาคสองตนเกี่ยวกระหวัดกัน นี่คือ ‘หอวัดระดับอาคม’ สถานที่ที่ศิษย์ใหม่ทุกคนต้องผ่านการทดสอบเพื่อจัดลำดับชั้น
ภายในหอกว้างขวางและโอ่อ่า มีศิลาจารึกขนาดมหึมาตั้งอยู่ตรงกลาง เรียกว่า ‘ศิลาเบญจธาตุ’ ที่ใช้สำหรับวัดระดับพลังอาคมและประเภทของพลัง
“อาจารย์ปราชญ์คะ หนูพาศิษย์ใหม่มาลงทะเบียนค่ะ” ลลินทิพย์กล่าวอย่างนอบน้อมต่อชายชราที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวยาว ชายชราเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึก ดวงตาฝ้าฟางของเขาหรี่มองธีรภพอยู่ครู่หนึ่ง
“ศราวิญญ์งั้นเรอะ” ชายชราพึมพำ “นามสกุลนี้หายไปจากทำเนียบนานมากแล้วนะ เอาเถอะ เ้าหนุ่ม วางมือลงบนศิลานั่น แล้วส่งพลังอาคมเข้าไปให้มากที่สุด”
ธีรภพก้าวเข้าไปหน้าแผ่นศิลา รอบๆ ตัวเริ่มมีคนมามุงดูมากขึ้น รวมถึงกลุ่มศิษย์ที่ดูถูกเขาเมื่อครู่
“มาดูซิว่า ‘ผู้สืบทอดศราวิญญ์’ จะมีน้ำยาแค่ไหน” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดขาวขลิบทองเดินเข้ามา เขาคือ ภาสกร ลูกหลานตระกูลใหญ่ในสำนักอาคมขาว
ธีรภพไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา เขาค่อยๆ ยื่นมือขวาออกไป ทันทีที่ฝ่ามือัักับพื้นผิวที่เย็นเยียบของศิลา พลังในตัวเขาก็เริ่มปั่นป่วน
วูบบบบ...
ศิลาเริ่มเปล่งแสงสีเทาหม่นๆ ซึ่งหมายถึงระดับ ‘ผู้ฝึกคาถา’ (ระดับ 1)
“ฮ่าๆๆ! แค่ระดับ 1 เองเหรอเนี่ย นี่มันระดับพื้นฐานที่สุดของที่สุดเลยนะ” ภาสกระเิหัวเราะออกมา “ลลินทิพย์ เธอไปเอาคนใช้ที่ไหนมาเข้าร่วมสำนักกันแน่”
ลลินทิพย์ขมวดคิ้ว “รอดูก่อนเถอะภาสกร ธีรภพเขายังไม่ได้...”
ยังไม่ทันขาดคำ ธีรภพตัดสินใจคลายการกดข่มของตราประทับออกเพียงเล็กน้อย เขาปล่อยให้ไอความร้อนจาก ตำราอาคมเื ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ศิลา
เปรี้ยง!
แสงสีเทาเปลี่ยนเป็สีเขียว (ระดับ 2 หมออาคม) จากนั้นพุ่งทะยานเป็สีน้ำเงิน (ระดับ 3 จอมอาคม) อย่างรวดเร็ว แสงสว่างจ้าจนผู้ที่มุงดูต้องยกมือขึ้นบังตา
“อะไรกัน พลังมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวะโได้ยังไง” ชายชราผู้คุมหอวัดระดับลุกขึ้นยืนด้วยความใ
แต่ความใยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เมื่อแสงสีน้ำเงินเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มข้นดุจโลหิต และที่น่าสยองขวัญยิ่งกว่าคือ บนพื้นผิวของศิลาจารึกศักดิ์สิทธิ์ เริ่มปรากฏรอยร้าวและอักขระสีดำที่ดูมืดมนและทรงพลัง
“หยุด หยุดเดี๋ยวนี้” ชายชราะโ แต่ไม่ทันเสียแล้ว
เพล้ง!
ศิลาเบญจธาตุส่วนบนแตกออกเป็เสี่ยงๆ และท่ามกลางฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย แสงสีแดงจากมือของธีรภพได้ฉายภาพสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ขึ้นบนอากาศเหนือหัวของเขา มันคือรูปวงกลมที่มีดาบไขว้และหยดเืที่ถูกล้อมรอบด้วยอักขระแปดทิศ
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสนิท แม้แต่ลมหายใจยังดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“นั่นมัน สัญลักษณ์ตราอาคมโลหิต” เสียงของชายชราสั่นเครือ “สัญลักษณ์ต้องห้ามของเหล่านักรบคลั่งในตำนาน ผู้ที่นำความพินาศมาสู่ทั้งสองภพ!”
ภาสกรหน้าถอยหลังล้มลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือด “อาคมนอกรีต หมอนี่มันเป็พวกคุณไสยดำแฝงตัวมา”
“ไม่ใช่” ลลินทิพย์ก้าวออกมายืนข้างธีรภพ “นี่คืออาคมโบราณที่สาบสูญไปต่างหาก ธีรภพไม่ใช่คนเลวร้าย”
แต่เสียงของเธอถูกกลบด้วยเสียงฮือฮาและความหวาดกลัวของศิษย์คนอื่นๆ ธีรภพมองมือตัวเองที่ตราประทับยังคงเรืองแสงจางๆ เขาััได้ถึงสายตาที่เปลี่ยนไปจาก ‘การดูถูก’ กลายเป็ ‘ความหวาดระแวง’ และ ‘ความเกลียดชัง’
“ในฐานะผู้ดูแลหอวัดระดับ” ชายชรากล่าวด้วยเสียงที่พยายามให้มั่นคง “ข้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ที่ถือครองสัญลักษณ์ต้องห้ามลอยนวลอยู่ในสำนักโดยไม่มีการควบคุมได้ ธีรภพ ศราวิญญ์ เ้าจะต้องถูกกักบริเวณเพื่อรอการตรวจสอบจากสภาอาคม”
ในจังหวะนั้นเอง ทหารยามในชุดเกราะอาคมสี่คนพุ่งเข้ามาล้อมธีรภพไว้ ดาบในมือของพวกเขาส่องแสงสีขาวนวลเตรียมพร้อมโจมตี
ธีรภพมองไปที่ลลินทิพย์ เธอมีสีหน้าปวดร้าวและพยายามจะคัดค้าน แต่เขาทำเพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ เขาไม่้าให้เธอเดือดร้อนไปมากกว่านี้
“ผมจะไปกับพวกคุณ” ธีรภพกล่าวเสียงเรียบ “แต่ผมขอยืนยัน พลังนี้จะเป็ภัยต่อผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น”
เขายอมให้ทหารยามใส่กุญแจมืออาคม ซึ่งทำจากเหล็กไหลที่ลงอักขระสยบพลังิญญา ทันทีที่กุญแจมือสวมเข้าที่ข้อมือ ธีรภพรู้สึกเหมือนพลังในกายถูกตัดขาด เขารู้สึกอ่อนแรงลงทันที แต่ดวงตาของเขายังคงจดจ้องไปยังศิลาที่แตกกระจาย
เขาเพิ่งจะรู้ในตอนนั้นเองว่า “สัญลักษณ์” บนมือของเขา ไม่ใช่แค่เครื่องหมายของพลัง แต่มันคือ “ตราบาป” ที่โลกจอมเวทย์หวาดกลัวที่สุด
ธีรภพถูกนำตัวลงมายังคุกใต้ดินที่อยู่ลึกที่สุดของสำนัก ที่นี่อากาศอับชื้นและมืดมิด มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ผนังทางเดิน ผนังห้องขังทำจากหินอาคมที่หนาแน่นจนแม้แต่อากาศยังแทบลอดผ่านไม่ได้
เขานั่งลงบนเตียงไม้แคบๆ หลับตาลงเพื่อสงบจิตใจ แต่ทว่าในความเงียบสงัดนั้นเอง เขาเริ่มได้ยินเสียง
“เ้าเห็นหรือยัง... พวกมันหวาดกลัวเ้า... พวกมันมองเ้าเป็ปีศาจ...”
เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ เหมือนดังมาจากที่ไกลๆ แต่ก็ชัดเจนเหมือนกระซิบข้างหู
“แกเป็ใคร” ธีรภพถามในใจ
“ข้าคือผู้ที่ถูกลืม ข้าคือพลังที่เ้า จงเปิดตำราหน้าต่อไปสิ ธีรภพ แล้วเ้าจะรู้ว่าคุกแห่งนี้ไม่อาจกักขังราชันที่แท้จริงได้”
ธีรภพขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ทำตามเสียงนั้น แต่เขากลับรู้สึกได้ว่า พลังของตราประทับที่มือขวากำลังตอบสนองต่อเสียงกระซิบ มันเริ่มกัดกินพลังของกุญแจมืออาคมอย่างช้าๆ
ในเงามืดของห้องขังฝั่งตรงข้าม มีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่เขา ดวงตาคู่นั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่มันคือความกระหายใคร่รู้
“เด็กใหม่เอ๋ย” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากห้องขังฝั่งตรงข้าม “เ้าไม่ได้มาที่นี่เพราะความซวยหรอก แต่มีใครบางคนในสภาอาคม ‘จงใจ’ ให้เ้าต้องลงมาอยู่ที่นี่ต่างหาก”
ธีรภพลืมตาขึ้นมองฝ่าความมืด “คุณหมายความว่ายังไง”
“ที่นี่ไม่ใช่แค่คุก... แต่มันคือ ‘รัง’ ของสิ่งที่พวกมันควบคุมไม่ได้” ชายลึกลับคนนั้นค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ซี่กรง เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็ “และสิ่งที่เป็ความลับที่สุดของสำนักนี้ มันกำลังรอคอยเืจากตราประทับของเ้าอยู่”
เสียงระฆังดังเหง่งหง่างจาก้าบอกเวลาเที่ยงคืน แต่มันกลับฟังดูเหมือนเสียงไว้อาลัยสำหรับความสงบสุขที่กำลังจะสิ้นสุดลง
ธีรภพเริ่มตระหนักว่า าที่ลลินทิพย์เคยพูดถึง อาจจะไม่ได้เริ่มจากศัตรูภายนอก แต่มันกำลังจะะเิออกมาจากใจกลางของสำนักอาคมแห่งนี้เอง
จบตอนที่ 5
สนับสนุนค่ากาแฟ หรือโดเนทเป็กำลังใจให้ได้นะครับ
4380169722 : ธนาคารไทยพาณิชย์