เมื่อทุกคนกลับไปพักผ่อนกันแล้ว โม่เฟิงจึงไล่ดูเคล็ดวิชาที่ถูกบันทึกเอาไว้ในบันทึกภูติ ก่อนจะเลือกเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับเหล่าสหายของตนออกมาสี่เคล็ดวิชา ซึ่งหลังจากคัดลอกเสร็จแล้ว ก็มาถึงคราวที่เขาจะต้องเลือกเคล็ดวิชาที่ตนเองจะต้องใช้ฝึกฝนบ้าง ซึ่งในเคล็ดวิชาทั้งหมดที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้น มีเคล็ดวิชาที่น่าสนใจและทรงพลังอยู่มากมาย
แต่กลับมีอยู่เพียงแค่สิบเคล็ดวิชาเท่านั้น ที่เหมาะแก่ผู้ที่มีคุณสมบัติลมปราณไร้ธาตุ และในบรรดาเคล็ดวิชาทั้งสิบนั้น มีอยู่หนึ่งเคล็ดวิชาที่เหมาะแก่ตัวเขามากที่สุด ทว่า...เคล็ดวิชาดังกล่าว เป็เคล็ดวิชาที่บุคคลนิรนามผู้หนึ่งได้ทิ้งเอาไว้ให้ซึ่งมันมีชื่อว่า ‘เพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถี’
โม่เฟิงอ่านเนื้อหาภายในเคล็ดวิชาก่อนจะสรุปออกมาว่า เพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถีนั้น เป็วิชาเปลวเพลิงไร้รูปแบบที่ผู้ฝึกฝนจะต้องทำการดูดกลืนพลังลมปราณธาตุต่าง ๆ แล้วแปรสภาพพวกมันให้กลายเป็พลังลมปราณไร้ธาตุ เพื่อที่จะใช้มันเป็เชื้อเพลิงในการจุดเปลวเพลิงทั้งเก้าชนิดที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้นมา ซึ่งเปลวเพลิงทั้งเก้าชนิดนั้น จะมีคุณสมบัติของเปลวเพลิงที่แตกต่างกันออกไป สามารถเรียกใช้และพลิกแพลงได้อย่างหลากหลาย
นอกจากนั้น...เคล็ดวิชาเพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถียังมีจุดแข็งอีกอย่าง คือถ้าผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ มีทรัพยากรที่เพียงพอ จะสามารถยกระดับพลังของตนขึ้นไปได้แบบไม่มีขีดจำกัด ส่วนจุดอ่อนของเคล็ดวิชานี้ก็คือ ต้องแลกมาด้วยการที่ผู้ฝึกฝนจะต้องใช้ทรัพยากรในการฝึกฝนที่มากกว่าผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาอื่น ๆ อยู่หลายเท่าตัวเลยทีเดียว
โม่เฟิงได้ลองทบทวนและเปรียบเทียบเคล็ดวิชาเพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถีกับเคล็ดวิชาอื่น ๆ ดู แต่สุดท้าย..เขาก็ตัดสินใจที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชานี้
สาเหตุที่ทำเขาตัดสินใจที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ เป็เพราะเขามีบันทึกภูติอนันตกาลแม้จะเป็วัตถุดิบที่ไร้ค่าแค่ไหน แต่เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถรังสรรค์พวกมันให้กลายโอสถวิเศษ หรือของล้ำค่าได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นทรัพยากรในการฝึกฝนจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับตัวเขา และนี่ก็จึงอาจจะเป็เหตุผลเดียวที่ชายนิรนามผู้นั้นได้ทิ้งเคล็ดวิชานี้เอาไว้ให้กับตน
โม่เฟิงนั่งลง ด้านหน้ามีของเหลวสีแดงที่ไหลออกมาจากถังน้ำ ยกมันขึ้นมาดื่มเข้าไปหลายอึก
อึก! อึก! อึก! อึก!
่เวลาที่ของเหลวไหลผ่านลำคอ พลังลมปราณธาตุดินที่อัดแน่นอยู่ในของเหลวได้กระจายไปทั่วร่าง โม่เฟิงจึงใช้ตันเถียนของตนเองดูดกลืนเข้ามา พร้อมกับแปรสภาพพวกมัน ให้กลายเป็พลังลมปราณไร้ธาตุ ตามแนวทางที่เขียนไว้ในเคล็ดวิชาเพลิงไร้ลักษณ์เก้าวิถี
หลังจากที่จุดตันเถียนได้ดูดซับพลังลมปราณธาตุดินเข้าไป เปลวเพลิงสีขาวก็ถูกจุดขึ้น บัดนี้เขาได้เข้าสู่โลกแห่งการฝึกฝนไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่หนึ่งแล้ว!
อึก! อึก! อึก!!!!!
ยิ่งโม่เฟิงดื่มของเหลวเข้าไปมากเท่าไหร่ เปลวเพลิงสีขาวที่อยู่ในตันเถียนของเขาก็ยิ่งลุกโชนมากขึ้น
ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สอง!
ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สาม!
ของเหลวสีแดงถูกโม่เฟิงดื่มเข้าไปเป็จำนวนมาก แต่หลังจากทะลวงมาถึงขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สาม เขารู้สึกได้ทันทีว่าประสิทธิภาพของของเหลวนั้นเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เขายังตัดสินใจที่จะดื่มมันเข้าไปอีก
ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สี่!
ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่ห้า!
เมื่อทะลวงมาถึงขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่ห้า โม่เฟิงจึงหยุดดื่มของเหลวดังกล่าวในทันที เพราะของเหลวดังกล่าวเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งแล้ว เขายังต้องเก็บไว้ให้ทุกคนใช้ยกระดับพลังของตนในวันพรุ่งนี้ ไม่อาจใช้เพียงผู้เดียวจนหมดได้
แต่ถึงระดับพลังจะเพิ่มขึ้นมาถึงห้าระดับ โม่เฟิงก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะจำนวนของเหลวที่ดื่มไปนั้น หากเป็ผู้ฝึกยุทธคนอื่น ด้วยปริมาณของเหลวนาดนี้ โม่เฟิงมั่นใจว่า พวกเขาอาจจะทะลวงไปจนถึงขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เจ็ด หรือไม่ก็ระดับที่แปดได้เลยทีเดียว
หลังจากที่โม่เฟิงได้ทำการดูดกลืนของเหลวจนเสร็จเรียบร้อย เสียงของโม่กุ่ยก็ดังขึ้น
“ไม่คิดเลย...ว่าเ้าจะเลือกฝึกเคล็ดวิชานี้เหมือนกับ...”
เสียงของโม่กุ่ยถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอ น้ำเสียงที่พูดเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทำให้โม่เฟิงรู้สึกสงสัยเป็อย่างยิ่ง จนต้องถึงกับรีบเอ่ยปากถาม
“ข้าเหมือนกับผู้ใดอย่างนั้นหรือ...ทำไมท่านไม่พูดให้จบ?”
โม่กุ่ยถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “เฮ้อ...ถ้าเ้าสามารถบรรลุเข้าสู่ขอบเขียนเซียน์ได้ก่อนที่อายุไขของเ้าจะหมดลง ไว้ตอนนั้นข้าจะเล่าเื่ราวทุกอย่างให้เ้าฟัง”
หลังกล่าวจบ ทั้งสองต่างตกอยู่ในความเงียบ แม้โม่กุ่ยจะไม่ได้กล่าวอะไรมากไปกว่านั้น แต่ตอนนี้โม่เฟิงก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ‘ขอบเขตเซียน์’
แต่ก่อนจะไปให้ถึงจุดนั้น ตอนนี้ข้าต้องลองทดสอบความสามารถของบันทึกอสูรดูซักหน่อย แต่การที่จะทดสอบมันได้ ข้าต้องสังหารสัตว์อสูรให้ได้ซักตัวเสียก่อน
โม่เฟิงเดินเข้าไปในป่า เขามองหาสัตว์อสูรที่ตนเองพอจะสู้ไหว กระทั่งไปเจอเข้ากับกระต่ายหางดาบ พลังของมันอยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สี่ น้อยกว่าตัวเขาอยู่เล็กน้อย เขาแอบซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ ๆ รอจังหวะที่กระต่ายหางดาบหันหลัง ะโเข้าไปเหยียบหางของมัน ก่อนจะใช้ฝ่ามือทั้งสองข้าง หักคอเ้ากระต่ายห่างดาบที่พยายามจะขัดขืนจนสิ้นลมหายใจ
แต่ในระหว่างที่โม่เฟิงกำลังหิ้วร่างที่ไร้ิญญาของกระต่างหางดาบกลับมานั้น พลันได้ยินเสียงโม่กุ่ยะโออกมา
“หมอบ!”
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่โม่เฟิงก็รีบหมอบตัวลงในทันที ซึ่งขณะที่เขาได้หมอบลงไปนั้น เขารู้สึกเหมือนมีวัตถุอะไรสักอย่าง พุ่งเฉียดศีรษะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อหันไปมองทางด้านหลัง เขาก็พบเข้ากับเสือโคร่งเนตรอัคคีสัตว์อสูตรพลังอยู่ที่ระดับสิบ
โม่เฟิงรีบะโลอยตัวถอยออกมา ก่อนจะยืนประจันหน้ากับเ้าเสือโคร่งเนตรอัคคีด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด เนื่องจากระดับพลังของเขาในตอนนี้ ไม่สามารถจัดการกับมันได้ ส่วนการหลบหนีย่อมไม่ต้องพูดถึง ความเร็วของของมันย่อมเหนือกว่าตัวเขาที่มีระดับพลังด้อยกว่า
เสือโคร่งเนตรอัคคีเดินวนไปรอบ ๆ สายตาจ้องโม่เฟิงราวกับของเล่น แต่ถ้าหากสบโอกาสเมื่อไหร่ มันก็พร้อมที่จะบุกเข้ามาขย้ำคอโม่เฟิงได้ตลอดเวลา
โม่เฟิงเร่งคิดหาวิธีการ ซึ่งการถอดแว่นตาออกเพื่อให้โม่กุ่ยเข้าควบคุมร่าง จะเป็วิธีการสุดท้ายที่เขาจะเลือกใช้ เพราะถึงแม้จะกำจัดเสือโคร่งเนตรอัคคีไปได้ แต่หากตัวเขาจะต้องนอนสิ้นสติอยู่ที่ป่าแห่งนี้ ดูแล้วมีความเป็ไปได้น้อยมาก ที่เขาจะมีชีวิตรอดจากเงื้อมมือของสัตว์อสูรตนอื่น
หลังใช้เวลาขบคิดอย่างรวดเร็ว โม่เฟิงจึงตัดสินใจ โยนศพของกระต่ายหางดาบเข้าใส่เสือโคร่งเนตรอัคคีก่อนจะวิ่งหนีอย่างสุดกำลัง
เสือโคร่งเนตรอัคคีไม่ได้สนใจกระต่ายหางดาบที่ตายไปแล้ว มันวิ่งตามโม่เฟิงพร้อมกับเว้นระยะห่างเอาไว้ ทำเหมือนกับว่ากำลังเล่นสนุกอยู่กับเหยื่อที่ไม่มีทางหนีรอด
โม่เฟิงวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต มีหลายครั้งที่เสือโคร่งเนตรอัคคีทำท่าตะปบเข้าใส่จวนจะถูกตัวเขา แต่เป็โม่กุ่ยที่ะโบอกให้หลบ ทำให้เขารอดตายไปได้หลายครั้ง แต่กระนั้นร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยรอยข่วนจากกรงเล็บ
โม่เฟิงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตจนมาถึงหลุมที่ขุดไว้ เป็จังหวะเดียวกับที่เสือโคร่งเนตรอัคคีกระโจนเข้าใส่ โม่เฟิงจึงะโข้ามไปอีกฝากหนึ่งของหลุม พร้อมกับยกฝาไม้ที่ปิดปากหลุมขึ้นมาตั้งกำบังไว้
เสือโคร่งเนตรอัคคีกระโจนเข้ามา ร่างกระแทกเข้ากับฝาหลุมที่โม่เฟิงยกขึ้นมา ทำให้เสือโคร่งเนตรอัคคีตกลงไปในหลุม
โม่เฟิงใช้จังหวัดที่มันตกลงไปในหลุม ใช้เรี่ยวแรงและพลังลมปราณทั้งหมดที่มีอยู่ ง้างจอบที่ใช้ขุดหลุมสับไปที่ส่วนหัวของมันแบบไม่หยุดยั้ง เพราะหากมันะโขึ้นมาได้ คงเป็ตัวเขาเองที่จะเป็ฝ่ายถูกขย้ำจนหาชีวิตไม่
เสื้อโคร่งเนตรอัคคีพยายามจะะโขึ้นมา แต่ก็ไม่พ้นถูกจอบของโม่เฟิงสับจนตกลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ฉึก ฉึก ฉึก!!!
โฮ๊กกกกก!
มันร้องคำรามด้วยความเ็ป เืแดงฉานไหลอาบชโลมไปทั่วตัว แต่ถึงกระนั้นโม่เฟิงก็หาได้หยุดรั้งมือยังคงใช้จอบกระหน่ำเข้าใสเ้าเสือโคร่งต่อไป จนกระทั่งเห็นมันนอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนตัวอีก
“เฮ้ออ!”
โม่เฟิงทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นเขาเหยียดแขนไปทางด้านหลังอย่างเหน็ดเหนื่อยและหมดแรง มองดูเสือโคร่งเนตรอัคคีอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแหงนมองท้องฟ้าในยามราตรี เห็นดวงดาวส่องแสงริบหรี่ระยิบระยับ ก่อนจะรำพึงออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
“ข้ามีเื่ที่ต้องทำอีกมาก ยังไม่อาจตายอยู่ที่นี่ได้!”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บัตรทรูพอไหม ไม่พอเดี๋ยวเติมเข้าไปอีก จะได้โหดไวๆ (นักอ่านที่รอให้พี่โม่เก่ง ทนอีกหน่อยนะครับ ใกล้แล้ว ^-^”
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ