
....แสงเช้าอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบาที่ล่องลอยเหนือพื้นดินของสำนักอวิ๋นหลิน กลิ่นสมุนไพรหอมอ่อน ๆ ผสมกลิ่นดินและใบไม้ที่เพิ่งเปียกชื้นจากหยาดน้ำค้าง บรรยากาศทั้งบริเวณคึกคักและสงบเงียบไปพร้อมกัน
หอปรุงยาเซียนตั้งอยู่กลางสำนักราวกับเป็หัวใจศักดิ์สิทธิ์ อาคารโบราณสูงใหญ่สร้างจากหินล้ำค่าที่เปล่งประกายสีน้ำเงินอมเขียว ผนังแกะสลักลวดลายยันต์โบราณและพฤกษาเทพเซียนที่สลักด้วยมืออย่างประณีตทุกฝีเข็ม
ประตูคริสตัลแกะสลักรูปพรรณ “ัแห่งสายน้ำยา” ตั้งตระหง่านเปิดรับศิษย์ชั้นสูงเข้าสู่โลกแห่งยาและพลังปราณ
หานเหวินก้าวเข้าสู่หอพร้อมกับเจี้ยงหยวน ซึ่งวันนี้แต่งตัวต่างจากเคยอย่างชัดเจน เสื้อคลุมเงินเงางามผสมกับผ้าพันคอม่วงสดใส และผมถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อย เจี้ยงหยวนเหมือนแปลงร่างจากศิษย์กวนตีนสู่เทพเ้าปรุงยา
หานเหวินหยุดเดินหันมายิ้มแหย่ “ศิษย์พี่ ดูท่านสิ วันนี้เหมือนศิษย์เซียนจริง ๆ เลย แต่งตัวแบบนี้ไม่กลัวคนมองว่าจะหลงตัวเองรึไง?”
เจี้ยงหยวนตอบด้วยเสียงยียวน “หลงตัวเอง? ข้าหรือจะทำอย่างนั้น นี่แค่ ‘เสื้อผ้าที่บ่งบอกว่าข้าคือคนสำคัญ’ เท่านั้นเอง”
“หึ! บ่งบอกว่ากวนเหมือนเดิมแหละ” หานเหวินหัวเราะพร้อมตบไหล่
เจี้ยงหยวนส่ายหัวแล้วยิ้ม “เอาเถอะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ข้าจะปล่อยของให้สุดวันนี้!”
ทั้งคู่เดินผ่านประตูคริสตัลเข้าสู่โถงกว้างขวาง ภายในเต็มไปด้วยโต๊ะปรุงยาและแผงสมุนไพรที่จัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ กลิ่นหอมผสมระหว่างอวลและเข้มข้นตามสมุนไพรชนิดต่าง ๆ
เพดานสูงโปร่งราวกับััได้ถึงท้องฟ้ากว้างใหญ่เหนือสำนัก แสงแดดผ่านกระจกแก้วสะท้อนแสงระยิบระยับตัดกับเงาลวดลายบนพื้น
เสียงคุยกันเบา ๆ ของศิษย์ชั้นสูงและเสียงเคาะขวดสมุนไพรผสมผสานกันเป็ดนตรีแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์
....อาจารย์หยางเดินเข้ามาในโถง ยามนี้ท่านในชุดผ้าหยกสีดำมีลวดลายฟ้าคราม คิ้วขมวดเล็กน้อยแต่แฝงไว้ด้วยความเมตตา
เสียงทุ้มหนักแน่นของอาจารย์หยางก้องกังวานไปทั่วหอปรุงยา
“ยินดีต้อนรับสู่หอปรุงยาเซียนขั้นสูง ที่ซึ่งพวกเ้าจะได้เรียนรู้มากกว่าการปรุงยา... ที่นี่คือสนามทดสอบิญญาและความมานะของทุกคน ที่จะพิสูจน์ว่าพวกเ้าพร้อมจะก้าวขึ้นเป็เซียนจริงหรือไม่”
เจี้ยงหยวนโค้งคำนับแบบครึ่งศรีษะ แล้วยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
“ด่านใหม่เหรอครับ? ฟังดูเหมือนบททดสอบความอดทนชะมัดเลยนะอาจารย์”
เสียงหัวเราะเบา ๆ จากศิษย์พี่คนอื่น ๆ ดังขึ้น เจี้ยงหยวนยักไหล่เสริม
“แต่ผมว่าความอดทนของผมอาจจะหมดไวกว่าเวลาที่อาจารย์พูดให้ฟังก็ได้นะ”
อาจารย์หยางก้าวเข้าใกล้ มองเจี้ยงหยวนอย่างลึกซึ้ง
“ข้าเห็นความเกรี้ยวกราดในสายตาของเ้า เจี้ยงหยวน... ความอดทนไม่ใช่แค่การทนต่อความยากลำบาก แต่คือการฝึกฝนจิตใจให้มั่นคงเหมือนภูผา ไม่หวั่นไหวต่อพายุแห่งความท้าทาย”
“ถ้าไม่มีความอดทน เ้าอาจจะเหมือนน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ ไร้ทิศทาง... แต่ถ้าฝึกฝนจนจิตใจนิ่งสงบ น้ำนั้นจะกลายเป็สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถเปลี่ยนโลกได้”
เจี้ยงหยวนยิ้มกวน ๆ ตอบกลับ “ถ้างั้น ผมคงต้องรีบฝึกซะหน่อย ไม่งั้นคงได้ตกจากบันไดเสียก่อน”
อาจารย์หยางยิ้มบาง ๆ พร้อมเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าเชื่อว่าเ้ามีศักยภาพมากกว่าที่เ้าคิด แต่จำไว้ว่าความเก่งนั้น ต้องมาคู่กับความอดทนและความรับผิดชอบ มิฉะนั้นจะเป็เหมือนเพชรที่ไม่มีมูลค่า”
อาจารย์หยางแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันหลังเดินจากไป แต่ก็พูดเสียงเบาๆลอยมาว่า “พวกเ้าทั้งคู่ก็อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
ในขณะนั้น ศิษย์พี่หลายคนเดินเข้ามาทักทาย บ้างมาพร้อมสายตาเปรียบเทียบความสามารถ บ้างแฝงความเคารพ
“เจี้ยงหยวน เ้านี่มาแล้ว ข้ารอเ้ามาตั้งหลายปี 55 ไม่แน่ว่าปีนี้เ้าจะโชว์ของอะไร” ศิษย์พี่ผู้สูงวัยหนึ่งกอดคอเจี้ยงหยวนแล้วกล่าว
เจี้ยงหยวนหันมายิ้มพร้อมความกวนประสาท “เอาไว้รอดูตอนหลอมยาสิวะ งานนี้พวกมึงกับกูไม่มีใครยอมใครแน่”
คือจริงๆเจี้ยงหยวนเป็ศิษย์ที่เข้ามาอยู่สำนักนานแล้ว จนเพื่อนๆหลายคนเลื่อนขั้นขึ้นไปแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้ทำไมเจี้ยงหยวนยังอยู่ที่เดิมไม่ยอมทดสอบให้ผ่านเสียที
...หลังจากรับตราศิษย์ขั้นสูงเรียบร้อย หานเหวินกับเจี้ยงหยวนเดินลัดเลาะเข้ามุมมืดของหอปรุงยา หลีกเลี่ยงสายตาศิษย์พี่คนอื่น ๆ
เจี้ยงหยวนหยิบสมุดบันทึกที่แอบฉีกมาจากเฒ่าฉีเตาออกมาและเปิดตำรายาหมึกซีดจาง
“นี่แหละแผนของเรา” เจี้ยงหยวนกระซิบ “ต้องเข้าไปขโมยตำราในห้องสมุดลับให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น ความลับของเซียนน้ำตากับดอกหงเซียนก็คงเป็ตำนานที่ไม่มีใครรู้จริง”
หานเหวินมองด้วยสายตาเฉียบคม “การจะฝ่าด่านห้องสมุดที่ถูกป้องกันด้วยค่ายกลและพลังปราณขั้นสูง มันไม่ง่ายเลยนะศิษย์พี่”
เจี้ยงหยวนพยักหน้า “ใช่ แต่ข้าก็มีแผนที่สอง ถ้าพลาดก็ยังมีทางหนี”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากทางเดิน ศิษย์พี่สาวผมยาวสีดำ เดินเข้ามา “หานเหวิน เจี้ยงหยวน เ้าคิดจะทำอะไรในหอปรุงยานี้หรือ?”
หานเหวินรีบยิ้ม “เรามาเรียนรู้ขั้นสูงครับ”
เจี้ยงหยวนแอบขำ “ใช่ ๆ เรียนรู้จนถึงขั้น ‘เจอทางตัน’”
ศิษย์พี่สาวยิ้มเ้าเล่ห์ “ถ้าอยากผ่านทางตัน ให้ระวัง ‘ความลับ’ ที่ซ่อนอยู่ในตำราเก่า”
เจี้ยงหยวนยักไหล่ “ความลับน่ะ เราเป็เซียนกวนเก๋านะ จะไม่ปล่อยให้ใครเหนือกว่าแน่”
บทสนทนาแผนลับของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางกลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นและเสียงน้ำพุปราณไหลริน
หานเหวินนึกอยู่ในใจด้วยความจริงจัง “ถ้าเราสามารถเข้าไปค้นคว้าตำรายาหมึกซีดจางได้ สำเร็จล่ะก็ จะเปิดทางไปสู่ความลับของท่านเซียนน้ำตาและดอกหงเซียนได้แน่ๆ”
เจี้ยงหยวนยิ้มเ้าเล่ห์ “ใช่ และจะทำให้เราก้าวข้ามศิษย์คนอื่น ๆ แบบไม่เห็นฝุ่น”
ในขณะนั้น ศิษย์พี่ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้
“เจี้ยงหยวน หยุดกวนที” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในหอปรุงยา ไม่ใช่ที่ให้พูดจายียวน”
เจี้ยงหยวนทำหน้าตาเหมือนพวกเด็กเล่น “อ้าว ก็พี่คนนี้เอง พอดีเ้าเห็นข้าแต่งตัวดี ๆ เลยอยากมาดูของจริงสินะ”
ศิษย์พี่คนนั้นถอนหายใจ “ข้าแค่หวังว่าเ้าจะใช้ความสามารถที่แท้จริงให้เกิดประโยชน์”
เจี้ยงหยวนขยิบตา “แน่นอนที่สุด พี่ใหญ่ แต่ถ้าข้ากวนเกินไป... ก็ถือซะว่าข้าเติมสีสันให้ชีวิต”
บรรยากาศในหอปรุงยาเต็มไปด้วยความหวัง ความท้าทาย และความลึกลับที่รอการค้นพบ
แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความมุ่งมั่นของสองหนุ่มยังคงเรืองรองเหมือนแสงทองที่ไม่เคยจาง