หลิวชุนเสี่ยวไม่ได้กลับสำนักอัยการในทันที เขาตรงมาที่ห้องทำงานของนิติเวชที่อยู่ใต้อาคาร และยืนลังเลอยู่ที่หน้าประตูพักหนึ่ง กำลังจะเคาะประตู แต่จ้าวจวิ้นเจี๋ยเปิดประตูออกมาพอดี พอเห็นเป็หลิวชุนเสี่ยวยจึงรีบลากเขาไปที่มุมระเบียงทางเดินทันที จ้าวจวิ้นเจี๋ยมองซ้ายมองขวาแล้วพูดเสียงเบา “นายก็ช่างกล้านักนะ ไม่มีธุระแล้วยังมาที่นี่อีก!”
“ทำไมล่ะ มาไม่ได้เหรอไง” หลิวชุนเสี่ยวงง
และในเวลานี้เองประตูห้องทำงานถูกเปิดออก หวังย่าหนานกับจางถงเดินตามกันออกมาและเลี้ยวไปอีกฝั่งหนึ่งของระเบียง ทั้งสองคนคุยไปเดินไป
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหายไปทางบันได จ้าวจวิ้นเจี๋ยถึงได้ลากหลิวชุนเสี่ยวออกมา
“อะไรของนายน่ะ ทำตัวประหลาดอยู่ได้” หลิวชุนเสี่ยวใช้มือตบจัดเสื้อผ้าอย่างอารมณ์เสีย
“นายหาเื่เข้าให้แล้ว รู้บ้างหรือเปล่าว่า ‘แม่เสือ’ แห่งหน่วยอาชญากรรมพิเศษชอบนายเข้าให้แล้ว เมื่อตะกี้เพิ่งจะถามถึงนายกับคุณหมอจาง!” บางครั้งจ้าวจวิ้นเจี๋ยก็พูดจาไม่ถนอมน้ำใจคนอื่นเหมือนกัน
“ไม่หรอกมั้ง นายหมายถึงหัวหน้าหวัง?”
“หน่วยอาชญากรรมพิเศษนอกจากเ้าหล่อนแล้วยังมีใครเป็แม่เสืออีกเหรอ” จ้าวจวิ้นเจี๋ยถลึงตาใส่
“ความสัมพันธ์ของหัวหน้าหวังกับคุณหมอจางไม่ธรรมดา ฉันมาอยู่ที่นี่ก็หลายวันแล้ว นอกจากเวลาที่หัวหน้าหวังมา ฉันก็ไม่เคยเห็นคุณหมอจางยิ้มเลยสักครั้ง พวกหล่อนสองคนสนิทกันเหมือนพี่น้อง ตัวติดกันยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมาเสียอีก ไหนลองว่ามาว่านายจะทำยังไง นายไม่มีอะไรทำเหรอไงถึงได้ไปโชว์ออฟกลางที่ประชุม”
ฟังเพื่อนเก่าบ่นใส่ หลิวชุนเสี่ยวรู้สึกถึงความอึดอัดของสถานการณ์ขึ้นมาแล้วจริงๆ เขาขมวดคิ้ว “งั้นฉันจะไปบอกเขา!”
“นายว่าอะไรนะ จะไปบอกว่านายชอบคุณหมอจางคนเดียว แอบชอบมานานหลายปีแล้ว? สมองนายเพี้ยนไปแล้วเหรอไง นายจะให้คุณหมอจางเขาวางตัวยังไง”
หลิวชุนเสี่ยวรีบหุบปากลงอย่างว่าง่าย
“ตอนนี้นายทำได้แค่แกล้งโง่ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม ถ้านายไม่ได้สนใจหัวหน้าหวัง ต่อไปก็คอยระวังรักษาระยะห่างไว้ พยายามอย่าอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เข้าใจไหม อย่าไปหาเหาใส่หัว!”
หลิวชุนเสี่ยวมองจ้าวจวิ้นเจี๋ยอย่างขอบคุณ แล้วพยักหน้าติดๆ กัน “เพื่อนรัก ขอบใจนายมาก!”
จ้าวจวิ้นเจี๋ยส่ายหน้าจนปัญญา บ่นพึมพำออกมา “ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ฉันมีอะไรด้อยกว่านาย ทำไมถึงได้ไม่มีเสน่ห์เท่านายกันนะ”
เลิกงานแล้ว จางถงเก็บกวาดสเตชั่นเสร็จเรียบร้อยก็เอื้อมมือปิดไฟ ทันใดนั้นในห้องจึงเหลือเพียงแสงไฟจากระเบียงที่ส่องเข้ามาทางประตูเท่านั้น ห้องทำงานนิติเวชตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ดังนั้นจึงไม่มีหน้าต่าง เพียงแค่ปิดไฟ ห้องทั้งห้องก็มืดสนิท
“เสี่ยวถง!” เป็เสียงของหลิวชุนเสี่ยวที่ฟังดูไม่ค่อยสบายใจนัก
จางถงหันหลังกลับมาด้วยความใ เป็หลิวชุนเสี่ยวจริงๆ เพราะว่าเธอหันหลังให้แสงไฟจากระเบียง ดังนั้นจึงเห็นสีหน้าเขาไม่ชัด
“คุณมาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” หลังจากเหตุการณ์ไม่สบอารมณ์ที่โรงอาหารคราวก่อน จางถงเหมือนคอยหลบเขาอยู่ เธอไม่ได้สบตาหลิวชุนเสี่ยวตรงๆ
“ก็ไม่มีธุระอะไรครับ แค่แวะมาดูว่าคุณกลับบ้านหรือยัง ยังดีที่คุณยังไม่ได้กลับ” หลิวชุนเสี่ยวลังเลครู่หนึ่ง “ผมอยากชวนคุณไปทานข้าว ถือเป็การชดใช้ความผิดคราวก่อนที่ผมทำไม่สุภาพ ได้ไหมครับ”
“คุณไม่ได้ผิดอะไรนี่ ไม่ต้องชดใช้หรอก ไม่ต้องทางการขนาดนี้ก็ได้ค่ะ คุณเพื่อนเก่า” จางถงอดขำออกมาไม่ได้
หลิวชุนเสี่ยวยิ้มน้อยๆ เหมือนได้ยกูเาออกจากอกเสียที “งั้น ถ้าเย็นนี้คุณไม่มีนัดที่ไหน ผม...ผมอยากชวนคุณไปทานข้าวจะได้ไหมครับ”
จางถงคิด “ได้ค่ะ ครั้งนี้ฉันรับปากคุณ!” หล่อนก้มหน้าดูนาฬิกาข้อมือ แล้วพูดพึมพำออกมา “รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวรถติด”
“หัวหน้าหวัง นี่คือข้อมูลของญาติผู้เสียหายที่ไม่พอใจในการทำคดีของพวกคุณตลอดห้าปีที่ผ่านมาที่คุณ้า” จ้าวจวิ้นเจี๋ยส่งยูเอสบีให้หวังหย่าหนาน สำหรับนักข่าวสายคดีฆาตกรรมอย่างเขาแล้ว การหาข้อมูลเหล่านี้เป็เื่ง่ายแค่ปลายนิ้วเท่านั้น
“นายไม่ได้พิมพ์ออกมา?” หวังย่าหนานคิ้วขมวดมองยูเอสบีอันเล็กๆ ที่อยู่ในมือ “ฉันเกลียดการจ้องตัวหนังสือเล็กๆ บนจอคอมพิวเตอร์!”
“ประหยัดทรัพยากรไงครับหัวหน้าหวัง เห็นใจกันหน่อย พวกเราไม่ได้รณรงค์เื่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์กันอยู่ปาวๆ หรอกเหรอครับ” จ้าวจวิ้นเจี๋ยยิ้มเ้าเล่ห์ แล้วเดินออกจากห้องทำงานของหวังย่าหนาน
หวังย่าหนานส่ายศีรษะจนปัญญา เสียบยูเอสบีเข้ากับคอมพิวเตอร์ ไม่นานนักหน้าจอก็แสดงเมนูที่เป็สารบัญขึ้นมา หลังจากที่ใส่ข้อมูลด้านอาชีพ อายุคร่าวๆ ตลอดจนสภาพทางครอบครัวของเป้าหมายที่้าค้นหาแล้ว ในสารบัญก็เหลือเพียงคดีเดียวเท่านั้น หวังย่าหนานกลั้นหายใจแล้วคลิกเปิดไฟล์ข้อมูลที่มีรายงานที่เกี่ยวข้องนี้
“ ‘หนึ่งศพสองชีวิต’ แพทย์ศัลยกรรมมือหนึ่งแห่งเมืองเทียนฉางสูญเสียภรรยาอันเป็ที่รัก คับแค้นใจจนฆ่าตัวตาย...”
รายงานไม่ยาวมาก มีประมาณห้าร้อยตัวอักษรเท่านั้น คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว โหวจวิ้นเยี่ยนหัวหน้าแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลที่หนึ่งแห่งเมืองเทียนฉางพร้อมภรรยาที่กำลังตั้งท้องแปดเดือนใกล้คลอด เดินเล่นอยู่บริเวณริมแม่น้ำตอนพลบค่ำ ภรรยาถูกรถบรรทุกที่ฝ่าฝืนกฎจราจรชนจนถึงแก่ชีวิต โหวจวิ้นเยี่ยนเองก็ได้รับาเ็ที่เส้นประสาทมือด้วยเหมือนกัน จึงทำให้ไม่สามารถจับมีดผ่าตัดได้อีก เขาแบกรับความเ็ปจากการสูญเสียภรรยาและหน้าที่การงานของตนเองในคราเดียวกันไม่ไหว ส่วนคนขับรถที่ก่อเหตุกลับรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายด้วยเหตุผลพิเศษบางประการ โหวจวิ้นเยี่ยนยื่นฟ้องไม่สำเร็จ ด้วยความคับแค้น ก่อนตายได้ทิ้งพินัยกรรมไว้หนึ่งฉบับ ด่าทอเ้าหน้าที่รัฐที่ช่วยกันปกป้องคนกระทำความผิด
อ่านรายงานจบ หวังย่าหนานรู้สึกหดหู่ใจอย่างมาก เธอรู้สึกหายใจไม่ค่อยออกจึงลุกไปที่หน้าต่าง ผลักหน้าต่างที่เปิดไว้แล้วให้เปิดออกจนสุด ให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเข้ามาในห้องแคบๆ นี้มากยิ่งขึ้น
หวังย่าหนานเข้าใจดีว่าถ้าคนอื่นมาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับโหวจวิ้นเยี่ยน ต่างคงรู้สึกหมดหวังอย่างที่สุด บ้านแตกสาแหรกขาด หน้าที่การงานจบสิ้น ชีวิตที่เหลืออยู่ตัวคนเดียวก็คือความดำมืดที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด แต่ว่าหยุดสนใจคดีรถชนเก่าอันนี้ชั่วคราวก่อน โหวจวิ้นเยี่ยนที่มีความเป็ไปได้มากที่สุดว่าจะเป็ฆาตกรก็ตายไปั้แ่สามปีที่แล้ว ถ้างั้นคนที่ก่อคดีคราวนี้จะเป็ใครกันล่ะ หรือว่าตัวเองจะมาผิดทาง
พอคิดมาถึงตรงนี้เธอจึงเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน แล้วอ่านข้อมูลเกี่ยวกับโหวจวิ้นเยี่ยนต่อ
โหวจวิ้นเยี่ยน เพศชาย อายุสี่สิบเอ็ดปี ประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านศัลยกรรมจนได้รับการขนานนามว่า “มีดมือหนึ่ง” แห่งเมืองเทียนฉาง เคยได้รับการศึกษาจากประเทศเยอรมัน...
ไม่ว่าจะดูด้านไหนหวังย่าหนานก็รู้สึกว่าโหวจวิ้นเยี่ยนคนนี้กับผู้ร้ายที่หลิวชุนเสี่ยวบรรยายนั้นมีลักษณะตรงกันมาก มีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ไม่ตรงกัน นั่นก็คือคนคนนี้ตายไปแล้ว คงไม่ใช่ิญญาของเขามาก่อคดีหรอกนะ หวังย่าหนานอดหัวเราะฝืดๆ ออกมาไม่ได้
ในเมื่อค้างคาอยู่แบบนี้ ถ้าจะต้องมานั่งเสียเวลาอยู่ที่นี่ ยังสู้ไปดูที่โรงพยาบาลที่หนึ่งและสอบถามเพื่อนร่วมงานในอดีตของเขา บางทีอาจจะได้อะไรเพิ่มเติมมาบ้างก็ได้
พอคิดได้ หวังย่าหนานก็โทรศัพท์หาจ้าวหยุน “ไปโรงพยาบาลที่หนึ่งกันเดี๋ยวนี้เลย”