เล่มที่ 1 บทที่ 1 เทพพยากรณ์อู๋ซ๋าจ่าย
ลมวสันต์เริ่มพัดแรงพากลิ่นหอมของสุราไผ่เขียวจากเหลาสุราของร้านอาหารเล็กๆที่ตั้งอยู่ริมทางแห่งหนึ่งให้ฟุ้งอบอวลออกมา... เมิ่งไป๋เถ้าแก่ของร้านแห่งนี้กลับรู้จักกลั่นสุราไผ่เขียว ให้มีรสชาติและกลิ่นหอมเย้ายวนให้คอสุราลุ่มหลง ดุจบุบผาดรุณีอันเฉิดฉายดลบันดาลให้บุรุษเกิดจิตฟุ้งซ่านหันเท้าก้าวย่างถูกล่อลวงขึ้นสู่เหลาสุรา พอรู้ตัวบุรุษผู้นั้นก็ถูกควักล้วงดวงใจชำระเงินจ่ายค่าสุราให้เถ้าแก่เมิ่งแล้ว ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขาทางทิศตะวันตกของเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าที่ทอดยาวเหยียดเป็นสันปันเขตระหว่างมณฑลใหญ่ประจิมและมณฑลใหญ่ภาคกลาง ห่างจากร้านแห่งนี้ออกไปขึ้นเขาไม่เกินสิบลี้ก็เป็นเขตของมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแห่งนี้ หนึ่งในค่ายสำนักฝ่ายธรรมะอันมีชื่อเสียงของแดนฟ้าเมฆินทร์ ผู้คนที่ตั้งใจเดินทางไปสักการะมหาเจดีย์หยั่งฟ้าของมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้ามาอย่างยาวนานกว่า 800 ปี หรือสัญจรผ่านเส้นทางสายนี้จึงมักแวะพักในร้านอาหารแห่งนี้ ตอนนี้ตกบ่ายล่วงเลยเวลาเที่ยงมาระยะหนึ่ง เถ้าแก่เมิ่งมองผู้คนในร้านที่บางตาลงไป เขาเดินขึ้นไปบนชั้นสองที่เปิดโล่งรับลมด้านหนึ่ง ตรงมุมห้องเหลือลูกค้าเพียงคนเดียวที่ยังนั่งจิบสุราอยู่ เป็นชายชราชุดดำที่ร่ำสุราตั้งแต่เขาเปิดร้านด้านหลังสะพายกระบี่ด้ามใหญ่สีแดง เถ้าแก่เมิ่งมองเขาแบบลวกๆ ก่อนถามขึ้น "นายท่านรับสิ่งใดเพิ่มอีกหรือไม่ " เถ้าแก่เมิ่งโค้งศีรษะปั้นยิ้มถามขึ้น ชายชราชุดดำที่นั่งอยู่ยังคงนิ่งเฉยคล้ายยังดื่มด่ำกับรสของสุราและวิวทิวทัศน์ของใบไผ่ปลิวไสวต้องลม ลูกค้าที่เหลืออยู่ผู้เดียวบนชั้นสองผู้นี้ล้วงเงินในอกเสื้อมาวางไว้ตรงหน้าเขาหนึ่งตำลึงทอง(1หมื่นบาท) ทำเอาดวงตาเขาลุกวาวหัวใจเต้นโลดขึ้นคราหนึ่ง ‘มีเงินทองจ้างผีสางโม่แป้ง หากไม่มีเงินอย่าว่าแต่แป้งไม่มีให้โม่ กลายเป็นผียังจะไม่มีโลงให้นอน’ เถ้าแก่เมิ่งรีบเก็บเงินก้อนนี้พลันใด เงินจำนวนนี้แทบซื้อตัวเขาและเหมาสุราได้ทั้งร้าน เถ้าแก่เมิ่งพอซุกเงินก้อนนั้นเข้าอกเสื้อก็รู้สึกอุ่นขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าถูกปั้นขึ้นปั้นใหญ่กว่าเดิม เขามองชายชราชุดดำผู้นั้นยังคงนั่งจิบสุราต่อไปสายตามองออกไปด้านนอก คล้ายไม่สนใจรอยยิ้มที่อัปลักษณ์ขัดตาของตน เมิ่งไป๋เห็นชายชราผู้นี้คล้ายไม่สนใจตน คำนึงขึ้น‘ เจ้าสนใจกิ่งไผ่ใบไม้สุราเหล้า ไม่สนใจข้าก็หาเป็นไรไม่ เพียงเจ้ามีเงินจ่ายค่าสุราอย่างอื่นข้าล้วนไม่กังวล’ เถ้าแก่เมิ่งจึงเดินลงมาดูด้านล่าง คนที่เหลืออยู่ที่ชั้นล่างมีเพียงโต๊ะเดียว เป็นชายหนุ่มสามคนแต่งตัวเหมือนชาวยุทธ์ อายุเพิ่งสิบเจ็ดสิบแปดท่าทางอ่อนต่อโลก โต๊ะนี้ก็ชำระเงินแล้วเช่นกัน เพียงแต่นั่งสนทนากันเรื่อยเปื่อย ‘สงสัยเพิ่งออกท่องยุทธภพ’เขาคิด ชายหนุ่มทั้งสามเมื่อจ่ายค่าอาหารแล้ว เงินหล่นเข้ากระเป๋าเถ้าแก่เมิง พวกเขานั่งสนทนากันต่อหาเป็นไรไม่ เพียงอย่าทำตนเป็นจอมยุทธ์ชักดาบโวยวายเช่นนั้นก็ลำบากตนมากแล้ว สักพักมีชาวยุทธ์อีกสี่คนที่ยังอายุเยาว์เช่นกันแต่งกายหรูหราดูดีมีฐานะ เดินเข้ามานั่งโต๊ะใกล้ประตูทางเข้าร้าน ติดกับโต๊ะของชายหนุ่มสามคนที่นั่งอยู่ตอนแรก เถ้าแก่เมิ่งกุลีกุจอไปต้อนรับลูกค้า เขาโค้งจนตัวแทบงอติดพื้น ลูกค้าที่มาใหม่สั่งอาหารสองอย่างเถ้าแก่เมิ่งโค้งรับคำสั่งเสร็จ ถอยปราดออกไปรีบเข้าห้องครัวปรุงอาหารอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลานชายของเถ้าแก่เมิ่งกลับไปเยี่ยมมารดาที่มณฑลใหญ่บูรพาเขาจึงต้องอยู่ร้านคนเดียว สักพักเถ้าแก่เมิ่งออกมาพร้อมอาหารที่ลูกค้าสั่งไว้สองอย่าง ปากเขายิ้มกว้างรู้สึกหนักเงินอุ่นๆ ในกระเป๋าของตนเอง วันนี้กิจการของเขาดียิ่งนับเป็นวันดีวันหนึ่งของเขา ..แต่เถ้าแก่เมิ่งไม่รู้เลยว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ตนจะได้ยิ้มและโค้งจนหัวจะติดพื้นเช่นนี้ ..................................... ภายนอกร้านห่างออกไปที่เห็นย่ำเท้าทึบเข้ามาเรื่อยๆเป็นร่างผอมสูงของชายอายุราวสี่สิบผู้หนึ่ง ด้านหลังสะพายป้ายผ้าสีขาวมีอักษรเด่นชัดว่า“เทพพยากรณ์อู๋ซ๋าจ่าย ท่องไปทั่วหล้า หยั่งฟ้า พินิจธุลีดิน ปัดเป่าทุกข์โรค เรียกมหาโชคลาภทรัพย์”ลงท้ายมีเสริมตัวเล็กๆ ที่ต้องเพ่งเขม่นตาดู เขียนว่า“ ราคาย่อมเยา” เทพพยากรณ์อู๋ซ๋าจ่ายผู้นี้เวลาเดินเหินหันซ้ายแลขวา ชุดยาวที่เขาใส่คลุมร่างกลับคร่ำครึดูคล้ายนักพรตอยู่สองส่วน พอเดินจนถึงร้านของเถ้าแก่เมิ่ง เขาเลือกนั่งโต๊ะแรกตรงทางเข้าร้าน หลังปลดป้ายข้างหลังลงหันข้อความหากินออกนอกร้าน ก็โบกไม้โบกมือเรียกเถ้าแก่เมิ่ง "เถ้าแก่เมิ่งใยชักช้านักเล่า ข้าเทพพยากรณ์อู๋ซ๋าจ่ายกำลังว่าง เถ้าแก่สนใจดูดวงเสริมชะตาให้ค้าขายดีขึ้นหรือไม่? ปีหน้าอาจร่ำรวยกว่าเดิม ต่อเติมชั้นที่สามชั้นที่สี่ได้อีก ปกติลูกค้าข้าออกันมาจนแน่นอก วันนี้ไฉนเบาบางรึผู้คนล้มตายไปหมดสิ้นแล้ว เอ้อ!ร้อนนัก ไฉนน้ำชาดับกระหายร้านเถ้าแก่มาช้านัก " เถ้าแก่เมิ่งเหลือกตาดูเขา ลอบดูถูกในใจ'ดูปากกับโหวงเฮ้งเจ้าแล้วผู้ใดจะกล้าดูหมอกับเจ้า ยกเว้นสะดุดก้อนหินหน้าร้านข้าจนเซถลาเข้ามาทางนี้' เถ้าแก่เมิ่งค้อนให้หมอดูทีหนึ่ง หมอดูกำมะลอผู้นี้ใครบ้างไม่รู้จัก เป็นเด็กห้าหกขวบพอพูดได้ก็ดูออกว่าเป็นหมอดูกำมะลอ หยั่งฟ้าพินิจธุลีดินอันใด สองสามวันนี้กลับกล้ามาตะเวนอวดโอ้สรรพคุณ ชายหนุ่มสามคนที่แต่งกายคล้ายชาวยุทธ์นั่งอยู่โต๊ะด้านข้าง ชายหนุ่มชุดเทาที่ชื่อหนิงตงหนึ่งในสามคนกลับจำหมอดูกำมะลอผู้นี้ได้จึงยักไหล่เยาะยิ้ม ก่อนสะกิดชายชุดเขียวที่ชื่อเหอฟานและฟู่ปิง แล้วชี้นิ้วมาทางอู๋ซ๋าจ่ายแล้วผุดยิ้มเยาะออกมา อู๋ซ๋าจ่ายผู้นี้วันนี้ดวงไม่ดียิ่ง ถ้าเขาดูดวงเป็นวันนี้คงไม่ผ่านมาทางนี้แล้ว หลังเถ้าแก่เมิ่งนำชามาให้อู๋ซ๋าจ่าย สักพักก็มีเสียงสนทนาในร้านดังขึ้นจากโต๊ะที่ชายหนุ่มสามคนแต่งตัวเหมือนชาวยุทธ์นั่งอยู่ “เรื่องเมื่อ50ปีก่อนที่มีข่าวว่า มังกรศิลาโบราณของจอมช่างลู่ไป๋โบยบินขึ้นไปบนฟ้า และหลายปีมานี้กลับมีไข่มุกมังกรที่ร่ำลือว่ามีอิทธิฤทธิ์ควบคุมธาตุฟ้าดินปรากฏขึ้นมา ”เหอฟานเอ่ยขึ้น เหมือนเขาสนใจเรื่องนี้ยิ่ง เรื่องที่เหอฟานกล่าวออกมา ชายหนุ่มอีกสี่คนที่เข้ามาใหม่ยังหันมาฟัง แต่หนิวตงที่นั่งโต๊ะเดียวกันกลับแค่นเสียงออกมา “ข่าวเหลวไหล น้องเหอยังเชื่ออีก หากพี่หนิวของเจ้าบอกเช้านี้อุจจาระออกมาเป็นทองเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ฮ่าฮ่า” หนิงตงกล่าวเสร็จยังส่งเสียงหัวเราะออกมาอีก ทำเอาคนอื่นในร้านหลุดเสียงหัวเราะตามเขาด้วย “หนิวตง เหลวไหลหรือไม่เจ้ายังไม่รู้เรื่องอันใดอย่าได้กล่าวออกมา”ฟู่ปิงที่น่าจะมีอายุมากกว่าทุกคนในโต๊ะกล่าวเตือน สายตากวาดมองไปรอบ ๆ เหอฟานจึงเปลี่ยนเรื่องพูด เขามองฟู่ปิงที่กล่าวขึ้นเมื่อครู่“พี่ฟู่ปิงงานประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมของฝ่ายธรรมมะ ผ่านมา10 ปีแล้ว ปีนี้จะจัดขึ้นเมื่อใด” เรื่องที่ผู้คนในร้านกล่าวขึ้น หัวข้อสนทนาก็ไม่พ้นเรื่องราวในยุทธภพ โดยเฉพาะเรื่องงานประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมของฝ่ายธรรมะที่จัดขึ้นทุก 10 ปี ห้าสุดยอดได้แก่ เซียนปราชญ์กระบี่ จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้า จ้าวตำหนักมุกสวรรค์ของวังวารีเทพ เจ้าวังแปดดุริยางทิพย์ และเจ้าวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล ส่วนหนึ่งคุณธรรมคือ เจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีป แต่เมื่อ 10 ปีก่อน เซียนปราชญ์กระบี่หายตัวไปอย่างลึกลับ หมู่บ้านไผ่เขียว 128 ชีวิตถูกฆ่า ทำให้เหลือเพียงสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรม ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีปก็หายตัวไปเช่นกัน หลังค้นหาอยู่แปดปีไร้วี่แวว เมื่อสองปีก่อนหยางเจี๋ยไต้ซือเจ้ามหาอารามธรรมยุทธ์ของวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีปจึงขึ้นรักษาการตำแหน่งแทนชั่วคราว ห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมในวันนั้น จึงเหลือเพียงสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมในวันนี้ ฟู่ปิงยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้ววางลงพูดขึ้นว่า“ปีนี้มหาอาศรมหยั่งฟ้าเป็นผู้จัดการประลอง น้องชายข้าฟู่ตันที่เคยเข้าไปสักการะมหาเจดีย์หยั่งฟ้าเมื่อสามวันก่อนบอกว่า จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าหานอี้เต้าหยินสั่งศิษย์เริ่มจัดเตรียมลานประลองบนยอดเขา ข้าสังเกตเห็นที่พักในตัวเมืองมณฑลใหญ่ประจิมเราส่วนใหญ่รวมทั้งหมู่ตึกหมื่นมงคลที่ชั้นบนทำเป็นที่พักก็ถูกจับจองจนเต็มแล้วเช่นกัน ข้าคิดว่างานประลองคงจะจัดขึ้นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้” หนิวตงขมวดคิ้ว เอามือลูบคางไปมา กล่าวขึ้น“แต่ข้าว่าปีนี้จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าหานอี้เต้าหยินน่าจะได้ชัยเป็นผู้ชนะการประลองในปีนี้ เพราะเมื่อเซียนปราชญ์กระบี่หยางปี้หายสาปสูญไป วิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผันอันสุดลึกล้ำของมหาอาศรมหยั่งฟ้า นับเป็นกระบวนท่ากระบี่อันดับหนึ่งในแผ่นดิน พี่ฟู่ปิงและน้องเหอฟานเจ้าเห็นด้วยหรือไม่? ” ทันใดก็มีเสียงหนึ่งทะลุปล้องสอดแทรกเข้ามา “เหนือฟ้ายังมีฟ้า พวกเจ้านี้ช่างเหมือนกบในบ่อน้ำน้อยแหงนมองฟ้าเห็นดาวหนึ่งดวง ก็นึกว่าท้องฟ้ามีดาวดวงเดียว เจ้ากลับกล้ากล่าวคำอันดับหนึ่งในแผ่นดิน เฮ้อ!มิใช่ข้าอู๋ซ๋าจ่ายเทพพยากรณ์เจตนากล่าวดูแคลนพวกเจ้า " ผู้พูดขัดขึ้นโดยมิได้ถูกรับเชิญ กลับเป็นอู๋ซ๋าจ่ายที่คันปากรอจังหวะทนฟังมานาน เขากล่าวสืบต่อ "ห้าสุดยอด..ไม่สิ สี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมของฝ่ายธรรมะ แม้ฝีมือเลิศล้ำวรยุทธ์ล้ำลึก แต่พวกเจ้าทุกตัว อ่า..ขออภัย " เขาแกล้งพูดผิด " ..อ่า พวกเจ้าทุกคน ใช่เคยนึกถึงยอดคนพิสดารที่เร้นกาย ตัวประหลาดลึกลับที่ยากตอแยหรือไม่” อู๋ซ๋าจ่ายพอกล่าวเสร็จ เขาจ้องบนใบหน้าของชายหนุ่มที่อ่อนต่อโลกทั้งสามคนดูว่าหน้าเหมือนกบสามตัวหรือไม่? “ใช่ หนึ่งหลวงจีน สองมาร สามเซียน สี่อสูร หรือไม่”ฟู่ปิงส่งเสียงขึ้นมา อู๋ซ๋าจ่ายหรี่ตากระตุกคิ้วขึ้น ส่งเสียงคล้ายตกใจยิ่งออกมา"โอ๊ะ! อ๊ะ! ยังมีผู้รู้จัก "เมื่ออู๋ซ๋าจ่ายเห็นชายหนุ่มอีกสี่คนที่นั่งด้านข้างหันส่งสายตามองมาที่เขา แม้แต่เถ้าแก่เมิ่งที่อยู่ด้านหลังเขายังเดินมาใกล้อีกก้าวหนึ่ง เรื่องภายในยุทธภพแดนฟ้าเมฆินทร์มีผู้ใดบ้างไม่สนใจใคร่รู้ สำหรับเทพพยากรณ์อู๋ซ๋าจ่าย คำ'ท่องไปทั่วหล้า หยั่งฟ้า พินิจธุลีดิน เป่าปัดทุกข์โรค เรียกมหาโชคลาภทรัพย์' และที่ลงท้ายเสริมว่า'ราคาย่อมเยา'มีเพียงคำแรกคือ'ท่องไปทั่วหล้า'สี่พยางค์นี้ที่จริงแท้ ที่เหลือให้อู๋ซ๋าจ่ายสาบานมันยังขอประวิงเวลาเหลียวมองเมฆฝนมองฟ้าเบื้องบน ดังนั้นเรื่องราวที่เขาได้ยินได้ฟังมา ย่อมมากกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง ผู้เสริมแต่งเรื่องราวเกินจริงเกรงว่าไม่อาจหลอกลวงอู๋ซ๋าจ่ายผู้นี้ได้ อู๋ซ๋าจ่ายถลึงตามองผู้คนที่ล้อมเข้ามา เขากวาดสายตามองชายที่ชื่อหนิวตงเมื่อตอนเขาเข้าร้านมา หนิงตงผู้นี้ยักไหล่เยาะยิ้มให้เขา ตอนนี้กลับทำหน้าตาเคร่งขรึมนับถือเขาขึ้นมา 'สักประเดี๋ยวพอข้าเทพพยากรณ์อู๋ซ๋าจ่ายผู้นี้เล่าตำนานในยุทธจักรให้กบอ่อนหัดสมองนิ่มสามตัวนี้ฟังจบ คงสามารถหลอกขายเครื่องรางปัดเป่าทุกข์โรค เรียกมหาโชคลาภทรัพย์ในกระเป๋าได้สักสองสามชิ้น' เขานึกขึ้นในใจ อู๋ซ๋าจ่ายวางท่าทำตาหรี่ปรือ ลูบคลำหนวดหลอมแหลม ลงปากเน้นเสียงอะแฮ่มจนใหญ่โต“อา!..อะแฮ่ม !! แน่นอนย่อมเป็นไต้ซือสามวิเศษ มารเก้าบิน มารคลุ้มคลั่ง เซียนไร้โอสถ นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์ เซียนฟ้าพยากรณ์ อสูรหมื่นยิ้ม สามอสูรฟ้าทระนง ที่สิบปีมานี้ ถูกขนานนามร่วมกันเป็น หนึ่งหลวงจีน สองมาร สามเซียน สี่อสูร ดุจมังกรเทพยดาเห็นหัวไม่เห็นหาง”ทุกผู้คนไม่มีผู้ใดปริปาก เกรงจะตกหล่นตอนสำคัญตอนใดไป ....................................