จารึกที่ 238 : นาวาเหินเวหาลำใหม่ : การผจญภัยของคณะวิปลาส
เมื่อความมืดมิดของรัตติกาลเริ่มจางหาย หยาดน้ำค้างปฐมฤกษ์เพิ่งจะกลิ้งหล่นจากปลายใบไผ่หยก แสงอรุณรุ่งสีทองอ่อนๆ ก็เริ่มสาดส่องกระทบเกราะโลหะสีนิลของนาวาเหินเวหาขนาดยักษ์ ที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือลานกว้างของตระกูลเฟิง
เรือเหาะลำนี้มิใช่สิ่งประดิษฐ์ดาษดื่น ทว่ามันคือสมบัติระดับปฐพีที่ถูกสร้างขึ้นด้วยศาสตร์แห่งกลไกฟ้าอันซับซ้อน โครงเรือสลักเสลาจากไม้หอมหมื่นปี แกนกลางขับเคลื่อนด้วย 'ศิลาปราณวารีบริสุทธิ์' ขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ ด้านข้างตัวเรือมีบัญชาอักขระสลักลวดลายเมฆามังกร คอยทำหน้าที่แหวกว่ายผ่านกระแสลมต้านอย่างนุ่มนวล นี่คือ 'นาวาทะลวงเมฆา 穿云舟 (ชวนอวิ๋นโจว)' สมบัติล้ำค่าที่เฟิงอวี้หรานเบิกมาจากคลังตระกูลเพื่อการเดินทางลงใต้ในครั้งนี้
บนหัวเรือที่ลมเวหาพัดโชยมาปะทะใบหน้า อาเจียนั่งยองๆ อยู่หน้าแท่นศิลาบัญชาการ ชายหนุ่มมิได้สวมผ้าพันตาอีกต่อไป ดวงตาสีดำขลับที่มีวงแหวนแห่งวัฏจักรอักขระหลิง (零) ซ้อนทับอยู่ภายใน กำลังกะพริบปริบๆ จ้องมองลึกลงไปถึงแก่นแท้ของการไหลเวียนพลังงานภายในตัวเรือ
ภาพที่สะท้อนใน 'เนตรสูญตาขั้นสอง' ของเขา หาใช่แผงไม้หยกหรือแท่นควบคุมธรรมดา แต่มันคือเส้นใยปราณนับหมื่นเส้นที่ถักทอเข้าด้วยกันประดุจร่างแหแห่งสวรรค์ ทว่าในสายตาของคนที่เพิ่งเข้าถึง 'ขอบเขตแห่งอำนาจปฐมกำเนิด' อย่างเขา ร่างแหเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่และ 'ความสิ้นเปลือง'
"บัดซบเอ๊ย... ปรมาจารย์กลวิธานฟ้าคนไหนเป็นคนวางโครงสร้างพวกนี้กัน? กระแสปราณจากศิลาวารีที่ส่งไปหล่อเลี้ยงค่ายกลคุ้มภัยปีกซ้าย มีจุดรั่วไหลสู่อากาศธาตุถึงหนึ่งในสิบส่วน! หนึ่งในสิบส่วนเชียวนะ! นั่นมันศิลาปราณกี่ก้อนที่ต้องระเหยหายไปเป็นอากาศธาตุฟรีๆ ทุกๆ หนึ่งร้อยลี้!"
อาเจียบ่นอุบอิบด้วยความเสียดายจนแทบจะกระอักเลือด ความมัธยัสถ์ที่ฝังรากลึกในกระดูกสั่งการให้มือของเขาขยับไปเองตามสัญชาตญาณ ชายหนุ่มล้วง 'พู่กันนิรันดร์' ออกมาจากอกเสื้อ หมายมั่นจะ 'แก้ไข' รอยรั่วเหล่านั้นเพื่อประหยัดพลังงาน แม้ว่าเรือลำนี้ตระกูลเฟิงจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ตามที
ปลายพู่กันดึกดำบรรพ์ที่ดูเรียบง่ายไร้ราคา ทว่าแท้จริงแล้วกลับซุกซ่อนอำนาจเหนือลิขิตฟ้า ถูกตวัดลากเส้นโค้งลงบนอากาศธาตุเบื้องหน้า
ในมหาคัมภีร์โครงสร้างการผสานอักขระของโลกเซียน ย่อมมียอดคนมากมายที่สามารถผสานอักขระรูปธรรมและนามธรรมได้ถึงขั้นที่แปด บัญชาสิบแปดทิศ หรือแม้แต่ขั้นที่เก้า คืนสู่ปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการหลอมรวม ดิน น้ำ ลม ไฟ ขาว ดำ ดี ชั่ว ความนุ่มนวล หรือความแข็งกร้าว
แต่สิ่งที่อาเจียกำลังกระทำนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!
ด้วยอำนาจแห่งพู่กันนิรันดร์ที่เชื่อมต่อกับมหาภาวะซวี เส้นโค้งสีเงินยวงเพียงเส้นเดียวที่ถูกวาดออกไป หาใช่เส้นหมึก ทว่ามันคือ อักขระผสานขั้นที่ 3 : ไตรอักขระวัฏจักร ผสานข้ามสภาวะ (วิถีแห่งรูปและนาม)! เส้นสายเพียงหนึ่งชุนนั้น ประกอบด้วย 'อักขระจุลภาค' นับล้านตัวที่บีบอัดเข้าด้วยกัน แต่ละตัวล้วนแฝงไว้ด้วย 'สัจธรรมแห่งสูญตา (ความไม่มี)' อันเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง!
"กฎเกณฑ์นิรันดร์แห่งสูญตา... ลบล้างสรรพสิ่ง คืนสู่สมดุลภาวะต้นกำเนิด!"
อาเจียตวัดปลายพู่กันวาดบรรจบเป็นสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ ทันใดนั้น อักขระจุลภาคนับล้านตัวที่อัดแน่นอยู่ในเส้นสายสีเงินยวงก็แตกตัวออก ถักทอกันเป็นรูป 'สามเหลี่ยมวัฏจักร' พลังงานแห่งความว่างเปล่าไหลเวียนเป็นวงกลมไม่รู้จบ บังคับให้สัญลักษณ์วงกลมแผ่ 'อำนาจแห่งอนัตตา' พุ่งเข้าไปแทรกแซงเส้นใยปราณของค่ายกลป้องกัน มันคือการนำ 'ความไม่มี' อันเป็นนามธรรมสูงสุด ไปผสานและลบล้าง 'ความมี' อันเป็นรูปธรรมของช่องโหว่กลไกโดยตรง!
ทว่าด้วยความที่เขาเพิ่งจะเบิกเนตรขั้นสองได้ไม่นาน และนำอำนาจแห่งปฐมกำเนิดระดับขุนเขาสวรรค์นี้ไปใช้อย่างมั่วซั่วตามสัญชาตญาณความงก การกระทำนี้จึงสร้างความฉิบหายอย่างคาดไม่ถึง!
อักขระจุลภาคไม่ได้เข้าไปจับคู่เกลียวคู่เพื่อเกื้อกูลรอยรั่ว แต่มันกลับแผ่อำนาจแห่งอนัตตา ไป 'ลบล้าง' กฎเกณฑ์การทรงตัวของปีกเรือด้านซ้ายทิ้งไปสู่ความว่างเปล่าชั่วขณะ!
"ครืนนนน! กึก!"
จู่ๆ นาวาทะลวงเมฆาก็เสียสมดุลอย่างรุนแรง ตัวเรือเอียงวูบไปด้านซ้ายจนเกือบจะพลิกคว่ำกลางนภากาศ!
"เหวอออ!" เฟิงอวี้หรานที่กำลังยืนเก๊กท่ากางพัดจีบรับลมอยู่บนดาดฟ้าเรือ ถึงกับเสียหลักลื่นไถลไปกระแทกกับกราบเรืออย่างจัง
หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นต้องรีบผนึกปราณพฤกษาและเหมันต์กดทับฝ่าเท้าให้ยึดติดกับพื้นกระดานเรือเพื่อรักษาสมดุล ในขณะที่ฉินมู่หลางซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังคาเก๋งเรือ เพียงแค่ปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่อันหนักหน่วงออกมากดทับร่างของตนเองให้ตั้งมั่นดุจขุนเขาพันปี ไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงครึ่งชุน
ส่วนนักพรตหมื่นอีแปะนั้นยอดเยี่ยมที่สุด ชายชรากำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบในจังหวะที่เรือเอียงกระเท่เร่ ทว่ามือเหี่ยวย่นกลับตวัดแส้ปัดเพียงหนึ่งครั้ง ปราณเซียนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' เข้าประคองทั้งร่างของตนเองและน้ำชาในถ้วยให้ตั้งฉากกับพื้นโลกอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีน้ำชาหยดใดกระฉอกออกมาให้เสียของ
"แค่กๆ... ลมเวหาบนชั้นบรรยากาศนี้ช่างรุนแรงและแปรปรวนยิ่งนัก! โชคดีที่ข้าคว้าแกนบังคับกลวิธานไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้ร่วงลงไปคลุกฝุ่นเบื้องล่างเป็นแน่!"
อาเจียรีบซ่อนพู่กันลงอกเสื้ออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ปั้นหน้าซื่อตาใส แสร้งทำเป็นออกแรงดึงคันบังคับทิพย์อย่างสุดกำลัง เพื่อกลบเกลื่อนความมั่วซั่วของตนเองอย่างแนบเนียน
(เจ้าเด็กโง่เง่า! เส้นสายที่เจ้าวาดออกไป ประกอบด้วยอักขระสัจธรรมนับล้านตัวที่เชื่อมต่อกับต้นกำเนิด! มันมีไว้เพื่อลบล้างและบงการสรรพสิ่ง!) เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินดังก้องในห้วงจิตอย่างระอาใจสุดขีด วิญญาณเซียนผู้ยิ่งใหญ่ต้องคอยแผ่พลังไปช่วยปกปิดรอยร้าวของกฎเกณฑ์ที่อาเจียก่อขึ้นอย่างเงียบๆ (หากเจ้ายังกล้านำมหาภาวะซวี ไปวางทับบนกลไกไม้ไผ่ของผู้อื่นเพียงเพื่อสนองความงกแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอีก ข้าจะปล่อยให้วิถีแห่งสูญตาดูดกลืนวิญญาณเจ้าจนแห้งเหือดเสีย!)
'โธ่ท่านอาจารย์ ข้าก็แค่หวังดีอยากจะช่วยอวี้หรานประหยัดศิลาปราณหรอกขอรับ ใครจะไปรู้ว่ากลไกของเรือลำนี้มันจะเปราะบางจนโดนแตะนิดแตะหน่อย กฎเกณฑ์ก็พังทลายเช่นนี้' อาเจียเถียงข้างๆ คูๆ ภายในใจ
"พี่อาเจีย! ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่!"
ร่างเล็กๆ ของเฟิงหลิงเอ๋อร์วิ่งเตาะแตะเข้ามาหาด้วยความตื่นตระหนก สาวน้อยไม่ได้สนใจอาการหน้าผากปูดโนของพี่ชายแท้ๆ ของตนเองเลยแม้แต่น้อย นางรีบนั่งลงข้างๆ อาเจีย พลางหยิบเอา 'ผลท้อปราณสวรรค์ 天气桃 (เทียนชี่เถา)' ผลไม้ล้ำค่าที่อุดมไปด้วยพลังชีวิตออกมาจากถุงมิติ ปอกเปลือกอย่างทะนุถนอมแล้วยื่นส่งจ่อถึงริมฝีปากของชายหนุ่ม
"ข้าสบายดีหลิงเอ๋อร์... โอ้โห ผลท้อสวรรค์ลูกนี้หวานชื่นใจจริงๆ ไม่เสียทีที่อวี้หรานทุ่มทุนสร้าง!" อาเจียอ้าปากงับผลไม้อย่างหน้าไม่อาย เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความพอใจที่ได้กินของฟรีระดับพรีเมียม
"แค่กๆ!" เสียงกระแอมไอดังขัดจังหวะความหวานชื่น
หลินชิงเสวี่ยเดินกอดอกเข้ามาใกล้ ใบหน้างดงามของนางตึงเปรี๊ยะ แววตาดอกท้อทอประกายคมกริบ "อาเจีย! กฎข้อที่สามร้อยสิบสองของสำนักระบุไว้ว่า ผู้ฝึกตนพึงรักษากิริยาให้สำรวม ไม่ควรแสวงหาความสุขสบายจนละทิ้งความเพียร! เจ้าโตกว่านาง เหตุใดจึงทำตัวขี้เกียจสันหลังยาว ให้น้องสาวของสหายมาคอยป้อนน้ำป้อนอาหารเยี่ยงนี้!"
อาเจียชะงักผลท้อคาปาก ภายใต้ดวงตาที่หยั่งรู้สัจธรรม เขามองเห็นกระแส 'ปราณแห่งความหึงหวง' ที่ก่อตัวเป็นพายุพฤกษาสีเขียวจางๆ หมุนวนอยู่รอบตัวหญิงสาวได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ชิงเสวี่ย... เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ากำลังสอนวิถีแห่งความเมตตาให้แก่หลิงเอ๋อร์ต่างหากเล่า การรู้จักแบ่งปันคือรากฐานของความเจริญก้าวหน้า..." อาเจียแถไปเรื่อยตามสไตล์กะล่อน
ห่างออกไปที่ท้ายเรือ เฟิงอวี้หรานกำลังลูบคลำรอยช้ำที่ศีรษะพลางบ่นอุบอิบ ทันใดนั้น เงาร่างของนักพรตหมื่นอีแปะก็เคลื่อนกายเข้ามาใกล้ด้วยวิชาเร้นกายระดับสุดยอด ชนิดที่ว่าแม้แต่ลมก็ยังไม่กระเพื่อมไหว
"อวี้หรานเอ๋ย... การเดินทางลงใต้สู่หุบเขาเพลิงผลาญนั้น ร้อนระอุยิ่งกว่าอัคคีในเตาหลอมนรกเสียอีก" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทว่าลี้ลับ พลางล้วงเอาแผ่นหยกสีฟ้าหม่นๆ ออกมาจากแขนเสื้อ "เพื่อความปลอดภัยของคุณชายตระกูลมหาเศรษฐีเช่นเจ้า ผู้เฒ่าขอนำเสนอ 'แผ่นหยกวารีเหมันต์ดับสูญ' ศัสตราป้องกันระดับสวรรค์ชั้นต้น! หากเจ้าพกมันไว้ ความร้อนใดๆ ก็มิอาจกล้ำกราย เพียงแค่ห้าหมื่นศิลาปราณระดับกลางเท่านั้น ถือเป็นราคาพิเศษสำหรับสหายของศิษย์ข้า..."
เฟิงอวี้หรานตาลุกวาวด้วยความสนใจ ในฐานะผู้ใช้ปราณเพลิง เขาย่อมรู้ดีว่าการมีของวิเศษธาตุน้ำไว้คอยปรับสมดุลนั้นสำคัญเพียงใด มือที่กำพัดจีบกำลังจะล้วงเข้าไปในถุงมิติเพื่อหยิบศิลาปราณออกมาจ่าย
"ช้าก่อนอวี้หราน"
เสียงเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งของเย่ปิงอวิ๋นดังขัดขึ้น สตรีผู้งดงามดุจเทพธิดาหิมะก้าวเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง นางปรายตามองแผ่นหยกในมือของนักพรตเฒ่าเพียงแวบเดียว สติปัญญาอันเฉียบแหลมของนางก็ทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของสิ่งของ
"ท่านผู้อาวุโส... แผ่นหยกนั่น แม้จะมีกลิ่นอายของเหมันต์อยู่บ้าง ทว่าบัญชาอักขระที่สลักทับซ้อนอยู่ด้านใน กลับเป็นเพียงค่ายกลปรับอุณหภูมิระดับพื้นฐานที่ใช้ในห้องเก็บเสบียงของภัตตาคารทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น มันถูกอุดรอยร้าวด้วย 'กระดาษไม้ไผ่ร้อยปี 百年竹纸 (ไป๋เหนียนจูจื่อ)' ที่ชุบด้วยน้ำยาเรืองแสงเพื่อหลอกตา มูลค่าที่แท้จริงของมัน... เต็มที่ก็ไม่เกินสิบห้าศิลาปราณระดับล่างเท่านั้น"
คำพูดที่เรียบง่ายทว่าเฉียบขาดประดุจคมกระบี่ของปิงอวิ๋น ทำเอานักพรตหมื่นอีแปะถึงกับสะดุ้งโหยง ชายชรารีบเก็บแผ่นหยกขยะชิ้นนั้นยัดลงแขนเสื้ออย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ก่อนจะทำหน้าตายและกระแอมไอแก้เก้อ
"อะแฮ่ม! ผู้เฒ่าหยิบผิดชิ้น! ของดีระดับสวรรค์นั้นข้าเก็บไว้ลึกเกินไปหน่อย เอาเถอะๆ ในเมื่อวาสนาไม่ถึงกัน ข้าก็จะไม่ฝืน..." นักพรตเฒ่าบ่นพึมพำ เดินเอามือไพล่หลังกลับไปนั่งจิบชาที่เดิม พลางสบถในใจว่าสตรีแห่งยอดเขาพู่กันหยกผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียวจนน่ารำคาญเสียจริง
บนหลังคาเก๋งเรือ ฉินมู่หลางยังคงนั่งหลับตาอย่างสงบนิ่ง ทว่าเจตจำนงกระบี่ของเขากลับสั่นไหวเบาๆ ตอบรับกับคลื่นความร้อนที่เริ่มแผ่ซ่านมาจากเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์รับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่า การผจญภัยที่แท้จริงกำลังรอพวกเขาอยู่
อาเจียยืนขึ้นเต็มความสูง ลมร้อนที่พัดมาจากทิศใต้เริ่มพัดปะทะใบหน้า เขาหรี่ 'เนตรสูญตา' ลงเล็กน้อย มองทะลุผ่านม่านเมฆไปจนเห็นเส้นขอบฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจโลหิต
(หุบเขาเพลิงผลาญ... ปราณผลึกปฐพีที่หลับใหลอยู่ที่นั่น คือกุญแจสำคัญที่จะผสานความว่างเปล่าของอักขระหลิง ให้หยั่งรากลึกลงบนโลกแห่งความเป็นจริงได้) มู่เฉินเอ่ยย้ำเตือนถึงเป้าหมายสำคัญ
'ข้ารู้แล้วน่าท่านปรมาจารย์... ข้าจะไม่ยอมให้การลงทุนที่ทำเอาหมดเนื้อหมดตัวครั้งนี้สูญเปล่าเด็ดขาด ต่อให้ต้องงัดเอาแผ่นดินขึ้นมาขาย ข้าก็จะเอาปราณผลึกปฐพีนั่นมาให้ได้!'
อาเจียกำมือแน่น รอยยิ้มของอดีตคนจนที่เพิ่งจะกลับมาถังแตกอีกครั้ง ปรากฏขึ้นบนใบหน้า นาวาทะลวงเมฆาแหวกว่ายผ่านม่านเมฆ มุ่งหน้าเข้าสู่อาณาเขตแห่งเปลวเพลิงที่ไร้ซึ่งความปรานี ดินแดนที่ซึ่งความตายและการเกิดใหม่ถูกหลอมรวมอยู่ในอัคคีบรรพกาลเดียวกัน!