คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 39 กำเนิดราชันในตำนาน

    เมื่อเลื่อนคริสตัลเดินทางมาถึงก็เทียบเข้ากับทางเดินปูพรมแดงเพื่อเสด็จขึ้นเรือเหาะ เสียงปืนใหญ่ยิงสลุตสามนัด วงดุริยางค์ทหารเรือบรรเลงเพลงต้อนรับ ทหารเรือในเครื่องแบบสีขาวตั้งแถวสองฝั่งหันหน้าเข้าหากันชักกระบี่ออกมาทำซุ้มกระบี่

    บนดาดฟ้ากลางเรือถูกตกแต่งอย่างหรูหรา เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลอง พื้นดาดฟ้าปูพรมกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ทุกโต๊ะจัดจานอาหารทะเลและไวน์ชั้นเลิศจากสองอาณาจักร เสียงนักดนตรีบรรเลงเครื่องสายผสานเสียงขลุ่ยคริสตัล ท่วงทำนองงดงาม และอ่อนหวานราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน

    องค์ชายมันตราในเครื่องแบบสีขาวเดินจูงมือเจ้าสาว องค์หญิงไป๋เหยียนจื่อ ในฉลองพระองค์สีชมพู เดินลอดซุ้มกระบี่ ผ่านแถวทหารกองเกียรติยศที่ทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง ทั้งสองเดินเข้าสู่งานเลี้ยงและเข้าไปทักทายบรรดาแขกทุกโต๊ะด้วยรอยยิ้ม

    หลังพิธีจัดเลี้ยงผ่านไปจนถึงยามเที่ยงคืนตามฤกษ์ โคมไฟแก้วที่ลอยล่องกลางฟ้าเริ่มค่อยๆ หรี่แสง กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์เสด็จมาส่งบุตรสาวด้วยน้ำตาซึม พลางประคองมือลูกสาวส่งให้เจ้าบ่าวท่ามกลางเสียงเพลงบรรเลงหวานซึ้ง จนกลายเป็นภาพที่ทุกคนต่างจดจำ

    เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกนำเข้าสู่ห้องพักพิเศษบนเรือเหาะหลวง ที่ตกแต่งด้วยม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขอบขาว แสงไฟโทนอุ่นสร้างบรรยากาศสงบ ดอกเหมยขาวโปรยเต็มพื้นพรม ส่งกลิ่นหอมเย็นแผ่วเบา หน้าต่างบานกว้างเปิดรับวิวหมู่เมฆและทะเลแห่งหมู่ดาวไกลริบสุดสายตา

    เมื่อประตูห้องปิดลง เสียงงานเลี้ยงที่อยู่ห่างออกไปก็เงียบลง เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นอยู่ภายในห้วงเวลาแห่งค่ำคืนอันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่…

    แสงสะท้อนจากคริสตัลระย้าส่องประกายแพรวพราวบนผนังห้องที่ตกแต่งด้วยม่านปักลูกไม้สีขาวบนผืนผ้าโปร่งบางสีฟ้าน้ำทะเลอ่อนๆ กลิ่นหอมของดอกเหมยขาวเจือกลิ่นชาอุ่นที่โชยมาจากกาน้ำชาบนโต๊ะไม้สลักลายมังกร

    ลมเย็นจากหน้าต่างสูงพัดเข้ามาอย่างแผ่วเบา พาเสียงคลื่นลึกจากใต้ผืนฟ้าก้องกังวานราวบทเพลงกล่อมใจ องค์รัชทายาทไป๋เหยียนจื่อนั่งชิดขอบหน้าต่าง ยกมือแตะผ้าม่านเบาๆ แสงจันทร์ส่องลอดผ่านเข้ามาขับผิวเธอให้ขาวนวลราวหิมะยามรุ่งสาง องค์ชายมันตราเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าแล้วค่อยๆ คลี่ปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกมา

    “คืนนี้อากาศช่างเหน็บหนาวนัก” เสียงของเขาอ่อนโยนราวสายลม “พี่ไม่อยากให้น้องเป็นหวัด”

    ไป๋เหยียนจื่อหันไปสบตาเขา แววตาคู่นั้นช่างอบอุ่นและจริงใจจนหัวใจเธอเต้นแรง “ขอบพระทัยเพคะ… หากเสด็จพ่อยังอยู่…ก็คงจะดี” น้ำเสียงเธอแผ่วลงเมื่อนึกความทรงจำสมัยยังเยาว์

    องค์ชายมันตรายื่นมือมาประคองมือองค์หญิงไป๋เหยียนจื่อไว้แน่น “แม้เสด็จพ่อน้องจะมิอาจอยู่ร่วมงานในวันนี้… แต่นับจากนี้น้องจะมีพี่อยู่เคียงข้างกายตลอดไป…”

    น้ำตาหยดเล็กๆ เอ่อไหลรินลงบนแก้มของไป๋เหยียนจื่อ มันตราจึงโน้มตัวลงใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเช็ดน้ำตานั้นอย่างแผ่วเบา ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน “หยาดน้ำตานี้ของน้อง… พี่จะไม่ยอมให้มันไหลเพราะความทุกข์ใดๆ ของน้องอีก”

    เธอยิ้มตอบ แม้หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ ความเงียบที่รายล้อมพวกเขาเป็นดังโลกใบเล็กๆ ที่มีเพียงเขาและเธอสองคน มันตราจับมือไป๋เหยียนจื่อนำไปวางทาบลงบนอกของตน

    “ฟังสิ… หัวใจของพี่มันเต้น… เพื่อน้องเพียงผู้เดียว”

    ไป๋เหยียนจื่อหลับตา ยิ้มทั้งน้ำตา และพยักหน้าช้าๆ ลมทะเลเย็นพัดเข้ามาอีกครั้ง ใต้แสงจันทร์เงาของทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนมารวมกัน กลายเป็นเงาเดียวที่แนบชิด บันทึกค่ำคืนนี้ไว้ในความทรงจำตราบชั่วชีวิต

    แสงอรุณที่เริ่มแตะขอบฟ้า เสียงฆ้องเงินตีขึ้นสามครั้ง เป็นการประกาศให้ขุนนางทั้งมวลเข้าประชุมด่วน ดังสะท้อนก้องไปทั่ววังหลวง

    ภายในท้องพระโรง ขุนนางหญิงล้วนกว่าเจ็ดสิบคนก้าวเดินอย่างเร่งรีบ กระโปรงยาวของชุดราชการสีครามพริ้วสะบัดตามจังหวะฝีเท้า บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบ ที่แฝงเร้นด้วยความสงสัยและวิตกกังวลดังแว่วไปทั่ว

    “ได้ข่าวมาว่าจะให้ราชบุตรเขยครองบัลลังก์งั้นหรือ?”

    “ถ้าเป็นชายปกครอง... ระบบบ้านเมืองเราคงเปลี่ยนไปแน่ๆ”

    “ฝ่าบาททรงคิดอะไรอยู่กันนะ?”

    เมื่อกษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์เสด็จมาถึง ทุกคนถวายความเคารพพร้อมเพรียงกัน

    “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

    ไป๋หานเย่ว์ยิ้มอย่างสงบนิ่ง แต่ในแววตานั้นทอประกายอย่างเด็ดเดี่ยว “วันนี้ เราขอประกาศต่อที่ประชุม… เราจะ สละราชบัลลังก์” เสียงฮือฮาดังระลอกใหญ่ ราวกับคลื่นโหมซัดเข้าฝั่ง

    นางยกพระหัตถ์ขึ้นเบาๆ เพื่อให้ทุกคนเงียบ แล้วกล่าวต่อ “เราจะยกบัลลังก์นี้ให้กับราชบุตรเขยมันตรา ให้เขาปกครองบ้านเมืองแทนเรา ส่วนเรา… จะเข้าตำหนักดอกเหมย ที่สำนักเหมันต์เพื่อถือศีลอย่างสงบ ปลีกตนจากเรื่องของบ้านเมือง… ชั่วชีวิตนี้… เราจะไม่ก้าวออกจากตำหนักอีก”

    ความเงียบปกคลุมท้องพระโรงชั่วขณะ ก่อนเสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งความกลัวและความสงสัย

    “ตำหนักนี้มีไว้สำหรับให้พระสวามีของกษัตรีย์ ถือศีล จองจำตนเองหลังกษัตรีย์สิ้นพระชน และมีการผลัดแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่ที่ซึ่งกษัตรีย์จองจำตนเอง เพื่อรัชทายาทของแผ่นดินอื่น” เสนาบดี ไป๋ลี่อิง กล่าวเตือน

    “หุบปาก!! แม้เจ้าจะเป็นเสนาบดี จงอย่าถือตนว่าเป็นถึงน้องสาวเรา หากเจ้าลบหลู่เบื้องสูงก็มีโทษไม่ต่างจากผู้อื่นนะ” ไป๋หานเย่ว์ตวาดน้องสาวของตน

    ทั้งท้องพระโรงพลันเงียบงันขึ้นมาในทันใด “นี่อาจจะหมายความว่า จากระบบสตรีเป็นใหญ่ ที่ดำรงมาหลายพันปี อาจจะต้องถูกเปลี่ยนเป็น ระบบบุรุษเป็นใหญ่ในทันที” เสนาบดี ไป๋ลี่อิงยังคงยืนกราน

    กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์ทอดพระเนตรเห็นความกังวลนั้นของขุนนางทั้งหลาย จึงตรัสด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น มั่นคง “เราได้ถามทัศนคติของมันตราแล้ว เขายึดมั่นในความเท่าเทียมระหว่างบุรุษและสตรี ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่ากัน บ้านเมืองจะยังคงเป็นบ้านเมืองของทุกคน บนพื้นฐานสิทธิและเสรีภาพอันเท่าเทียม”

    ถึงแม้ระบบความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรีจะเป็นเรื่องใหม่ แต่บรรดาขุนนางหญิงเมื่อพิจารณาแล้ว ก็ค่อยๆ คลายสีหน้ากังวลลง เหลือเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ท้ายที่สุด ทุกเสียงในที่ประชุมก็ลงความเห็นยอมรับการสละพระราชบัลลังก์ของฝ่าบาท

    เสียงกลองมังกรและฆ้องหยกดังก้องสะท้อนทั่วลานพิธี นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัย แสงแดดยามสายสาดลงบนบัลลังก์ทองที่ตั้งอยู่กลางท้องพระโรงจนเปล่งประกายราวดวงดาวนับพันในวันนี้ ดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

    กษัตรีย์ไป๋หานเย่ว์ประคองมงกุฎที่มีรูปสลักเกล็ดหิมะสีแดง ซึ่งเป็นตราแผ่นดินของอาณาจักร แสดงถึงอำนาจอันสูงสุด เดินขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างสง่างาม ก่อนหยุดลงตรงหน้ามันตรา

    ไป๋หานเย่ว์: "บัดนี้ เราขอฝากบัลลังก์และแผ่นดินนี้ไว้ให้เจ้าปกครอง จงรักประชาชนให้เหมือนลูกของเจ้า ปกครองแผ่นดินนี้ด้วยปัญญา และความเที่ยงธรรม ให้แผ่นดินทุกหย่อมหญ้า ร่มเย็น เป็นสุข มั่งคั่ง ยั่งยืน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี สืบไป"

    มันตราคุกเข่า น้อมรับมงกุฎด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เมื่อมงกุฎถูกสวมลงบนศีรษะ เสียงโห่ร้องของเหล่าขุนนางหญิงก็พลันดังก้อง ท้องฟ้าเหนือพระราชวัง ปรากฏฝูงนกหงษ์เพลิงสัตว์เทพในตำนานที่ไม่เคยปรากฏกายมาก่อนบินวนว่อนไปมา ราวกับว่าพวกมันกำลังแสดงความยินดีกับกษัตริย์พระองค์ใหม่

    “เราจะปกครองแผ่นดินนี้โดยยึดหลักคุณธรรม ให้ประชาชนทุกคนอยู่อย่างเท่าเทียมกัน  และพัฒนาบ้านเมืองไปสู่ยุคใหม่”

    ในยามนั้น ราชามันสินธรในชุดเครื่องทรงแห่งกษัตริย์อันวิจิตรและราชินีมันษิตาในฉลองพระองค์ผ้าแพรสีฟ้าครามปักลายเมฆา ต่างยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ

    ราชามันสินธร: "เจ้าคือความภาคภูมิของตระกูลเรา จงปกครองด้วยหัวใจ มิใช่เพียงด้วยอำนาจ"

    ราชินีมันษิตา: "ไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ใดในเขตแดนมนุษย์นี้ จงรับรู้ไว้เถิดว่าแม่กับบิดาของเจ้าจะยืนอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ"

    หลังพิธีสวมมงกุฎ ราชามันตราประกาศพระราชโองการแรกต่อหน้าสาธารณชน

    มันตรา: "พลเรือโทองค์หญิงไป๋เหยียนจื่อ ผู้กล้าหาญ มีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี และมีความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน เราจึงประกาศแต่งตั้งเป็นพระราชินีแห่งอาณาจักรเหมันต์ นับแต่บัดนี้"

    เสียงโห่ร้องยินดีดังลั่น ขุนนางหญิงที่เคยลังเลต่างโค้งศีรษะให้สัญญาณแห่งการยอมรับต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ

    “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ…”

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3) ที่คุณอ่าน