สายลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เหนือหมู่บ้านชิงเหอ
แต่ไม่มีผู้ใดรู้สึกถึงความสดชื่นของมัน
หลังจากเหตุการณ์ในโพรงใต้ภูเขา
บรรยากาศทั่วทั้งหมู่บ้านกลับตึงเครียดมากกว่าที่เคย
โดยเฉพาะภายในหอเฝ้าราตรี
รายงานทุกฉบับ
ค่ายกลทุกแห่ง
และผู้ฝึกตนทุกคน
ต่างถูกระดมเข้ามารับมือกับวิกฤตที่กำลังขยายตัว
เพราะทุกคนเริ่มตระหนักแล้วว่า
ผนึกแห่งนี้...
อาจไม่ใช่เพียงผนึกธรรมดา
ภายในห้องประชุม
ซูอู๋เซวียนกำลังยืนอยู่หน้าแผนที่ขนาดใหญ่
แสงจากตะเกียงส่องกระทบใบหน้าอันเย็นชา
ทำให้บรรยากาศยิ่งเคร่งเครียด
"รายงานล่าสุด"
เขาเอ่ยขึ้น
เฉินเยี่ยนชิวก้าวออกมา
"เมื่อคืนมีวิญญาณเร่ร่อนเพิ่มขึ้นอีกสามร้อยดวง"
"ทั้งหมดเคลื่อนตัวเข้าหาภูเขา"
"ไม่มีการโจมตี"
"ไม่มีการต่อต้าน"
"เพียงเดินเข้าหาผนึก"
หานเทียนจวินกำหมัดแน่น
"นี่มันบ้าชัด ๆ"
"ต่อให้เป็นวิญญาณระดับสูงก็ไม่ควรถูกชักนำได้มากขนาดนี้"
มู่ชิงเหยาพยักหน้า
"หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป"
"อีกไม่นานวิญญาณทั่วดินแดนชิงเหออาจเริ่มเคลื่อนตัวมาที่นี่ทั้งหมด"
ภายในห้องเงียบลงทันที
นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
แต่นั่นคือหายนะระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน
หลินเซวียนกำลังนั่งอยู่ลำพังบนหน้าผาหลังหมู่บ้าน
หลังเปิดประตูมรรคา
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกวิชาสังเกตมรรคา
โลกในสายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ปราณฟ้าดินไหลเวียนดุจสายน้ำ
เส้นกรรมพาดผ่านทุกสรรพสิ่ง
แม้แต่ต้นไม้และก้อนหิน
ก็ยังมีร่องรอยแห่งเหตุและผล
แต่วันนี้
มีบางอย่างแตกต่างออกไป
เมื่อหลินเซวียนมองไปยังภูเขา
เขาพบว่า
เส้นกรรมสีดำจำนวนมหาศาล
กำลังค่อย ๆ รวมตัวกัน
เหนือยอดเขา
ราวกับก้อนเมฆแห่งโชคชะตา
ที่กำลังก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ
เขาขมวดคิ้ว
ก่อนใช้ดวงตาแห่งกรรมเพ่งมอง
ทันใดนั้นเอง
ภาพหนึ่งพลันปรากฏขึ้น
ในห้วงสายตา
มีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่บนท้องฟ้า
สวมอาภรณ์สีดำ
ใบหน้ามืดมัว
ไม่อาจมองเห็นได้ชัด
แต่สิ่งที่ทำให้หลินเซวียนขนลุกทั้งร่าง
คือดวงตาของอีกฝ่าย
ดวงตาคู่นั้น
กำลังมองมาที่เขา
ราวกับรับรู้การมีอยู่ของเขาได้
"อึก!"
หลินเซวียนรีบถอนสายตา
ภาพทั้งหมดหายไปทันที
หัวใจเต้นรุนแรง
เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ
นั่นไม่ใช่นิมิต
ไม่ใช่ความฝัน
แต่เป็นความรู้สึกจริง
ราวกับมีบางสิ่ง
กำลังเฝ้ามองเขาอยู่จากที่ไกลแสนไกล
คืนนั้น
หลินเซวียนถูกเรียกตัวเข้าพบซูอู๋เซวียน
ภายในห้อง
มีเพียงเขาและรองเจ้าหอ
ไม่มีใครอื่น
ซูอู๋เซวียนนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยถาม
"เจ้าเห็นอะไร"
หลินเซวียนเงียบไปเล็กน้อย
ก่อนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนหน้าผา
เมื่อได้ฟังจบ
สีหน้าของซูอู๋เซวียนเปลี่ยนไปทันที
แม้เพียงชั่วครู่
แต่หลินเซวียนสังเกตเห็น
เป็นครั้งแรก
ที่บุคคลระดับนี้
แสดงอาการตกใจ
"ท่านรู้จักสิ่งนั้นหรือ"
หลินเซวียนถาม
ซูอู๋เซวียนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่
ก่อนกล่าวช้า ๆ
"ข้าไม่แน่ใจ"
"แต่ในบันทึกต้องห้ามบางส่วน"
"เคยกล่าวถึงตัวตนประเภทหนึ่ง"
"พวกเขาไม่ใช่ผู้เฝ้าผนึก"
"ไม่ใช่ผู้ถือโคม"
"แต่เป็นผู้เฝ้ามอง"
หลินเซวียนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง
คำนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
หลังจากข้อความบนประตู
"ผู้เฝ้ามองคืออะไร"
เขาถามทันที
ซูอู๋เซวียนส่ายหน้า
"ไม่มีใครรู้"
"แม้แต่บันทึกของหอเฝ้าราตรี"
"ก็กล่าวถึงพวกเขาเพียงไม่กี่บรรทัด"
"แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน"
"ทุกครั้งที่ผู้เฝ้ามองปรากฏ"
"จะมีหายนะครั้งใหญ่เกิดขึ้น"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
ขณะเดียวกัน
ห่างออกไปหลายพันลี้
ภายในดินแดนรกร้างอันมืดมิด
มีวิหารโบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่
ตัววิหารพังทลายไปกว่าครึ่ง
ราวกับผ่านกาลเวลามาหลายหมื่นปี
ภายในวิหาร
ชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่หน้าตะเกียงเก่าคร่ำคร่า
ทันใดนั้น
เปลวไฟบนตะเกียงพลันสั่นไหว
ชายชราเงยหน้าขึ้นทันที
ดวงตาแก่ชราที่ปิดมานาน
ค่อย ๆ ลืมขึ้น
"ในที่สุด..."
เขาพึมพำเบา ๆ
ก่อนมองไปทางทิศตะวันออก
ซึ่งเป็นทิศเดียวกับภูเขาแห่งผนึก
"สายสืบทอด..."
"ปรากฏตัวแล้วหรือ"
ในเวลาเดียวกัน
ใต้ภูเขา
หลังผนึกโบราณ
ความมืดอันไร้จุดสิ้นสุดยังคงปกคลุมทุกสิ่ง
แต่ในความมืดนั้น
ดวงตาคู่มหึมา
ได้ลืมขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มากกว่าเดิม
และเป็นครั้งแรก
ที่เสียงหนึ่งดังออกมาจากเบื้องลึก
แผ่วเบา
โบราณ
และเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
"ข้ารอมา..."
"นานเกินไปแล้ว..."
เสียงนั้นสะท้อนผ่านความมืด
ผ่านโซ่ตรวน
ผ่านผนึก
และผ่านกาลเวลา
ราวกับกำลังรอคอยใครบางคน
ให้กลับมา
ประโยคปิดบท"เมื่อผู้เฝ้ามองเริ่มเคลื่อนไหว"
"ผู้ที่หลับใหลมานับหมื่นปี ก็เริ่มลืมตาขึ้นเช่นกัน..."