สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 91 ข้าเป็นลูกสาวท่านนะ

    ก่อนยูรันจะเดินออกจากห้อง ลู่ชิงถานซึ่งยืนรออยู่ข้างประตูก็เรียกเขาเอาไว้


    “คุณชาย เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ”


    ยูรันหยุดฝีเท้า


    “มีอะไร?”


    ลู่ชิงถานเหลือบมองมารดาซึ่งกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียง ก่อนถามเสียงเบา


    “เหตุใดท่านถึงดีกับท่านแม่ของข้ามากขนาดนี้?”


    “นางเป็นสตรีที่ต้องแบกรับทั้งตระกูลและเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพังไม่ใช่หรือ?”


    ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ


    “คนที่ยอมเหน็ดเหนื่อยและเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก สมควรได้รับการดูแลให้ดี”


    ลู่ชิงถานนิ่งไปเล็กน้อย


    “เพียงเพราะเหตุผลนี้หรือเจ้าคะ?”


    ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง


    “แล้วจะให้มีเหตุผลอะไรอีก?”


    ลู่ชิงถานมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน


    “ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่ท่านบอกว่าอาจต้องใช้หัวใจของตนเองรักษาข้า...”


    นางกำชายเสื้อแน่น


    “หากการรักษาต้องแลกด้วยชีวิตของท่าน ข้าไม่ยอมรับนะเจ้าคะ ท่านช่วยพวกเรามามากพอแล้ว”


    “อ๋อ ข้าพูดไปงั้นแหละ ไม่ต้องกังวล”


    ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ


    “อีกอย่าง หากเจ้าตายไป ท่านแม่ลู่ต้องเสียใจมากแน่ ข้าปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นไม่ได้”


    ลู่ชิงถานหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย


    แม้เหตุผลหลักของเขาจะยังคงเป็นมารดาของนาง แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นกลับทำให้นางอดยิ้มไม่ได้


    “พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก”


    “เจ้าค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะเจ้าคะ คุณชาย”


    “อืม ราตรีสวัสดิ์”


    ทั้งสองแยกย้ายกลับห้องพักของตนเอง ทว่าคืนนั้นลู่ชิงถานกลับนอนลืมตามองเพดานอยู่นาน เพราะไม่อาจหยุดนึกถึงคำพูดและฝ่ามืออันอบอุ่นของยูรันได้


    เช้าวันรุ่งขึ้น ยูรันตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ก่อนจะเข้าไปในห้องครัวและเริ่มลงมือเตรียมอาหารเช้าให้คนในคฤหาสน์ด้วยตนเอง


    ขณะเดียวกัน ลู่เหยียนหนิงค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นภายในห้องนอน


    ไม่นานนัก สาวใช้คนหนึ่งก็เปิดประตูเข้ามาเพื่อช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า


    ทว่าทันทีที่เห็นใบหน้าของผู้เป็นนาย นางกลับยืนตะลึงอยู่กับที่


    “ฮูหยิน...”


    ลู่เหยียนหนิงหันไปมองด้วยความสงสัย


    “เป็นอะไรไป เหตุใดจึงทำหน้าราวกับเห็นผีตั้งแต่เช้า?”


    สาวใช้พลันได้สติ รีบส่ายหน้าจนแทบเป็นพัลวัน


    “ไม่ใช่เจ้าค่ะ! ฮูหยิน ท่านดูงดงามมากเลยเจ้าค่ะ!”


    “ข้าดูงดงาม?”


    สาวใช้รีบหยิบกระจกทองเหลืองบนโต๊ะเครื่องแป้งมาส่งให้


    “ท่านลองดูสิเจ้าคะ”


    ลู่เหยียนหนิงรับกระจกมาส่อง ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย


    ใบหน้าภายในกระจกยังคงเป็นใบหน้าของนาง แต่ผิวพรรณกลับเปล่งปลั่ง ดวงตาสดใส ร่องรอยอ่อนล้าซึ่งเคยซ่อนอยู่ตามหว่างคิ้วหายไปจนหมด แม้นางจะดูอ่อนเยาว์อยู่แล้ว ทว่ายามนี้กลับยิ่งงดงามและมีชีวิตชีวา ราวกับย้อนกลับไปในช่วงวัยสาวอีกครั้ง


    นางยกมือแตะแก้มตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ


    “นี่เป็นเพราะเมื่อคืนหรือ...”


    หลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ลู่เหยียนหนิงก็เดินออกจากห้อง โดยมีสาวใช้ติดตามอยู่ด้านหลัง


    ตลอดทางที่นางเดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นองครักษ์ บ่าวรับใช้ หรือผู้อาวุโสประจำตระกูล ต่างพากันหยุดฝีเท้าและหันมามองเป็นสายตาเดียวกัน


    “นั่น... ฮูหยินลู่หรือ?”


    “เหตุใดเช้านี้ฮูหยินจึงดูงดงามยิ่งกว่าเดิม?”


    “ไม่ใช่เพียงงดงาม นางดูสดใสราวกับอ่อนวัยลงไปอีกหลายปี!”


    แม้แต่ลู่ชิงถานซึ่งกำลังเดินออกมาจากเรือนของตนยังหยุดชะงัก เมื่อเห็นมารดากำลังเดินเข้ามา


    นางมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอยู่หลายรอบ ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ


    “ท่านแม่... เหตุใดวันนี้ท่านจึงดูแตกต่างไปเช่นนี้?”


    ลู่เหยียนหนิงลูบใบหน้าของตนเองเบา ๆ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นตรงมุมปาก


    “แม่เพียงได้นอนหลับเต็มอิ่มเท่านั้น”


    ลู่ชิงถานย่อมไม่เชื่อว่าการนอนหลับเพียงคืนเดียวจะทำให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้


    นางพลันนึกถึงภาพเมื่อคืน ทั้งการล้างเท้า กดจุด นวดไหล่ และเสียงเพลงอันนุ่มนวลของยูรัน ก่อนจะอดเหลือบมองไปทางห้องครัวไม่ได้


    [หรือทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขา?]


    เมื่อทั้งสองมาถึงห้องอาหาร กลิ่นหอมเข้มข้นของอาหารเช้าก็ลอยมาแตะจมูกทันที


    บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิด ทั้งโจ๊กเนื้อเนียนกับสมุนไพรบำรุงร่างกาย ขนมแป้งทอดสีเหลืองทอง เนื้อตุ๋นหอมกรุ่น และเครื่องเคียงสีสันสดใสซึ่งถูกจัดวางอย่างประณีต


    แม้ลู่เหยียนหนิงกับลู่ชิงถานจะเคยลิ้มลองฝีมือของยูรันมาแล้วเมื่อคืน แต่เมื่อเห็นอาหารตรงหน้า พวกนางก็ยังอดทึ่งไม่ได้


    ยูรันเดินออกมาจากห้องครัว เมื่อสัมผัสได้ว่าทั้งสองมาถึงแล้ว เขาก็รีบเข้าไปประคองลู่เหยียนหนิงทันที


    “ท่านแม่ลู่ วันนี้ท่านดูงดงามยิ่งนัก”


    ลู่เหยียนหนิงหัวเราะเบา ๆ


    “ปากหวานนักนะ เป็นเพราะสิ่งที่เจ้าทำให้ข้าเมื่อคืนหรือเปล่า วันนี้ข้าถึงดูอ่อนวัยลงตั้งหลายปี”


    ยูรันส่ายหน้า


    “จะเป็นเพราะข้าได้อย่างไร ท่านงดงามอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้พักผ่อนน้อยเกินไปเท่านั้น”


    เขาประคองนางไปยังเก้าอี้อย่างระมัดระวัง


    “ขอเพียงนอนหลับสนิทโดยไม่ต้องคิดกังวลสิ่งใด ร่างกายและจิตใจก็ย่อมฟื้นฟูได้เอง ท่านนั่งลงก่อนเถอะ”


    ลู่ชิงถานมองยูรันดูแลมารดาของตนอย่างใกล้ชิด ก่อนก้มลงมองเก้าอี้ของตนเองซึ่งไม่มีผู้ใดคิดจะช่วยเลื่อนให้


    นางจึงต้องดึงเก้าอี้ออกมานั่งเงียบ ๆ ด้วยตนเอง


    [ข้าเป็นคนเชิญเขามาที่นี่แท้ ๆ เหตุใดตอนนี้ข้าถึงดูเหมือนเป็นคนนอกไปแล้ว?]


    ทั้งสามนั่งรับประทานอาหารเช้า พลางพูดคุยเรื่องทั่วไปอย่างผ่อนคลาย บรรยากาศภายในห้องอาหารอบอุ่นจนลู่เหยียนหนิงเผลอยิ้มออกมาอยู่หลายครั้ง


    กระทั่งองครักษ์จางเดินเข้ามารายงาน


    ใบหน้าของเขายังคงบวมอยู่เล็กน้อย แต่พอจะพูดจารู้เรื่องแล้ว


    “เรียนฮูหยิน เมื่อคืนนี้ข้าน้อยสอบสวนโจรเหล่านั้นตลอดทั้งคืน แม้พวกมันจะยังไม่ยอมเปิดเผยผู้บงการ แต่จากหลักฐานที่ตรวจค้นได้...”


    “ตระกูลจง”


    ยูรันกล่าวแทรกขึ้นมาขณะคีบอาหารใส่ชามของลู่เหยียนหนิง


    องครักษ์จางชะงัก


    “คุณชายทราบได้อย่างไรว่าคือตระกูลจง?”


    “ดูก็รู้แล้ว”


    “แต่คุณชายมองไม่เห็นไม่ใช่หรือขอรับ?”


    มือของยูรันหยุดชะงัก ก่อนหันหน้าไปทางองครักษ์จางอย่างช้า ๆ


    “พอเอ่ยชื่อตระกูลจง พวกมันก็กระตุกแทบจะพร้อมกัน ยังต้องคิดอีก ตาแก่จาง ท่านนี่มันห่วยจริง ๆ”


    องครักษ์จางยืนแข็งค้าง


    “...”


    เขารู้สึกว่าตนอดหลับอดนอนทั้งคืนไปโดยเปล่าประโยชน์


    ลู่เหยียนหนิงวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวกับเขา


    “วันนี้เจ้าไปแจ้งหอประมูลสมบัติว่าตระกูลลู่จะเข้าร่วมงานประมูลในวันพรุ่งนี้ ลงชื่อยูรันเป็นแขกของตระกูลเราด้วย”


    “ขอรับ”


    “ส่วนวันนี้...”


    ลู่เหยียนหนิงเหลือบมองยูรัน ก่อนรอยยิ้มสดใสจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า


    “ข้าจะออกไปเที่ยวเล่นผ่อนคลายกับลูกชายคนนี้สักหน่อย”


    ยูรันพยักหน้าทันที


    “ท่านแม่อยากไปที่ใด ข้าจะพาไปเอง”


    ลู่ชิงถานหยุดตะเกียบกลางอากาศ


    “แล้วข้าเล่าเจ้าคะ?”


    ลู่เหยียนหนิงหันมามองบุตรสาว


    “ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอ วันนี้อยู่พักผ่อนที่คฤหาสน์เถอะ”


    “...”


    ลู่ชิงถานมองมารดา แล้วหันไปมองยูรันซึ่งกำลังคีบอาหารให้นางอย่างเอาอกเอาใจ


    [ลูกชาย?]


    [ท่านแม่ ข้าต่างหากที่เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของท่าน!]


    [เหตุใดลูกสาวแท้ ๆ ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ส่วนลูกชายที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อวานกลับได้ออกไปเที่ยวเล่นกับท่านกัน?!]


    ยูรันกล่าวขึ้นอีกครั้ง


    “แต่ข้ามีข้อแม้อยู่หนึ่งอย่าง”


    ลู่เหยียนหนิงเลิกคิ้ว


    “ข้อแม้อะไรรึ?”


    “ตอนเที่ยงอย่างไรพวกเราก็ต้องกลับมากินอาหารที่คฤหาสน์ อาหารข้างนอกไม่รู้ว่าใช้วัตถุดิบแบบใด ทั้งยังอาจไม่เหมาะกับร่างกายของท่าน ให้ข้ากลับมาทำให้ท่านแม่กินเองดีกว่า”


    ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย


    “ตามใจเจ้า”


    “อืม เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้”


    ลู่ชิงถานมองทั้งสองพูดคุยตกลงกันเองโดยไม่มีผู้ใดหันมาถามความเห็นของนางแม้แต่คำเดียว


    นางก้มหน้าลงกินอาหารเงียบ ๆ ด้วยความน้อยใจถึงขีดสุด


    [ท่านแม่ตามใจเขาทุกอย่างเลยหรือ?]


    [ตอนข้าขอออกไปเที่ยวเล่น เหตุใดท่านถึงไม่เคยตอบง่ายดายเช่นนี้บ้าง!]


    หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ลู่เหยียนหนิงก็ออกจากคฤหาสน์พร้อมกับยูรันเพียงสองคน


    ยูรันพานางเดินชมร้านค้าตามถนน เลือกซื้อของที่นางสนใจ และแวะนั่งพักดื่มชาเมื่อเห็นว่านางเริ่มเหนื่อย ทุกครั้งที่ต้องเดินขึ้นลงบันไดหรือผ่านบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น เขาจะคอยประคองนางอย่างระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา


    ทั้งที่ตนเป็นคนตาบอด แต่กลับดูแลคนข้างกายได้ดีกว่าคนตาดีเสียอีก


    ลู่เหยียนหนิงไม่ได้ออกมาเที่ยวเล่นอย่างสบายใจเช่นนี้มานานแล้ว นับตั้งแต่สามีจากไป


    วันนี้นางไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องใดทั้งนั้น


    เพียงเดินไปตามถนน พูดคุยเรื่องทั่วไป และปล่อยให้ยูรันเป็นผู้จัดการทุกอย่าง


    เมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยง ยูรันก็พานางกลับคฤหาสน์ตามที่ตกลงไว้ ก่อนลงมือเตรียมอาหารกลางวันด้วยตนเอง


    ลู่ชิงถานซึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้วมองมารดากลับมาพร้อมรอยยิ้มสดใส ก่อนจะหันไปมองถุงข้าวของมากมายที่ยูรันถือกลับมาให้นาง


    [ออกไปเที่ยวกันสนุกมากเลยสินะ...]


    หลังรับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เหยียนหนิงกับยูรันก็ออกไปเที่ยวเล่นกันต่อ ทิ้งให้ลู่ชิงถานยืนมองตามอยู่หน้าคฤหาสน์ด้วยสีหน้าหม่นหมอง


    ทั้งสองกลับมาอีกครั้งในช่วงเย็น


    ลู่เหยียนหนิงดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าตอนเช้า รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยังไม่จางหาย แม้เดินเที่ยวมาทั้งวันก็ไม่แสดงอาการเหนื่อยล้าให้เห็น


    ยูรันเดินอยู่ข้างกาย มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยข้าวของที่นางเลือกซื้อมา


    ลู่ชิงถานมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างน้อยใจ


    [ข้าเป็นลูกสาวท่านนะ...]