ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 5 ตอนที่ 2 เปิดประตูสู่แดนเทพรกร้าง

    บริเวณเหนือฟากฟ้าของมหาสมุทรไร้เกาะ

            ได้มีร่างเงาของคนจำนวนมากมากกว่าห้าพันคนปรากฏขึ้นมาเหนือฟากฟ้า มีทั้งชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ชนชั้นจักรพรรดิ ชนชั้นราชัน ขนาดคนที่อ่อนแอที่สุดยังเป็นถึงชนชั้นจอมยุทธ์ เรียกได้ว่าเป็นกองกำลังที่มีความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล และทั้งหมดนั้นถูกนำทัพมาโดยเทพแท้จริงในชนชั้นเทวะแท้จริงห้าคนนั้นคือ

    ฉินอ๋อง แห่งราชวงศ์โชติช่วง / เทพวิญญาณยามาโตะ / เทพสมุทรตงฟางจ้าว / เทพจันทราเยว่หลาง / ผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อ

            และนอกจากเทพแท้จริงทั้งห้า ฝ่ายของราชวงศ์โชติช่วงยังมี  สองปีกแห่งราชวงศ์ ปีกกระบี่ บัญชาการสูงสุดของหน่วยตรวจการแผ่นดิน เฟิ่งหวงจิน. จักรพรรดศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง /  ปีกสงคราม แม่ทัพใหญ่เฟิ่งหวงหมิง จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง  และ ผู้อาวุโสหนึ่งแห่งตระกูลโอวหยาง ผู้อาวุโสหนึ่งของตระกูลมู่หรง ผู้อาวุโสหนึ่งของตระกูลถัง ต่างเป็นตัวแทนมาร่วมกองกำลังเช่นเดียวกัน 

            ส่วนผู้ที่เป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่ได้ขึ้นตรงกับแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างเก้าปราชญ์ ปราชญ์ดาบ ปราชญ์กระบี่ และ ปราชญ์สำเนียง ก็อยู่ภายในกองกำลังนี้เช่นเดียวกัน

            แต่แดนศักดิ์สิทธิ์ราชวงศ์หมื่นศาสตราที่มากันเพียงสองดาบ และ สถาบันเทพราชันที่มาแต่ผู้พิทักษ์ ไม่ได้มีผู้อำนวยการตามมาด้วย แดนศักดิ์สิทธิ์อื่นต่างมี หนึ่งชนชั้นเทวะ สองชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ สิบชนชั้นจักรพรรดิ ร้อยชนชั้นราชัน และ ชนชั้นจอมยุทธ์อีกเกือบพันคน แม้ว่าจะมีคนจำนวนมาก แถมแต่ละคนยังมีระดับพลังมหาศาลจนสามารถสั่นสะเทือนได้ทั้งทวีป แต่การปรากฏตัวของคนทั้งหมดถูกซ่อนไว้ด้วยยันต์สีขาวจำนวนมาก ที่มีความสามารถในการซ่อนเร้นระดับสูง ยันต์อาคมจาก เทพวิญญาณยามาโตะ

            “อีกเพียงหนึ่งชั่วโมงหลังจากนี้ หลังจากที่ประตูมิติสู่แดนเทพรกร้างปิดลง พวกเราจะบุกทันที” ฉินอ๋องกล่าว ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถบรรลุถึงชนชั้นเทวะได้ จะสามารถสัมผัสถึงการคงอยู่ของแดนเทพรกร้างได้ และ ประตูมิติที่ใช้พลังของชนชั้นเทวะในการเข้าสู่แดนเทพรกร้างพวกเขาทั้งห้าคนย่อมต้องสามารถสัมผัสถึงพลังนั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าพลังนั้นจะเกิดขึ้นอยู่ไกลจากที่ที่เขาอยู่ก็ตาม

            “รับทราบ!!” คนทั้งหมดต่างตอบรับคำกล่าวของฉินอ๋องอย่างหนักแน่น

            แต่หากว่ามีใครสังเกตให้ดีจะพบว่าที่มือของผู้พิทักษ์ เจิ้งซื่อ ขยับอยู่เล็กน้อยตลอดเวลา ราวกับว่าเขากำลังต้องการทำอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่มีใครที่จะสังเกตเห็นได้เลยแม้แต่คนเดียว

    ……

    ……

            หลังจากการประชุมลับที่อูหลินเฟิงรวบรวมคนขึ้นมา ก็ได้ถึงวันที่จะเดินทางไปยังแดนเทพรกร้างแล้ว ภายในค่ำคืนที่มิติของแดนเทพรกร้างเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กับมิติของโลกแห่งลมปราณมากที่สุด กองกำลังพิเศษที่ถูกก่อตั้งขึ้นร้อยหกสิบคนได้มารวมตัวกันที่ประตูขนาดใหญ่ ของสถาบันเทพราชัน ประตูนี้เชื่อมต่อกับค่ายกลมิติระดับสูงที่จะทำงานด้วย พลังของชนชั้นเทวะเพียงเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าชนชั้นเทวะของสถาบันเทพราชันจะไม่ได้เดินทางมา แต่เขาได้นำพลังของตนเองใส่ไว้ภายในประตูนี้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ให้ใครสักคนใช้พลังของตนเองกระตุ้นการทำงานของค่ายกล ก็จะสามารถเปิดประตูมิติสู่แดนเทพรกร้างได้แล้ว

            ในตอนนั้นเองผู้อำนวยการสาขาที่เก้าและสิบ ได้เดินทางมายังประตูมิติ เขาคือสองผู้อำนวยการที่ได้รับหน้าที่ในการเปิดใช้งานค่ายกล ผู้อำนวยการสาขาที่เก้า ผู้อำนวยการสาขาพลังวิญญาณ เป็นสายแก่สูงวัยที่มีผมที่ขาวทั้งหัว มีระดับลมปราณจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง ส่วน ผู้อำนวยการสาขาที่สิบ ผู้อำนวยการสาขาวิจัย สายหนุ่มสวมแว่นที่มีระดับลมปราณเพียงแค่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น และ ยังเป็นผู้อำนวยการที่ระดับพลังต่ำที่สุด 

            “ผู้พิทักษ์แห่งสถาบันไม่ได้มาเปิดประตูมิติด้วยตัวเองงั้นหรือ?” อูหลินเฟิงกล่าวออกมาด้วยความสงสัย แม้ว่าผู้พิทักษ์ที่เป็นชนชั้นเทวะจะใส่พลังของตัวเองไว้ในค่ายกลแล้วก็ตาม แต่เรื่องสำคัญแบบนี้กลับไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง แต่ใช้ผู้อำนวยการที่มีพลังเพียงแค่ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้เปิดประตู จากที่เขารู้มา สถาบันเทพราชันส่งผู้พิทักษ์หนึ่งคนไปยังทวีปปราณฟ้า เพื่อเข้าร่วมกองกำลังพิเศษบุกฐานที่ตั้งของแดนจันทราโลหิต แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็สมควรที่จะเหลือ อีกหนึ่งผู้พิทักษ์และผู้พิทักษ์สูงสุดของสถาบันแห่งนี้ แต่ว่าชนชั้นเทวะทั้งสองกลับไม่ปรากฏตัวออกมา

            “พวกเจ้าจงฟัง พวกเจ้าคือคนที่ได้รับเลือก ให้เข้าไปยังแดนเทพรกร้าง หลังจากที่ข้าเปิดประตูมิติที่มีพลังของชนชั้นเทวะแล้ว พวกเจ้าจะมีเวลาเพียงแค่ห้านาทีเท่านั้นในการเข้าไป แดนเทพรกร้างเป็นมิติที่จะเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากพวกเจ้าต้องการเข้าไปในตำแหน่งใกล้เคียง กับสหายของตัวเอง จะต้องเข้าไปให้ เวลาเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุด แต่ภายในป้ายที่สถาบันมอบให้ ได้มีค่ายกลระบุตำแหน่งของแต่ละคน พวกเจ้าสามารถใช้ค่ายกลนี้ระบุตำแหน่งของพวกเดียวกันได้  ส่วนผู้ที่ต้องการจะออกมาจากแดนเทพรกร้าง ให้พูดคำว่าเปิดใช้ค่ายก่อนข้ามมิติบนป้ายที่ทางสถาบัน ได้มอบให้กับพวกเจ้า หากป้ายพวกนั้นเดินทางผ่านประตูมิติแห่งนี้ ป้ายพวกนั้นจะได้รับเศษเสี้ยวพลังของ ชนชั้นเทวะ ทำให้พวกมันมีพลังในการส่งกลับและจะส่งพวกเจ้ากลับมายังประตูแห่งนี้" ผู้อำนวยการสาขาที่เก้ากล่าว

            "จงจำไว้ในการไปยังแดนเทพรกร้างครั้งนี้ อันตรายกว่าการเดินทางครั้งอื่นๆ แดนจันทราโลหิตเป็นศัตรูที่ไม่อาจประมาทได้ จงระวังตัวทุกฝีก้าว"ผู้อำนวยการที่สิบกล่าวเตือน แต่อูหลินเฟิงกลับรู้สึกว่านั่นเป็นการเตือนที่ดูเสแสร้งยิ่งนัก

            " ดูเหมือนว่าเจ้าจะคิดถูกเกี่ยวกับสัญลักษณ์ของพวกนั้น"จงหมิ่นกล่าว พร้อมกับหันไปมองรอบๆ มีคนไม่น้อยใกล้ประตูที่มีสัญลักษณ์ที่ว่า แม้แต่สองผู้อำนวยการบนนั่นจึงมีสัญลักษณ์พวกนั้นติดตัว

            " อย่าทำให้เจ้าพวกนั้นรู้แล้วกัน ว่าเรารู้เรื่องสัญลักษณ์แล้ว"อูหลินเฟิงกล่าว เตือนสหายที่มองไปรอบๆ

    ในตอนนั้นเองอูหมินจิง ถงต้าเหวย และ กวนซ่างซี สามคนที่ไม่ได้ถูกรับเลือกให้เข้าร่วมกองกำลังพันธมิตรต่างเดินเข้ามาหาสหายของตนเอง

            “ท่านพี่ขอให้โชคดี และ ขอให้ท่านรอดกลับมาให้ได้” อูหมินจิง พยายามกล่าวอวยพรพี่ชายตนเอง ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นถงต้าเหวย และ กวนซ่างซี ต่างเดินทางมาส่งคนที่ได้ไปแดนเทพรกร้าง และดูเหมือนว่า ทุกคนที่ไม่ได้ไปเรียนเทพรกร้างต่างมาส่งสหายของตนเอง พี่หรือน้องที่ได้รับเลือกด้วยกันทั้งนั้น หน้าประตูมิติจึงเต็มไปด้วยคนที่ได้รับเลือกและไม่ได้รับเลือกจำนวนมาก

            “พวกเจ้าเองก็ด้วย ภายในนั้นมีอันตรายมากนัก โปรดระวังตัวด้วย” กวนซ่างซีกล่าวด้วยความเป็นห่วงสหายทั้งหมดของตนเอง

            “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพวกนี้หรอก แต่ละคนเก่งอย่างกับสัตว์ประหลาด” ถงต้าเหวยกล่าว เขาเชื่อมั่นในพลังของสหายตนเอง ไม่ว่าจะหายของพวกเขาจะเจอเหตุการณ์อะไรย่อมต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน

            หลังจากนั้นสองผู้อำนวยการสาขาที่เก้าและสาขาที่สิบก็ได้ทำการกระตุ้นประตูที่มีพลังของชนชั้นเทวะ เพียงพริบตาประตูก็ทำงาน สร้าง กระแสมิติเกิดขึ้นบนบานประตูขนาดใหญ่

            ทันทีที่ประตูมิติขนาดใหญ่ทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือกลุ่มของอูหลินเฟิง เยว่ฟง เฟิ่งหวงหยางชุน หลางจวิน คนจากหอคอยวิญญาณที่ได้รับเลือก รวมถึงจอมยุทธ์หลายคน ใช้ความเร็วที่เทียบเท่ากันเพื่อพุ่งเข้าไปยังประตูมิติพร้อมๆ กัน

            ถ้าหากว่าเข้าไปเหลื่อมล้ำกันเพียงวินาทีเดียว อาจจะเข้าไปแล้วอยู่ห่างไกลกันเกือบสิบ กิโลเมตร ถ้าเป็นแบบนั้นก็เข้าไปให้มันพร้อมๆ กัน เข้าสู่แดนเทพรกร้างภายในวินาทีเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจให้แก่หลายคนที่ได้รับเลือกเข้าสู่แดนเทพรกร้าง การที่คนหลายคนเคลื่อนไหวพร้อมกันและเข้าสู่แดนเทพรกร้างในจังหวะเดียวกัน สร้างความแปลกใจให้พวกเขาไม่หน่อย การกระทำนั้นราวกับว่ามีการนัดแนะกันมาก่อนหน้านี้แล้ว

            นั่นก็เพราะว่าตั้งแต่การจบการประลอง ทางสถาบันกลับไม่ทำสิ่งที่ควรทำ นั่นก็คือการประชุมและหารือวางแผน และให้ผู้ที่เข้าไปยังแดนเทพรกร้างทั้งหมดรู้จักกัน หลังจากที่ประกาศผลของผู้ที่ได้เข้าไปยังแดนเทพรกร้างแล้ว ทางสถาบันกลับนิ่งเฉยและรอเพียงแค่วันที่จะเปิดประตูเท่านั้น

            “เจ้าพวกนั้นเข้าไปแทบจะพร้อมๆ กัน พวกเราตามไปเร็วเข้า” อวี้จางที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บอกกับพวกของตนเองไม่ว่าจะเป็น เฟิงหยาง เว่ยเว่ย ฟู่อู และพวกเขาก็เข้าสู่แดนเทพรกร้างในจังหวะที่ไล่เลี่ยกัน หลังจากนั้นไม่นานเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ทั้งร้อยหกสิบคนของกองกำลังพันธมิตรต่างกระโจนเข้าสู่ประตูมิติขนาดใหญ่พร้อมๆ กัน

            ในบริเวณนั้นจึงเหลือเพียงผู้ที่ไม่ถูกรับเลือกเข้าไป อูหมินจิง ถงต้าเหวย เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ตงฟางจิ๋ว หลานหลิงหลิง มุราคามิ มิซากิ และสหายของผู้ที่ได้เข้าร่วมกองกำลังอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น นอกจากนั้นจะเป็นลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันที่อยู่รอบนอกของประตูมิติ

    ในตอนนั้นเองได้มีลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันผู้หนึ่ง เดินเข้ามาหาคนทั้งหมดแล้วกล่าวว่า

            “หลังจากนี้อีกไม่นานค่ายกลมิติ ที่จะส่งพวกท่านกลับทวีปจะสามารถใช้ได้แล้ว ได้โปรดตามข้ามา” ลูกศิษย์ของสถาบันผู้นั้นได้กล่าวขึ้น

            “ได้ขอรับ เชิญท่านนำทางเลย” อูหมินจิงตอบรับอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามไปโดยมีคนอื่นค่อยๆ เดินตามหลังเขามา แต่ในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต อูหมินจิง เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ ตงฟางจิ๋ว หลางหลินหลิน ถงต้าเหวย กวนซ่างซี และจอมยุทธอีกจำนวนหนึ่ง จะมีเสี้ยววินาทีที่พวกเขามองตากัน ราวกับรับรู้บางอย่างร่วมกัน

            ..

            .

            ด้านอูหลินเฟิง เรียกได้ว่าการกระทำของอูหลินเฟิงสามารถที่จะทำให้หลายคนเข้าสู่มิติแห่งนี้แทบจะในจังหวะเดียวกัน กลุ่มของอูหลินเฟิงที่ได้รับเลือกให้เข้ามาตามอยู่ด้วยกันครบ และยังมี เนี่ยหลุน หวังชุน สองแฝดเรย์อิน หลางจวิน ตงฟางชุน เฟิ่งหวงหยางชุน ที่สามารถเข้ามาได้ในจังหวะเดียวกันอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง ตอนนี้ทุกคนมาปรากฏอยู่บริเวณทุ่งโล่งกว้าง โดยที่มีป่าขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆ ในจังหวะนั้นเองอูหลินเฟิงได้สร้างชิกิงามิระดับต่ำรูปแบบวิหคขนาดเล็ก ขึ้นมาหลายตัวและส่งขึ้นไปยังฟากฟ้าเพื่อสำรวจรอบๆ ที่ที่พวกเขาอยู่

            “สมแล้วที่เป็นแดนเทพรกร้าง เพียงแค่บรรยากาศก็ต่างกับมิติภายนอกอย่างสิ้นเชิง” อูหลินเฟิง ที่เข้ามาภายในแดนเทพรกร้างแล้วก็สัมผัสได้ทันทีว่าระดับลมปราณธรรมชาติภายในมิติแห่งนี้สูงส่งและหนาแน่นยิ่งนัก เรียกได้ว่าหากฝึกภายในแดนเทพรกร้างเพียงหนึ่งเดือน อาจได้ผลดีกว่าฝึกในโลกภายนอกถึงสิบปี

            “มิติแห่งนี้ถึงได้มีของล้ำค่ามากมาย และการเข้ามาภายในแดนเทพรกร้างจึงถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ของใครหลายคนสินะ” จงหมิ่นเองก็สามารถสัมผัสถึงพลังลมปราณธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าหากอาศัยลมปราณธรรมชาติระดับนี้ อาศัยกับพลังลมปราณในร่างกายเขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ชนชั้นราชันได้อย่างรวดเร็ว

            “แล้วทีนี้เราจะทำยังไงต่อ” ตงฟางชุน ถามขัดจังหวะของคนทั้งคู่

            “ก็….”

    แต่ก่อนที่อูหลินเฟิงจะได้ตอบคำถามอะไร ทุกคนกลับสามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวโดยรอบได้ แต่สิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้นั้นคือการเคลื่อนไหวของมนุษย์ ทุกคนต่างผนึกลมปราณลงในร่างกายของตนเองเพื่อเตรียมต่อสู้แต่ว่า ผู้ที่ปรากฏตัวกลับเป็นคนในกองกำลังพันธมิตรที่เป็นพวกเดียวกัน

            “เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่ง” คนที่กล่าวออกมาคือจอมยุทธ์ที่สวมเสื้อของลูกศิษย์สถาบันเทพราชัน ตัวเขาได้เข้ามาในจังหวะที่ใกล้เคียงกับคนทั้งหมดตรงหน้า และอาศัยป้ายของสถาบันเทพราชันค้นหาตำแหน่งจากนั้นจึงเดินทางมายังตำแหน่งของกลุ่มที่มีการรวมตัวขนาดใหญ่ และหลังจากนั้นไม่นานอวี้จางและพวกก็เดินทางมาถึงเช่นเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะถูกส่งออกไปไกลจากที่นี่เกือบสิบกิโลเมตร แต่หลังจากที่เข้ามาพวกเขาต่างไม่พูดอะไรกันใช้ป้ายเพื่อนำทางหาตำแหน่งของการรวมที่มีคนจำนวนมากอยู่ด้วยกัน และตรงมาให้เร็วที่สุด

            “ดูเหมือนว่าจะมารวมตัวกันได้เร็วมากกว่าที่คิดนะเนี่ย” อูหลินเฟิงกล่าว รู้สึกว่าเพียงไม่นานหลังจากที่เข้ามาภายในแดนเทพรกร้าง คนทั้งร้อยหกสิบคน ที่สมควรจะกระจัดกระจายไปตามแดนเทพรกร้าง กลับสามารถรวมตัวกันได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยค่ายคนระบุตำแหน่งในป้ายของสถาบันเทพราชัน

            “รวมตัวกันก่อนเพื่อเคลื่อนไหว สร้างโอกาสในการรอดชีวิตภายในแดนเทพรกร้างแห่งนี้ ถือว่าพวกเจ้าฉลาดนัก” อวี้จางกล่าวชมเมื่อเขาสามารถมารวมตัวกับคนกลุ่มใหญ่ตรงหน้าได้

            “คุณชายอวี้ ในเมื่อท่านเองก็มาแล้ว เรามาหารือเกี่ยวกับแผนการที่จะใช้รับมือแดนจันทราโลหิตดีหรือไม่” อูหลินเฟิงเป็นตัวแทนกล่าวกับอวี้จาง

            “ถ้าเช่นนั้นก็ดี ตั้งแต่จบการประลองกองกำลังพันธมิตรของเรายังไม่เคยที่จะรวมตัวกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว...งั้นใช้โอกาสนี้ในการรวมตัวคนทั้งร้อยหกสิบคน เพื่อหารือวางแผนรับมือเลยแล้วกัน” อวี้จางกล่าวราวกับเห็นด้วยกับคำพูดของอูหลินเฟิง

            “ถ้าเช่นนั้นก็รออีกเพียงไม่นาน จากที่ดูในค่ายกลระบุตำแหน่ง ดูเหมือนว่าทุกคนกำลังมารวมกันที่สุดแห่งนี้ หากดูไปแล้ว รอเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงคนทั้งหมดก็จะสามารถมารวมตัวกันได้แล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว

            “ถ้าเป็นแบบนั้นก็รออีกครึ่งชั่วโมงแล้วเราค่อยมาหารือกัน” อวี้จางกล่าว

            " ถ้าเป็นแบบนั้นอย่างแรกที่เราควรทำคือการระบุตำแหน่งปัจจุบันของพวกเรา ท่านพี่เนี่ยท่านมีแผนที่โดยละเอียดของที่แห่งนี้ใช่หรือไม่""อูหลินเฟิงถาม หอคอยวิญญาณเป็นหนึ่งใน แดนศักดิ์สิทธิ์ที่จะสามารถส่งคนเข้ามา ภายในแดนเทพรกร้างได้ทุกครั้ง หมายความว่าพวกเขาจะต้องมีแผนที่ฉบับสมบูรณ์ของแดนเทพรกร้างแห่งนี้

            "ย่อมต้องมี"เนี่ยหลุนนำบันทึก และแผนที่โดยละเอียดเกี่ยวกับแดนเทพรกร้างมามอบให้กับอูหลินเฟิง

    อูหลินเฟิง จึงนำแผนที่นั่นมาประกอบกับ ภาพที่ได้รับมาจากชิกิงามิของตนเองเพื่อหาตำแหน่งปัจจุบัน ในตอนที่เขากำลังดูแผนที่อยู่นั้นเอง ในระหว่างที่ไม่มีใครสังเกต ได้เกิดการเคลื่อนไหวภายในกลุ่มของกองกำลังพันธมิตร

    อาศัยเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คนทั้งหนึ่งร้อยหกสิบคนก็สามารถเคลื่อนที่มารวมตัวกันได้ครบทั้งหมด แต่ว่ากองกำลังพันธมิตรที่สมควรมีกองกำลังเพียงหนึ่งร้อยหกสิบคน แต่หาก มีผู้ใด สังเกตหรือนับจำนวนดูดีๆ จะพบว่ามีจำนวนผู้คนได้เกินมามากกว่าหนึ่งร้อยเจ็บสิบคนแล้ว

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน