จิวฟงรู้ดีว่าไม่อาจต้านทานแรงของชายผู้มาเยือนในที่สุดเขาก็ชักมือที่ดันร่างคนขี้เมาออก เมื่อเห็นว่าจิวฟงปล่อยมือแล้วชายผู้ซึ่งมีกลิ่นสุราคละคลุ้งก็ยิ้มตาปรือ เขามุ่งหน้าไปที่โต๊ะแต่พอก้าวขาไปได้แค่สามสี่ก้าว เขาก็สะดุดขาตัวเองจนล้มหน้าคะมำ
ตึง!
แม้จะล้มหน้ากระแทกพื้นจนเสียงดังแต่ดูเหมือนว่าชายขี้เมาจะไม่รู้สึกเจ็บ ถึงกระนั้นชายประหลาดก็แค่ยันตัวแล้วมาอยู่ในอิริยาบถนั่งโดยที่ไม่ยอมลุกขึ้นมา
“ช่วยข้าหน่อยสิ”คนขี้เมายื่นมือให้จิวฟงหมายจะให้เด็กน้อยช่วยฉุดเขาให้ลุกขึ้นทว่าเด็กชายกลับถอยห่างแล้วมองเขาด้วยสายตารังเกียจ
“ใจร้ายจัง”พูดจบคนขี้เมาก็สะอึกหนึ่งครั้ง จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นมาอย่างยักแย่ยักยันพอชายประหลาดลุกขึ้นได้แล้ว เขาก็เดินเอียงไปทางซ้ายทีขวาทีแต่แล้วเขาก็พาร่างของตัวเองมานั่งบนเก้าอี้เล็กได้ในที่สุด
จิวฟงไม่ยอมเข้าไปใกล้ชายประหลาดสายตาของเขามองไปยังคนแปลกหน้าอย่างระแวดระวัง ขณะเดียวกันมือขวาของเขาก็จับไปที่ถุงวิเศษจิวฟงพร้อมที่จะชักกระบี่เงาพรายออกมาหากจำเป็น
“เจ้าเป็นใคร”
“ท่าน...”คนขี้เมาสะอึกดังเอื๊อก แล้วเขาก็เอ่ยถ้อยคำเดิมออกมา “ท่าน...”
“ท่านอะไร?”จิวฟงถามห้วนๆ
“เรียกข้าว่าท่านสิข้าเป็นถึงผู้เฒ่าพิเศษเชียวนะ!” คนขี้เมาทำตาโตพร้อมกับทำปากจู๋ แต่พอเห็นว่าเด็กชายไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ยินคำว่าผู้เฒ่าพิเศษเขาก็ส่ายหัวพร้อมกับทำหน้าเหนื่อยหน่าย
“ข้าชื่อลี้เหว่ยชวงเป็นผู้เฒ่าพิเศษของตระกูลลี้ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะทักทายแขกตัวน้อยที่มาจากสำนักวายุจำรัส”
จิวฟงกุมขมับคนขี้เมาถ่อสังขารมาหาในยามวิกาลเช่นนี้เพียงเพื่อที่จะมาทักทายเขาจิวฟงคิดว่าลี้เหว่ยชวงผู้นี้ช่างพิลึกคนเสียจริง
ลี้เหว่ยชวงยิ้มตาปรือให้เด็กชายตัวน้อยเขากระดิกนิ้วชี้สองสามทีเพื่อเรียกให้จิวฟงเข้าไปหาเจ้าเปี๊ยกเดินไปยังชายประหลาดด้วยท่าทางระมัดระวังจากนั้นเขาก็รินน้ำชาให้แขกที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้เฒ่า
คนขี้เมารับจอกชาไปแล้วก็รีบซดน้ำชาสีน้ำตาลเข้มจนหมดถ้วยเมื่อไม่มีน้ำชาเหลือติดถ้วยแม้แต่หยดหนึ่งเขาก็ล้วงเข้าไปในถุงวิเศษแล้วหยิบไหเหล้าสีดำสนิทออกมาเขารินเหล้าลงจอกชาแล้วผลักมันไปข้างหน้าให้เด็กชาย
“นั่นของเจ้า...เหล้านารีแดงเหล้าชั้นดี” พูดจบเขาก็ซดเหล้าจากไหดำจนเสียงดังอึกๆจิวฟงมองคนขี้เมาด้วยสายตารังเกียจครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ผู้อ้างตัวว่าคือผู้เฒ่าพิเศษก็ไม่รู้สึกตัวเขายังคงร่ำสุราอย่างเพลิดเพลินคล้ายกับว่าเขามาที่นี่เพื่อเปลี่ยนสถานที่ดื่มเหล้าเท่านั้น
“ผู้เฒ่าพิเศษคืออะไร”จิวฟงเอ่ยถามชายที่กำลังเพลินไปกับสุรารสดี
“ผู้เฒ่าพิเศษก็คือตำแหน่งที่อยู่เหนือผู้เฒ่าทั้งปวง”ลี้เหว่ยชวงพูดอ้อแอ้
“ตำแหน่งสูงกว่าท่านลี้จี๋ที่เป็นหัวผู้เฒ่าอีกเหรอ”เด็กชายสงสัย
“เหนือกว่าทุกคน!” ลี้เหว่ยชวงพยายามกล่าวอย่างหนักแน่นเขาสะบัดมือแรงหนึ่งทีเพื่อแสดงอาการขึงขังคำตอบของเขาทำให้จิวฟงถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดจิวฟงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยถาม
“ถ้าเช่นนั้นทำไมถึงไม่แต่งตั้งให้ท่านเป็นหัวหน้าผู้เฒ่าแล้วให้ท่านลี้จี๋เป็นรองไม่เห็นจะต้องมีตำแหน่งผู้เฒ่าพิเศษอะไรนี่เลย”
“เรื่องนั้น...”ลี้เหว่ยชวงหยุดคิดเล็กน้อยก่อนที่จะโพล่งออกมาว่า “...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน!”ผู้เฒ่าพิเศษหัวเราะเสียงดังคล้ายกับคนบ้า แต่แล้วจู่ๆเขาก็หุบปากลงดวงตาที่แทบจะปิดสนิทพลันเบิกกว้าง สายตาของเขากล้าแข็ง เขาจ้องหน้าเด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงข้ามตาไม่กะพริบ
“แม้ตระกูลลี้จะตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่มีใครในตระกูลรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับสำนักวายุจำรัสแต่ข้าลี้เหว่ยชวงเป็นผู้เฒ่าพิเศษข้ารู้เรื่องการจากไปของตระกูลมู่และเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสำนักวายุจำรัสเป็นอย่างดีข้ายังรู้อีกว่าเจ้ามาที่นี่ด้วยวัตถุประสงค์อะไรถึงอย่างไรเสียข้าก็ไม่มีทางยอมให้เจ้ามอบเทียบเชิญให้กับท่านลี้เจ่ยท่านผู้นั้นเป็นผู้นำที่มีความสามารถและเป็นเสาหลักของตระกูลเราการขาดเขาไปย่อมส่งผลกระทบใหญ่ถึงตระกูลแน่”
พลังปราณอันน่าอึดอัดแผ่ออกมาจากร่างของผู้เฒ่าพิเศษแม้ปราณที่ถูกส่งออกมาจะไม่ได้รุนแรงจนก่อให้เกิดอันตราย แต่เด็กชายก็รู้สึกกดดันไม่น้อย
จิวฟงเร่งเร้าปราณในตัวให้เข้มแข็งทั้งพลังจากเสาปราณปกติและเสาปราณย้อนกลับถูกนำมาใช้เพื่อสกัดปราณของคนขี้เมาที่แผ่เข้ามาคุกคามมือขวาของเด็กชายแตะไปที่ถุงวิเศษ เด็กชายจ้องตาลี้เหว่ยชวงอยู่ทุกขณะหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติอีกเพียงนิดเดียวเขาก็ไม่ลังเลที่จะนำกระบี่เงาพรายออกมาใช้ แต่ทันใดนั้นเองพลังปราณอันน่าอึดอัดก็พลันจางคลายและมลายไป
“ไม่เห็นต้องทำหน้าจริงจังขนาดนั้นเลย”ผู้เฒ่าพิเศษกลับมาตาปรืออีกครั้ง เขาโคลงหัวแล้วกระดิกนิ้วอยู่สองสามทีจากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปดึงแก้มเด็กน้อย
“ยิ้มหน่อยสิเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้หากคนอื่นมาเห็นจะคิดว่าข้ากำลังข่มขู่เจ้าอยู่...”สิ้นคำพูดของคนขี้เมา นัยน์ตาของจิวฟงก็เบิกกว้างเขาจ้องหน้าผู้เฒ่าพิเศษตาไม่กะพริบ คนขี้เมาเห็นสายตาที่มองมาก็ชักมือกลับจากนั้นลี้เหว่ยชวงก็แสร้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน
“เหลืออีกไม่กี่วันเจ้าจะต้องไปทำความคุ้นเคยกับหางเพลิงถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือเจ้าต้องไปทำให้มันสงบจากอาการพยศเจ้ามีแผนที่จะรับมือกับมันยังไง” ผู้เฒ่าพิเศษเอ่ยถามหลังจากที่ทั้งคู่นิ่งเงียบมาได้สักพักใหญ่
“ฟังจากที่พ่อบ้านลี้ฝูหวู่เล่าแล้วข้าเชื่อว่าเจ้าหางเพลิงเป็นสัตว์อสูรที่เกิดจากการเลื่อนระดับ...”เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าพิเศษพยักหน้า จิวฟงก็เอ่ยต่อ
“สัตว์ที่อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างการเลื่อนระดับจะต้องการอาหารมากยิ่งเป็นสัตว์อสูรสายธาตุแล้วยิ่งต้องการอาหารมากขึ้นไม่น้อยกว่าสามสิบเท่าไม่เช่นนั้นมันก็ไม่อาจคุมพลังอสูรให้อยู่ในระดับเสถียรและไม่อาจกลายมาเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งที่สมบูรณ์ข้าคิดว่าที่ตระกูลลี้ยังไม่สามารถทำความคุ้นเคยกับมันทั้งๆที่ได้ตัวเจ้าหางเพลิงมาแล้วถึงสองสัปดาห์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพวกท่านไม่ได้จัดหาอาหารให้มันอย่างเพียงพอ ในเมื่อมันเป็นสัตว์อสูรอาหารของมันก็มีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง หากไม่นับพืชภักษาที่ตระกูลลี้ปลูกแล้ว ก็เห็นจะมีเพียงเนื้อสัตว์ป่าเนื้อมนุษย์ หรือไม่ก็เป็นเนื้อของสัตว์อสูรที่มันต้องการ...”จิวฟงเว้นวรรคนิดหนึ่ง เมื่อเห็นว่าลี้เหว่ยชวงรอฟังเขาอยู่ จิวฟงก็เอ่ยในสิ่งที่คิดไว้
“ถึงจะล่าสัตว์ป่าจนหมดป่าเนื้อที่ได้มาก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของหางเพลิงแน่เนื้อมนุษย์ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ร้ายกว่านั้นข้าไม่คิดว่าทางตระกูลลี้จะอนุญาตให้ข้าล่าสัตว์อสูรเพื่อนำเนื้อของพวกมันมาบรรเทาความหิวของเจ้าหางเพลิงดังนั้นในอีกห้าวันข้างหน้าข้าต้องขอให้ทางตระกูลลี้เตรียมพืชวิเศษที่ใช้เป็นอาหารของสัตว์อสูรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ข้าจะจำกัดเขตพื้นอาศัยเพื่อให้มันสูญเสียพลังน้อยที่สุด จากนั้นข้าจะลองหาวิธีคุยกับเจ้าหางเพลิงให้มันสงบลง”
ลี้เหว่ยชวงยกไหสุราขึ้นมาซดอีกหนึ่งอึกใหญ่ๆเขาใช้ชายเสื้อปาดคราบเหล้าที่ไหลย้อยมาที่คางก่อนที่จะอธิบายกับเด็กชาย
“หากเอาพืชภักษาของตระกูลลี้มากองรวมกันไว้เจ้าหางเพลิงก็จะเขมือบพืชเหล่านั้นจนหมดภายในระยะเวลาแค่สามเดือนซึ่งนั่นหมายถึงว่าทางตระกูลลี้จะไม่เหลือพืชวิเศษแม้เพียงสักต้นเพื่อขยายพันธุ์แล้วสัตว์อสูรตัวอื่นๆที่ทางตระกูลเลี้ยงดูก็จะได้รับผลกระทบหากพืชวิเศษหมดไปจะส่งผลตั้งแต่กิจกรรมพื้นฐานเช่นการให้อาหารสัตว์อสูรและถึงแม้ว่าพวกเราจะยอมสละพืชที่มีเพื่อให้เจ้าหางเพลิงได้บรรเทาการคลุ้มคลั่งแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าช่วงระยะเวลาสามเดือนที่มันมีอาหารกินอย่างไม่ขาดปากนั้น เพียงพอที่จะทำให้มันกลายเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งโดยสมบูรณ์ได้หรือไม่”
สีหน้าของจิวฟงเต็มไปด้วยความหนักใจเขาเหลือบมองถุงวิเศษที่ห้อยไว้ข้างกายก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำกับผู้เฒ่าพิเศษ
“ไม่พอ...อย่างน้อยๆต้องใช้เวลาทั้งสิ้นสี่เดือน”
แม้เขาจะมีซากสัตว์อสูรระดับสองนับพันตัวอยู่ในถุงวิเศษแต่เด็กชายก็คำนวณว่านั่นจะช่วยระงับความหิวของเจ้าหางเพลิงได้เพียงแค่สองเดือนเมื่อรวมกับพืชภักษาที่ทางตระกูลลี้มีอยู่ทั้งซากสัตว์อสูรและพืชวิเศษของตระกูลลี้ก็คงจะสามารถช่วยให้พลังของเจ้าหางเพลิงมีเสถียรภาพแต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุดก็คือเขาไม่อาจเปิดเผยต่อตระกูลลี้ว่าเขาครอบครองซากสัตว์อสูรระดับสองนับเป็นพันๆซาก
ขณะที่จิวฟงนั่งขมวดคิ้วจนแทบจะเป็นปมอยู่นั้นชายขี้เมาผู้มีหน้าตาแดงก่ำก็จ้องหน้าเขาเขม็ง ขณะนั้นลี้เหว่ยชวงก็เอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ
“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าต้องใช้เวลาอีกสี่เดือนกว่าที่เจ้าหางเพลิงจะคุมพลังอสูรได้”
“...”
จิวฟงรู้ตัวว่าพลั้งปากไปเสียแล้วในตำราต้นฉบับของตระกูลลี้ได้เขียนบอกเรื่องนี้ไว้หรือไม่เขาก็ไม่อาจจะทราบได้แต่ในตำราภาคพิสดารได้ระบุถึงปัจจัยต่างๆไว้อย่างละเอียดลออจนจิวฟงสามารถนำปัจจัยเหล่านั้นมาคำนวณและเขาก็สรุปได้ว่าสัตว์ชนิดเดียวกับเจ้าหางเพลิงซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆตามที่ลี้ฝูหวู่บอกไว้จะสามารถคุมพลังอสูรให้เสถียรได้ในระยะเวลาสี่เดือนหากได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ
“เจ้ารู้ได้ยังไง”ลี้เหว่ยชวงวางไหเหล้าแล้วถามซ้ำเมื่อเห็นว่าจิวฟงยังคงนั่งนิ่ง
“ข้าเดาเอา...”จิวฟงพยักหน้าแล้วตอบอย่างหนักแน่นแต่ทันใดนั้นสีหน้าของผู้เฒ่าพิเศษก็แปรเปลี่ยนไปใบหน้าของลี้เหว่ยชวงกลับมาจริงจัง
“เจ้ารู้ได้ยังไง!”
ลี้เหว่ยชวงพูดเสียงกระชากเขาส่งพลังปราณมากดดันจิวฟงอีกครั้ง และครั้งนี้ไอปราณของเขาก็น่าอึดอัดกว่าเดิมเป็นเท่าตัวจิวฟงเร่งเร้าพลังปราณของตน แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้เขาต้านทานพลังปราณที่ถาโถมเข้ามาได้จิวฟงเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการนำกระบี่เงาพรายออกมาใช้กับคนที่มีขั้นปราณระดับนี้จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่เจ้าเปี๊ยกเหลือบมองตำราที่วางอยู่บนโต๊ะ จิวฟงเร่งใช้ความคิด ทันใดนั้นเขาก็ร้องออกมาดังๆ
“ในตำราได้บอกไว้!”
ลี้เหว่ยชวงหยุดส่งพลังปราณมายังเขาได้เสียทีแต่ถึงกระนั้นผู้เฒ่าพิเศษก็ยังจับจ้องมองดูเด็กชายตัวน้อยอยู่ทุกขณะเมื่อเป็นเช่นนั้น จิวฟงจึงต้องรีบหยิบตำราว่าด้วยเรื่องการเลื่อนระดับของสัตว์อสูรต้นฉบับขึ้นมา
จิวฟงเปิดบทที่สิบสี่ของตำราเล่มดังกล่าวเขากวาดสายตาหาข้อความที่เกี่ยวกับเสถียรภาพของพลังอสูรด้วยอาการที่ร้อนรนพอเจอข้อความที่เขาต้องการ เขาก็อยู่ในอาการที่ลิงโลดแม้ข้อความนั้นจะไม่ได้ระบุชัดว่าเจ้าหางเพลิงต้องใช้เวลาเท่าไรในการคงพลังอสูรให้มีเสถียรภาพแต่จิวฟงก็คิดว่าเขายังพออธิบายให้คนขี้เมาเข้าใจได้
เด็กชายตัวน้อยตั้งสมาธิแล้วพยายามแจกแจงข้อความดังกล่าวโดยใช้หลักเหตุผลเขาเรียบเรียงคำพูดให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายแต่ถึงกระนั้นเขาก็ใช้เวลากว่าสามก้านธูปเพื่อจะเชื่อมโยงความรู้ที่ปรากฏขึ้นในตำราต้นฉบับเด็กชายส่งเสียงเจื้อยแจ้วพร้อมกับชี้ไปที่ข้อความต่างๆพร้อมอธิบายให้คนขี้เมาฟังอยู่ไม่หยุด
ตลอดระยะเวลาสามก้านธูปนั้นลี้เหว่ยชวงได้แต่นั่งฟังอย่างตกตะลึง ข้อความสั้นๆที่ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไรที่ซ่อนอยู่จิวฟงสามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้หมดหนำซ้ำคำพูดของเด็กน้อยก็ไม่ใช่คำพูดที่เลื่อนลอย หากแต่เป็นคำพูดที่มีเหตุมีผลจิวฟงใช้หลักการสันนิษฐานซึ่งมีข้อความอื่นๆมาสนับสนุนพอชั่วเวลาสามก้านธูปสิ้นสุดลง ลี้เหว่ยชวงก็เข้าใจเรื่องดังกล่าวอย่างแจ่มแจ้งในตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าเจ้าหางเพลิงต้องได้รับพลังงานอย่างเพียงพอถึงสี่เดือนกว่าที่มันจะสงบลง
ผู้เฒ่าพิเศษมองจิวฟงด้วยแววตาที่เป็นประกายเขาใช้สองมืออันหยาบหนายื่นมากุมมือของเด็กชายที่กำลังนั่งหอบเพราะต้องพูดโดยที่ไม่ได้หยุดพักพอจิวฟงเงยหน้าขึ้นมา เขาก็ยิ้มละมุนให้เด็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยว่า
“ช่วยอธิบายให้ข้าเข้าใจหน่อยได้ไหมว่าเหตุใดเจ้าถึงบอกว่าหางเพลิงต้องการอาหารมากกว่าสัตว์อสูรทั่วไปถึงสามสิบเท่า”
“...”
จิวฟงไม่ได้ทำพลาดเพียงแค่ครั้งเดียวลี้เหว่ยชวงสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าเหตุใดจิวฟงจึงระบุระดับความต้องการอาหารของหางเพลิงได้จิวฟงถอนหายใจยาว เขามองหนังสือที่วางกองอยู่บนโต๊ะก่อนที่จะถอนหายใจอีกหลายที
“สงสัยคงต้องอธิบายจนถึงเช้าแน่”แล้วจิวฟงก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้