หนึ่งวันต่อมา
คาราวานของภูผาเดินทางมาถึงเมืองพิจิตรอย่างปลอดภัย
เมืองแห่งนี้แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าพิษณุโลก
แต่กลับมีเสน่ห์ในแบบของตนเอง
โดยเฉพาะยามเย็น
เมื่อดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า
แสงสีทองอมแดงทอดตัวเหนือแม่น้ำน่าน
สะท้อนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ
งดงามจนหลายคนอดหยุดมองไม่ได้
หลังจากจัดการเรื่องที่พักและสินค้าเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนต่างแยกย้ายกันพักผ่อน
บางคนออกไปเดินตลาด
บางคนหาของกิน
บางคนรวมกลุ่มพูดคุยกันรอบกองไฟ
ส่วนภูผา
เลือกนั่งอยู่เพียงลำพังบนเนินดินเล็กๆ นอกค่าย
สายตาเงยขึ้นมองดวงจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า
ความคิดมากมายไหลเวียนอยู่ในหัว
เรื่องพม่า
เรื่องกองกำลังลึกลับ
เรื่องพระอลัชชี
รวมถึงคำขู่ของหญิงสาวในคืนนั้น
เขาถอนหายใจเบาๆ
ก่อนหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ที่พกติดตัวออกมา
ขลุ่ยเลานี้
เขาทำขึ้นเองเมื่อหลายปีก่อน
ภูผาหลับตาลงช้าๆ
แล้วเริ่มเป่าทำนองเพลงที่เขาจำได้จากโลกเดิม
บทเพลง "เดือนเพ็ญ"
บทเพลงเรียบง่าย
แต่แฝงด้วยความงดงามและความคิดถึง
เสียงขลุ่ยลอยแผ่วไปตามสายลม
ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในค่ำคืนอันเงียบสงบ
ผู้คนในค่ายที่กำลังพูดคุยกัน
ค่อยๆ เงียบเสียงลง
หลายคนหันมามอง
บางคนหลับตาฟัง
บางคนอมยิ้มอย่างมีความสุข
แม้แต่ทองขาวที่ปกติไม่สนใจเรื่องดนตรี
ยังนั่งนิ่งฟังจนจบเพลง
เมื่อเสียงขลุ่ยเงียบลง
รอบบริเวณยังคงเงียบงันอยู่พักใหญ่
ราวกับทุกคนยังจมอยู่ในห้วงอารมณ์ของบทเพลง
ก่อนจะมีเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้น
แล้วค่อยๆ กลายเป็นเสียงหัวเราะและการพูดคุยดังเช่นเดิม
คืนนั้น
ทุกคนนอนหลับอย่างสบายใจ
แต่ภูผากลับยังไม่เข้านอน
หลังเที่ยงคืน
เขาออกมานั่งสมาธิเงียบๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เขาฝึกตามแนวทางที่หลวงพ่อจันทราแนะนำอย่างต่อเนื่อง
พลังจิตของเขาก้าวหน้าไปมาก
คืนนี้
เขาอยากทดลองอีกครั้ง
ว่าขอบเขตการรับรู้ของตนเองไปได้ไกลเพียงใด
ภูผาค่อยๆ เข้าสู่สมาธิ
จิตใจสงบนิ่ง
คลื่นการรับรู้แผ่กระจายออกไปทีละน้อย
สิบก้าว
ร้อยก้าว
ห้าร้อยก้าว
หนึ่งพันก้าว
สรรพเสียงและความเคลื่อนไหวรอบด้านเริ่มปรากฏในความรับรู้
สัตว์ป่าที่กำลังหากิน
ชาวบ้านที่ยังไม่หลับ
ยามเฝ้าเมืองบนกำแพง
ทุกอย่างค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
ทันใดนั้น
ภูผาก็ลืมตาขึ้น
"เอ๊ะ..."
เขาสัมผัสได้ถึงใครบางคน
คนผู้นั้นกำลังยืนอยู่ในป่าห่างออกไป
และดูเหมือนจะกำลังสังเกตการณ์ค่ายของพวกเขาอยู่
แต่กลับไม่มีเจตนาสังหาร
ไม่มีความมุ่งร้าย
สิ่งนั้นทำให้ภูผาสนใจ
เขารีบไปแจ้งทองขาวให้รับทราบ
จากนั้นจึงออกเดินทางเพียงลำพัง
ไม่นาน
เขาก็มาถึงจุดที่สัมผัสได้ถึงอีกฝ่าย
ใต้แสงจันทร์
มีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่
นางแต่งกายด้วยชุดรัดกุมสีเข้ม
คล้ายคนเดินทางมากกว่าหญิงสาวทั่วไป
เมื่อเห็นภูผา
นางไม่ได้ตกใจ
ไม่ได้คิดหลบหนี
กลับยืนมองเขาอย่างสงบนิ่ง
ภูผาหยุดห่างออกไปไม่กี่ก้าว
"เจ้าคือใคร"
หญิงสาวค้อมศีรษะเล็กน้อย
"ข้าชื่อวันวิสา"
คำตอบนั้นทำให้ภูผาหรี่ตาลง
ก่อนที่นางจะกล่าวต่อ
"ข้าเป็นบุตรสาวของพระอลัชชีผู้นั้น"
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบลง
ภูผายังคงสงบนิ่ง
แต่แววตาเฉียบคมขึ้นทันที
วันวิสามองเขาแล้วกล่าวต่อ
"คืนที่กองโจรเข้าปล้นสินค้าของเจ้า ข้าก็อยู่ที่นั่น"
"แต่ข้าไม่ได้เข้าร่วม"
"ส่วนคนที่สู้กับเรือนแก้วและเจี่ยวเจี่ยว..."
นางหยุดเล็กน้อย
"คือน้องสาวของข้า วันทนา"
ภูผานิ่งฟัง
วันวิสาสูดหายใจลึก
"น้องสาวข้าถูกบิดาหลอกใช้"
"นางเชื่อทุกอย่างที่เขาพูด"
"เชื่อว่าพวกเจ้าเป็นศัตรู"
"เชื่อว่าพวกเจ้าฆ่าผู้บริสุทธิ์"
"เชื่อว่าพวกเจ้าคือคนชั่ว"
ภูผาเริ่มเข้าใจบางอย่าง
เรื่องราวอาจซับซ้อนกว่าที่คิด
ทันใดนั้น
วันวิสากล่าวขึ้นอีก
"แต่ก่อนที่ข้าจะพูดเรื่องสำคัญ"
"ข้าอยากประลองกับเจ้าสักครั้ง"
ภูผาเลิกคิ้ว
"เหตุผล"
"ข้าต้องรู้ก่อนว่า..."
"เจ้ามีคุณสมบัติพอจะรับมือกับพ่อของข้าหรือไม่"
ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนพยักหน้า
"ได้"
การประลองเริ่มขึ้นทันที
วันวิสาเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก
ฝีมือสูงกว่านักสู้ทั่วไปหลายเท่า
นางใช้ทั้งกระบี่ มีดสั้น และวิชาตัวเบาอย่างคล่องแคล่ว
แต่ภูผาเพียงตั้งรับ
เขาใช้พลังเท่าที่จำเป็น
ไม่เร่งรุก
ไม่คิดเอาชนะ
เพียงอ่านการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม
วันวิสาจึงหยุดลงเอง
นางหอบเล็กน้อย
ส่วนภูผายังยืนสงบนิ่งเหมือนเดิม
หญิงสาวยิ้มบางๆ
เป็นรอยยิ้มแรกของค่ำคืนนี้
"ข้าเข้าใจแล้ว"
"เจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิด"
จากนั้น
วันวิสาจึงเล่าเรื่องที่ทำให้ภูผาต้องนิ่งฟังอย่างจริงจัง
พระอลัชชีไม่ได้ต้องการเพียงทรัพย์สิน
ไม่ได้ต้องการเพียงอำนาจในพื้นที่
เป้าหมายของเขา
คือการรวบรวมกำลัง สร้างเครือข่าย และชักใยผู้คนจากเบื้องหลัง
เพื่อหวังครอบครองแผ่นดินในวันหนึ่ง
เขาใช้ทั้งความเชื่อ
ไสยศาสตร์
และคำลวง
ดึงผู้คนเข้ามาเป็นบริวาร
แม้แต่ลูกสาวของตนเองก็ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เมื่อเล่าจบ
วันวิสามองตรงเข้าสู่ดวงตาของภูผา
"มีอีกเรื่องหนึ่ง"
น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย
"วันทนาเกลียดเจ้ามาก"
"นางเชื่อทุกคำโกหกของบิดา"
"หากวันหนึ่งนางมาหาเจ้าอีก..."
หญิงสาวก้มหน้าลง
"ข้าขอร้อง"
"โปรดไว้ชีวิตนางด้วย"
ลมกลางคืนพัดผ่านเบาๆ
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง
ภูผาจึงกล่าวขึ้น
"หากนางไม่คิดฆ่าคนบริสุทธิ์"
"ข้าจะไว้ชีวิตนาง"
วันวิสาหลับตาลง
ราวกับยกภูเขาออกจากอก
ก่อนจะค้อมศีรษะให้ภูผาอย่างลึกซึ้ง
"ขอบคุณ"
แต่ก่อนที่นางจะจากไป
วันวิสายังทิ้งคำเตือนสุดท้ายเอาไว้
"พ่อของข้า..."
"เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
"และครั้งหน้าที่เขาลงมือ"
"จะไม่ใช่เพียงการปล้นสินค้าอีกต่อไป"
สิ้นคำ
ร่างของนางก็หายเข้าไปในความมืดของป่า
เหลือเพียงภูผาที่ยืนมองทิศทางนั้นอยู่เงียบๆ
เขารู้สึกได้ว่า
พายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้น
และครั้งนี้...
มันอาจเป็นศึกที่อันตรายที่สุดนับตั้งแต่เขามายังโลกแห่งนี้ก็เป็นได้...
……………………
รุ่งเช้าวันต่อมา
เมืองพิจิตรคึกคักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี
ชาวบ้านเริ่มออกมาจับจ่ายซื้อขาย
เรือสินค้าล่องไปตามลำน้ำ
เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังไปทั่วตลาด
ส่วนคาราวานของภูผาเองก็เริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่เช้าตรู่
ครั้งนี้เขาไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนมากนัก
จึงมอบหมายให้พันเรืองนำเอกสารและของกำนัลไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เมืองพิจิตรแทน
ตามธรรมเนียมของคณะพ่อค้าเดินทาง
หลังจากนั้น
ภูผาจึงเลือกตั้งค่ายพักอย่างเรียบง่ายบริเวณพื้นที่โล่งใกล้ตลาดประจำเมือง
ตำแหน่งนี้สะดวกต่อการค้าขาย
และยังสามารถเคลื่อนย้ายกำลังได้รวดเร็วหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
เพียงครึ่งวันแรก
ข่าวการมาถึงของคาราวานขนาดใหญ่ก็แพร่กระจายไปทั่วเมือง
ไม่นานนัก
พ่อค้าใหญ่หลายกลุ่มของเมืองพิจิตรก็เดินทางมาพบ
พวกเขาสนใจสินค้าของภูผาเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะเครื่องมือเหล็ก อาวุธ และสินค้าหายากจากหัวเมืองเหนือ
ในตอนแรก
การพูดคุยเป็นไปด้วยดี
แต่เมื่อเข้าสู่การต่อรองราคา
สีหน้าของอีกฝ่ายเริ่มเปลี่ยนไป
พ่อค้าใหญ่คนหนึ่งกล่าวขึ้น
"สินค้าพวกนี้ ข้าจะรับทั้งหมด"
"แต่ราคาต้องลดลงครึ่งหนึ่ง"
ลูกน้องของภูผาที่รับหน้าที่เจรจาถึงกับขมวดคิ้ว
"ครึ่งหนึ่งหรือ?"
"นั่นต่ำกว่าทุนเสียอีก"
ชายผู้นั้นหัวเราะ
"ที่นี่เมืองพิจิตร"
"ถ้าไม่ขายให้พวกข้า ก็ไม่มีใครซื้อ"
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเริ่มตึงเครียด
ไม่นาน
ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มมีปากเสียงกัน
พ่อค้าอีกคนกล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน
"พวกเจ้าก็แค่คณะพ่อค้าจากหัวเมือง"
"อย่าคิดว่ามีสิทธิ์มาตั้งราคาในเมืองนี้"
ลูกน้องกองเสือหมอบแมวเซาหลายคนเริ่มกำหมัดแน่น
สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จนดูเหมือนว่าการต่อสู้กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ
แต่ในขณะนั้นเอง
ผู้คนรอบด้านกลับเงียบลง
เพราะมีคนสามคนกำลังเดินเข้ามา
ภูผา
ทองขาว
และหมื่นพัน
ทั้งสามเดินเข้ามาอย่างสงบ
ไม่มีใครพูดอะไร
แต่รัศมีที่แผ่ออกมากลับกดดันผู้คนโดยรอบอย่างประหลาด
โดยเฉพาะทองขาวและหมื่นพัน
ซึ่งผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน
เพียงยืนเฉยๆ ก็ทำให้คนทั่วไปเกิดความหวาดหวั่นได้แล้ว
พ่อค้าใหญ่หลายคนเริ่มกลืนน้ำลาย
ก่อนจะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ขณะนั้นเอง
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มพ่อค้าเบิกตากว้าง
เขาจ้องมองใบหน้าของภูผาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนร้องออกมา
"เดี๋ยวก่อน..."
"ท่านผู้นี้..."
"ใช่ท่านภูผาแห่งสวรรคโลกหรือไม่?"
คำถามนั้นทำให้หลายคนหันมองพร้อมกัน
จากนั้นเสียงซุบซิบก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ภูผา?"
"คนเดียวกับที่พระยาสวรรคโลกให้ความสำคัญน่ะหรือ?"
"คนนั้นที่ฝึกทหารให้สวรรคโลก?"
"ได้ข่าวว่าพระยาตากยังเคยเรียกพบ..."
ยิ่งพูดต่อกัน
สีหน้าของพ่อค้าเหล่านั้นก็ยิ่งซีดลง
ไม่นาน
คนที่เคยขึ้นเสียงเมื่อครู่ก็รีบประสานมือคำนับ
"ขออภัยด้วยขอรับ"
"เป็นพวกข้าที่เสียมารยาท"
อีกคนรีบกล่าวเสริม
"พวกข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็นคณะของท่าน"
ภูผาเพียงยิ้มบางๆ
"การค้าก็คือการค้า"
"หากราคายุติธรรม พวกเรายินดีขาย"
คำตอบนั้นยิ่งทำให้ทุกคนโล่งใจ
เรื่องราวจึงจบลงโดยไม่มีการลงไม้ลงมือ
หลังจากนั้น
การค้าขายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
สินค้าหลายอย่างถูกซื้อจนเกือบหมดภายในวันเดียว
พ่อค้าหลายกลุ่มเริ่มแย่งกันเสนอราคา
ตรงข้ามกับช่วงเช้าโดยสิ้นเชิง
จนลูกน้องหลายคนแอบหัวเราะกันลับๆ
...
ข่าวเหตุการณ์ดังกล่าว
ลอยไปถึงจวนของพระยาพิจิตรอย่างรวดเร็ว
ในตอนแรก
พระยาพิจิตรคิดเพียงว่าเป็นคณะพ่อค้าธรรมดา
แต่เมื่อทราบว่าเป็นภูผาแห่งสวรรคโลก
ท่านจึงตัดสินใจเดินทางมาพบด้วยตนเอง
ช่วงบ่ายวันนั้น
ขบวนของพระยาพิจิตรก็มาถึงค่ายพัก
ภูผาออกมาต้อนรับด้วยความสุภาพ
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักใหญ่
พระยาพิจิตรสนใจเป็นพิเศษ
เกี่ยวกับอาวุธและเครื่องมือเหล็กแบบใหม่
โดยเฉพาะหน้าไม้ยิงต่อเนื่อง
และดาบเหล็กกล้าคุณภาพสูง
เมื่อได้ทดลองใช้งาน
ท่านถึงกับพยักหน้าไม่หยุด
"ของดีจริง"
"หากกองทัพมีอาวุธเช่นนี้มากขึ้น คงช่วยชีวิตผู้คนได้ไม่น้อย"
การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น
ก่อนที่พระยาพิจิตรจะเดินทางกลับจวนด้วยสีหน้าพึงพอใจ
...
ค่ำคืนมาถึงอีกครั้ง
ค่ายพักค่อยๆ เงียบลง
เสียงพูดคุยเริ่มหายไป
เหลือเพียงเสียงแมลงกลางคืนดังเป็นระยะ
ภายในเต็นท์ใหญ่
มีชายสามคนนั่งขัดสมาธิเรียงกัน
ภูผาอยู่ตรงกลาง
ทองขาวอยู่ด้านซ้าย
หมื่นพันอยู่ด้านขวา
ทั้งสามกำลังฝึกพลังจิตตามแนวทางของหลวงพ่อจันทรา
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
จู่ๆ ภูผาก็ลืมตาขึ้น
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า
ทองขาวสัมผัสได้ถึงบางอย่างเช่นกัน
"มาอีกแล้วหรือ?"
ภูผาพยักหน้า
ก่อนกล่าวขึ้นเบาๆ
"มาแล้ว"
"ครั้งนี้..."
เขาหันไปมองหมื่นพัน
"...ให้เจ้าจัดการได้หรือไม่?"
ดวงตาของหมื่นพันพลันสว่างขึ้น
ตลอดหลายครั้งที่ผ่านมา
เขาแทบไม่มีโอกาสได้ลงมือเต็มที่เลย
ชายร่างใหญ่ลุกขึ้นยืนทันที
พร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างถูกใจ
มือขวาคว้าดาบประจำตัวขึ้นมา
"ฮ่าๆๆ"
"ในที่สุดก็ถึงตาข้าสักที"
หมื่นพันบิดคอเบาๆ จนเกิดเสียงกร๊อบ
ก่อนเดินออกจากเต็นท์
พร้อมกล่าวทิ้งท้าย
"ข้าไปล่ะ"
ขณะที่เงาร่างของเขาหายเข้าไปในความมืด
ภูผาและทองขาวกลับนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม
เพราะพวกเขารู้ดีว่า...
คืนนี้
มีคนบางกลุ่มกำลังจะพบกับฝันร้ายที่ชื่อว่า
หมื่นพันแห่งกองเสือหมอบแมวเซาแล้ว.