เสี่ยวฮวาซ่อนเงินสองเหมานั้นไว้ในเสื้อรัดอกแนบเนื้ออย่างมิดชิดที่สุดก่อนจะลุกขึ้นยืน “งั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะพรุ่งนี้หนูจะมาเวลาเดิมเหมือนวันนี้ค่ะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งรั้งตัวเธอไว้“เดี๋ยวก่อนสิ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยกลับก็ยังไม่สาย”
ทว่าครั้งนี้เสี่ยวฮวากลับส่ายหน้าพัลวัน“ไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ได้จริงๆ มื้อเที่ยงก็กินไปแล้วมื้อเย็นจะกินอีกได้ยังไงกัน งาน่เย็นหนูก็ไม่ได้ช่วยทำสักหน่อย!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแรง“ฟ้ายังไม่มืดเลย ถึงเธอจะกลับไปตอนนี้ก็ต้องไปทำงานบ้านอยู่ดีสู้กินข้าวที่นี่ให้เรียบร้อยก่อนค่อยกลับไปไม่ดีกว่าหรือ”
แต่เสี่ยวฮวาก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธ“ไม่ได้หรอกค่ะ หนู... หนูจะทำอย่างนั้นได้ยังไง...”
เธอจะหน้าด้านหน้าทนขนาดนั้นได้อย่างไรกัน!
เจียงอิ๋งอิ๋งทอดถอนใจยาว“นี่เธอจะไม่ฟังคำฉันจริงๆ ใช่ไหม?”
เสี่ยวฮวาหน้าแดงก่ำเธอรีบก้มหน้าลงงุด “งั้น...งั้นหนูไปช่วยทำกับข้าวนะคะ...”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นลุกขึ้นเดินตามไปทันที“ไปกันเถอะ ฉันไปช่วยเธอเอง”
เจียงอิ๋งอิ๋งทรุดตัวลงนั่งพลางโบกมือหยอยๆ“พวกเธอไปเถอะ ทำเสร็จแล้วค่อยเรียกฉันนะ...”
เด็กสาวทั้งสองคนเดินปิดปากขำกันออกไปแม้แต่เสี่ยวฮวาที่คุ้นชินกับภาพที่ผู้หญิงต้องตรากตรำทำงานบ้านมาตลอดก็ยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
ราวกับว่า...พี่เจียงคนนี้เกิดมาเพื่อที่จะไม่ต้องหยิบจับงานพวกนี้อยู่แล้ว
อาหารมื้อค่ำเรียบง่ายกว่ามื้อเที่ยงมากเป็เพียงซุปแป้งก้อนที่ใช้น้ำซุปเนื้อเคี่ยวจนเข้าเนื้อแล้วโรยด้วยใบผักฉีกเล็กน้อย
แม้จะดูเรียบง่ายแต่รสชาตินั้นเลิศรสอย่าบอกใคร
ครั้งนี้เสี่ยวฮวาไม่บ่ายเบี่ยงอีกเธอกินจนอิ่มแปล้ไปหนึ่งชามใหญ่ก่อนจะเช็ดปาก แล้วส่งยิ้มให้เจียงอิ๋งอิ๋ง“พี่เจียง มื้อนี้หนูอิ่มมากจริงๆ ค่ะ!”
ั์ตาของเธอเป็ประกายสดใสนี่เป็ครั้งแรกที่เธอมีความสุขมากขนาดนี้
เจียงอิ๋งอิ๋งเหลือบมองท้องฟ้าด้านนอก“กลับเถอะ มืดกว่านี้จะดูไม่ดี”
พูดจบเธอก็สำทับทิ้งท้ายอีกประโยค“กลับไปถึงบ้านน่ะ อย่าบอกใครเชียวว่ากินข้าวมาแล้ว”
เสิ่นเหยาก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่เงียบๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้นบ้าง “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาเช้าเกินไปนะพี่สะใภ้ของเธอตื่นสาย...”
เจียงอิ๋งอิ๋งเหลือบมองเขาด้วยความละเหี่ยใจก่อนจะเอ่ยสมทบ “มาถึงสักเจ็ดโมงเช้าก็พอถ้ามาเช้ากว่านั้นเธอก็ต้องยืนรอข้างนอกอยู่ดี”
เธอตื่นเช้าขนาดนั้นไม่ไหวจริงๆนั่นแหละ
เสิ่นเหยากระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ
เมื่อกินเสร็จโดยไม่ต้องรอให้หลี่เสวี่ยเหลียนอ้าปากสั่งเสิ่นเหยาก็รวบถ้วยชามทั้งหมดไปล้างที่บ่อน้ำทันที พร้อมกับสั่งความไว้ประโยคหนึ่ง“ทิ้งโต๊ะไว้อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวผมมาเก็บกวาดเอง”
เื่ที่ภรรยาไม่ยอมทำงานบ้านเขาเริ่มจะเคยชินและยอมรับมันไปโดยปริยายแล้ว
เจียงอิ๋งอิ๋งเม้มปากด้วยความขัดเขิน“พี่เหยา พี่ดีจังเลย ขยันที่สุด!”
เสิ่นเหยาที่เดินพ้นประตูไปแล้วไม่ได้ขานรับทว่าในใจกลับลอบต่อประโยคในใจเงียบๆ
“ต่อให้ดีแค่ไหน... สุดท้ายก็ต้องหย่ากันอยู่ดี...”
เจียงอิ๋งอิ๋งเดินตัวปลิวกลับเข้าห้องของตัวเองเตรียมจะตรวจดูผลงานในวันนี้
ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่อเห็นแล้วแม้แต่ตัวเธอเองยังต้องใ
เดิมทีเธอออกแบบและตัดผ้าไว้ประมาณสิบชุดกะว่าจะใช้เวลาทำกันสามคนให้เสร็จภายในสองวันแต่คิดไม่ถึงว่าเด็กสาวสองคนนี้จะไฟแรงขนาดนี้
เพียงแค่วันเดียวกลับตัดเย็บออกมาได้ถึงเจ็ดชุด!
มิหนำซ้ำเสี่ยวฮวาที่มือไม้คล่องแคล่วคนนั้นยังทำเครื่องประดับตกแต่งที่จะต้องใช้ในวันพรุ่งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย!
“เงินหนึ่งหยวนนี่... จ่ายไปคุ้มจริงๆ...”
เจียงอิ๋งอิ๋งพึมพำกับตัวเองพลางเก็บเสื้อผ้าเข้าที่และเริ่มครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคต
การทำเสื้อผ้าเป็อุตสาหกรรมในครัวเรือนขนาดใหญ่คงยังทำไม่ได้นอกจากจะดึงดูดสายตาผู้คนได้ง่ายแล้ว ตราบใดที่นโยบายเบื้องบนยังไม่ประกาศเปิดเสรีเธอก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกคนแจ้งจับอยู่ทุกเมื่อ
แลกเปลี่ยนของกันเล็กๆน้อยๆ นานๆ ครั้งยังพอว่า แต่ถ้าจำนวนเงินมันสูงขึ้นเมื่อไร ความซวยมาเยือนแน่
หาก้าหาเงินก้อนได้อย่างปลอดภัยวิธีที่ดีที่สุดคือต้องหาทางติดต่อกับรัฐวิสาหกิจให้ได้ ถ้าสามารถร่วมมือกันได้เธอก็จะมีข้ออ้างในการทำงานอย่างสง่าผ่าเผย
ต่อให้คนอื่นจะอิจฉาตาร้อนจนตายก็พูดจาส่อเสียดอะไรไม่ได้
เมื่อเสิ่นเหยาจัดการล้างถ้วยชามเสร็จแล้วเดินเข้ามาในห้องเขาก็เห็นเธอนั่งเท้าคางขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่
เขาชะโงกหน้าเข้ามาดูแวบหนึ่งเห็นเป็รูปวาดเสื้อผ้าที่มีรูปทรงแปลกตาแต่กลับดูสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์
“ถ้าอยากจะทำธุรกิจนี้จริงๆ ยังต้องรอก่อนนะ” เสิ่นเหยาผู้ที่มักจะเงียบขรึมเสมอเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน“หาเงินเล็กๆ น้อยๆ น่ะพอได้ แต่เงินก้อนใหญ่คงไม่ได้หรอก”
เขาคิดตรงกับเธอไม่มีผิด
เจียงอิ๋งอิ๋งวางปากกาลง“พี่มีวิธีดีๆ หรือ?”
เสิ่นเหยาหัวเราะในลำคอเบาๆ“แล้วจะแบ่งส่วนแบ่งยังไงล่ะ?”
ยิ่งเงียบยิ่งเ้าเล่ห์นักนะ!
เจียงอิ๋งอิ๋งแอบกลอกตาอยู่ในใจแต่ใบหน้ากลับแต่งแต้มรอยยิ้มแง่งอน “พี่เหยาพี่จะมาคิดเื่ส่วนแบ่งกับฉันอีกหรือคะ?”
เสิ่นเหยามองเธอด้วยใบหน้าราบเรียบ“เมื่อคืนไม่ได้ตกลงกันแบบนี้หรือไง?”
เจียงอิ๋งอิ๋งหัวเราะแห้งๆ“พี่บอกมาก่อนสิว่ามีวิธีไหม?”
เสิ่นเหยาก็ไม่ได้คิดจะเอาเื่เอาราวกับเธอจริงๆหรอกเขาเพียงแค่รู้สึกหงุดหงิดใจที่ได้ยินเสี่ยวฮวาเด็กดื้อคนนั้นเรียกเธอว่าพี่สาวๆอยู่ตลอดทั้งวันก็เท่านั้นเอง
เขาขบคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง“ลองพิจารณาทางใต้ดูสิ”
“ทางใต้หรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งทวนคำไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยคิดถึงความเป็ไปได้นี้ เพราะอย่างไรเสียนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศก็เริ่มจากทางใต้ก่อนเป็อันดับแรก
“ถ้าติดต่อกับทางใต้ได้ก็คงดีหรอกค่ะแต่เราไม่รู้จักใครที่ไว้ใจได้เลยนี่นา”
เสิ่นเหยามองเธอด้วยความประหลาดใจเธอไม่ถามเลยสักคำว่าสถานการณ์ทางใต้เป็อย่างไร?
ผู้หญิงที่แทบไม่เคยย่างกรายออกจากหมู่บ้านกลับไม่รู้สึกตื่นตระหนกกับคำว่า ‘ทางใต้’ เลยสักนิดอย่างนั้นหรือ?
เขาซ่อนความฉงนไว้ใต้ดวงตานิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย “หลังจบฤดูเก็บเกี่ยวผมจะลองพยายามติดต่อดูให้”
“พี่รู้จักคนทางนั้นหรือคะ?” เจียงอิ๋งอิ๋งใจชื้นขึ้นมาทันที“ไว้ใจได้ไหม?”
เสิ่นเหยาพยักหน้า“ไว้ใจได้”
ในเมื่อตอนนี้เธอกับเขาก็เหมือนคนเดียวกันเขาจึงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องโกหกเธอ
เมื่อได้รับคำตอบที่้าเจียงอิ๋งอิ๋งก็ใจชื้นขึ้น ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้เธอต้องรีบเก็บเงินซื้อจักรเย็บผ้าและจักรยานให้ได้เสียก่อน
ไม่อย่างนั้นจะให้หวังพึ่งโชคช่วยให้กระต่ายหรือห่านป่าตกลงมาจากฟ้าเพื่อเอาเนื้อมากินตลอดไปก็คงไม่ใช่เื่
ครั้งสองครั้งยังพออ้างได้แต่ถ้าบ่อยเข้า เธอคงได้ถูกคนตราหน้าว่าเป็ปีศาจแล้วโดนจับไปแน่ๆ...
ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ใช่ยุคศักดินาแล้วแต่เื่แปลกประหลาดพิสดารแบบนี้ก็ยังมีคนเชื่ออยู่ไม่น้อย...
ทั้งห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้งเสิ่นเหยาหันกลับไปก็พบว่าเพียงครู่เดียวผู้หญิงที่เพิ่งจะคุยกับเขาเมื่อกี้นี้กลับผล็อยหลับไปเสียแล้ว
เธอนอนตะแคงใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มหันมาทางเขา ริมฝีปากสีแดงดั่งผลเชอร์รี่เผยอออกเล็กน้อย
เพราะอากาศร้อนกระดุมเสื้อตัวบนจึงถูกปลดออกสองเม็ดท่าทางการนอนตะแคงทำให้ทรวงอกคู่นั้นเบียดชิดกันจนเห็นผิวขาวผ่องรำไรที่ชวนให้จินตนาการไปไกล...
เสิ่นเหยารู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันทีเขารีบเม้มปากพลางพลิกตัวหันหลังไม่มองเธออีก
ทว่าพอหลับตาลงเขากลับสลัดภาพผิวขาวเนียนนั้นออกไปจากห้วงคำนึงไม่ได้เสียที...
“พับผ่าสิ!”
เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เสิ่นเหยาสบถคำหยาบออกมาจากนั้นเขาก็ลุกพรวดขึ้นด้วยใบหน้าถมึงทึงเพื่อไปอาบน้ำเย็นระงับอารมณ์...
..........
ณบ้านของหลี่หลันจือ
ทันทีที่เสี่ยวฮวาเดินก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้านเธอก็ได้ยินเสียงพ่อของเธอกำลังด่าทอ “แค่ข้าวปลาอาหารยังทำออกมาได้ไม่ดีสักวันกูจะตีมึงให้ตาย!”
ตามมาด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญด้วยความอัดอั้นของหลี่หลันจือ“ตีเลย ตีฉันให้ตายไปเลยยิ่งดี ถ้าฉันตายไปเสี่ยวเป่าจะได้ไม่มีแม่!”
เสี่ยวเป่าเองก็เริ่มร้องไห้จ้อกแจ้กตามไปด้วย“หิว... หิวจังเลย...”
หลี่หลันจือปลอบลูกด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น“เสี่ยวเป่าคนดีของแม่ แม่จะทำเสร็จแล้วนะจ๊ะ!”
ทันทีที่เธอเดินออกมาจากห้องแล้วเห็นเสี่ยวฮวาเดินเข้ามาเธอก็รีบกระชากตัวลูกสาวมาดุด่าทันที “ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะฮะ!ทำไมไม่รีบไปยกหม้ออีกล่ะ? ไม่เห็นหรือไงว่าน้องชายแกหิวจนร้องไห้แล้ว!”
เสี่ยวฮวาเม้มปากแน่นก้มหน้าก้มตาเดินตรงไปยังห้องครัว
หลี่หลันจือปรายตามองเธออย่างนึกสงสัยพลางเอ่ยขึ้น“นี่มันก็ได้เวลากินข้าวกินปลาแล้วบ้านเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นไม่ได้รั้งแกให้กินข้าวด้วยหรือไง?”